หนูน้อยผู้นี้คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลซู - บทที่ 246 ความซวยของเกาหยวนหาง
บทที่ 246 ความซวยของเกาหยวนหาง
การเดินทางไปทำงานช่วงสองวันที่ผ่านมาสำหรับเกาหยวนหาง เปรียบเสมือนฝันร้ายตื่นหนึ่ง เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตจะดิ่งลงเหวได้ถึงเพียงนี้!
หลังจากเหตุการณ์น่าอับอายในห้องน้ำทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะกระอักกระอ่วนขีดสุด ทว่าฝันร้ายยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น ขณะเขาขยับตัวพลิกบนโซฟา จู่ ๆ เสียงโครมสนั่นก็ดังขึ้น…
โซฟาเจ้ากรรมดันพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา!
ท่านประธาน ถึงกับขมับเต้นตุบ ๆ ก่อนถอนหายใจยาว “ช่างมันเถอะ ฉันรู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจ ขึ้นมานอนบนเตียงนี่แหละ!”
เกาหยวนหางจำต้องขึ้นไปนอนตัวสั่นเทาอยู่ริมขอบเตียง โดยมีเจ้านายนำหมอนสองใบมาวางกั้นกลางไว้ แต่นั่นยังถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะความซวยที่แท้จริง คือตอนเขาพยายามนอนชิดริมขอบเตียงให้มากที่สุด แต่มือดันไปกดโดนสวิตช์ปริศนาเข้า
ทันใดนั้น เตียงน้ำก็แปรสภาพเป็นเตียงนวดสั่นสะเทือนเร้าอารมณ์ในทันที! แรงกระเพื่อมจากน้ำทำให้ร่างของทั้งสองโยกคลอนไปมา! ใบหน้าของประธานเขียวคล้ำจนน่ากลัว!
ชายหนุ่มรีบกลิ้งลงไปนอนบนพื้นทันควัน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงจริง ๆ
วันรุ่งขึ้นตอนเช็คเอาท์ พนักงานต้อนรับต่างพากันส่งรอยยิ้มมีเลศนัยมาให้ เมื่อเห็นแจ้งในใบแจ้งซ่อมโซฟาที่พังยับเยิน
ปัจจุบัน เกาหยวนหางยืนกำจดหมายลาออกในมือด้วยความลังเล หากไม่ลาออก ประธานต้องเข้าใจเขาผิดไปไกลแน่ ๆ แต่ถ้าลาออก… นี่คืองานรายได้งามที่เขาเพิ่งจะได้ทำเองนะ!
เขาทึ้งผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ก่อนตัดสินใจเด็ดขาด…ช่างมันเถอะ รักษาชีวิตไว้ดีกว่า ลาออกเลย!
ชายหนุ่มเดินมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานประธานด้วยความแน่วแน่ ทันทีที่เปิดเข้าไป สายตาก็ปะทะเข้ากับอีกคนพอดี
“…”
“ท่านประธานครับ ผมขอลาออก! ต้องขอโทษสำหรับความผิดพลาดเมื่อสองวันก่อนจริง ๆ ครับ!” เกาหยวนหางรีบชูจดหมายลาออกขึ้นทันที
เพียงได้ยินคำว่า ‘เมื่อสองวันก่อน’ ใบหน้าของบอสก็มืดครึ้มขึ้นมาทันที ท่านประธานไม่เอ่ยคำใดเพียงแต่ชี้มือไปที่โต๊ะเป็นเชิงบอกให้วางใบลาออกทิ้งไว้
เจ้าผีดวงซวยซึ่งกำลังเฝ้ามองอยู่นึกสนุก “เฮ้ ๆ! โอกาสมาถึงแล้วนี่นา? พ่อหนุ่ม… ฉันไม่ยอมให้แกเสียงานหรอก!”
จังหวะที่เกาหยวนหางกำลังวางกระดาษลงบนโต๊ะ จู่ ๆ ลมประหลาดก็พัดวูบมาจากไหนไม่รู้ หอบเอาใบลาออกปลิวว่อนไปตกอยู่บนพื้น!
เขาถลาไปเก็บ แต่ว่าลมเจ้ากรรมยังคงพัดวนจนกระดาษแผ่นนั้นปลิวเข้าไปใต้โต๊ะทำงานของเจ้านาย ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกจึงต้องก้มลงคลานเข้าไปเก็บ
และพอเงยหน้าขึ้นมา… เขาก็พบว่าใบหน้าของตนเองอยู่ในตำแหน่งน่าสงสัยสุด ๆ
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก
“ที่รักคะ…” คู่หมั้นของประธานเดินถือกล่องอาหารเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
ในสมองของเกาหยวนหางเหลือเพียงประโยคเดียว
‘ชิบหายแล้ว…’
วันนั้นเอง ข่าวเรื่องคู่หมั้นของประธานบริษัทชื่อดังจับชู้ได้คาหนังคาเขาก็กลายเป็นประเด็นฮือฮาไปทั่ววงการ ท่านประธานถูกเปิดโปงว่าแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ช่วยใหม่ ไม่เพียงแต่พากันไปพักโรงแรมม่านรูดระหว่างออกไปทำงานต่างจังหวัด แต่ยังกล้าทำเรื่องบัดสีในห้องทำงานโดยไม่ปิดประตู!
ที่สำคัญ… ผู้ช่วยคนนั้นยังเป็นผู้ชาย! คู่หมั้นสาวถึงกับเป็นลมล้มพับ หลังจากฟื้นขึ้นมาก็ประกาศถอนหมั้นทันทีโดยไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ ท่านประธานต้องวิ่งตามง้ออย่างน่าเวทนาจนแทบเสียสติ
ส่วนผู้ช่วยหนุ่มโชคร้ายก็ถูกไล่ออก
เกาหยวนหางยืนถือกล่องกระดาษบรรจุข้าวของเครื่องใช้ ยืนงงงวยอยู่หน้าตึกบริษัทด้วยความช็อก
‘ไม่ใช่นะครับ… พวกคุณฟังผมอธิบายก่อนสิ!’
ฟู่ว! รถคันหนึ่งแล่นผ่านไปรวดเร็ว หอบเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาแปะหน้าเขาเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาในที่สุด… ‘ทำไมชีวิตเขาถึงได้ซวยซ้ำซากขนาดนี้!’
ทางด้านวิญญาณดวงซวย เขานอนแผ่หลาอยู่บนหัวของเกาหยวนหางด้วยท่าทางสำราญใจ พลางสูดดมกลิ่นอายความซวยอย่างเอร็ดอร่อย
‘ชีวิตนี้ช่างประเสริฐแท้! มีร่างสิงสถิตกับไม่มีมันต่างกันจริง ๆ’
‘ติดในคุกมาสิบเจ็ดปีไม่เคยเจอใครมีดวงชะตาเข้ากันได้ดีขนาดนี้เลย!’
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ยิ่งมีความทะเยอทะยาน เดิมทีเขาแค่อยากเข้าใกล้ซูจิ่นอวี้ เพื่อขอยืมโชคลาภมาเจือจางความซวยของตนเอง
แต่ตอนนี้เมื่อเกาะร่างนี้แล้ว ความซวยทั้งหมดกลับตกเป็นของเจ้าของร่างความซวยทั้งหมดตกเป็นของเจ้าของร่าง ส่วนเขาแค่สูบพลังมาใช้เพิ่มตบะ
จะตามหาซูจิ่นอวี้ไปทำไมกัน!
เขาหวังเพียงว่าจะอยู่ห่างจากซู่เป่าและซูจิ่นอวี้ให้มากที่สุด ในเมื่อหลุดจากคุกมาได้แล้วเขาก็ไม่อยากเจอพวกเธออีก!
“วันคืนอันแสนสุขมาถึงแล้ว…” เจ้าผีร้ายกระหยิ่มยิ้มย่อง
ขณะเดียวกัน ซู่เป่ากำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักพร้อมกับโบกมือน้อย ๆ ไปมา “เฮ้!”
“เฮ้!”
“ท่านอาจารย์คะ ทำไมหนูถึงสร้างเข็มทิศแปดทิศเรืองแสงแบบนั้นไม่ได้สักที!”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเห็นอาจารย์หยิบหนังสือออกมาจากความว่างเปล่าได้บ่อยครั้ง อาจารย์บอกว่านั่นคือบันทึกสรรพชีวิตในมือยมบาล แม้ดูเป็นสมุดเล่มบาง ทว่าเมื่อเปิดออกกลับบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ทุกคน รวมถึงการตัดสินผลบุญบาปตลอดอายุขัยไว้ครบถ้วน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสองวันก่อนตอนตามหาวิญญาณโชคร้าย ซู่เป่าเห็นอาจารย์หยิบเข็มทิศแปดทิศออกมาอีกครั้ง มันดูดีกว่าอ่างเหล็กซึ่งพี่ชายทำไว้หลายเท่าตัว
ทั้งยังเรืองแสงนวลตา หมุนวนช้า ๆ คล้ายดวงจันทร์ดวงเล็ก อาจารย์เพียงยกมือขึ้นก็หยิบหนังสือออกมาได้ หรือแค่โบกมือเพียงครั้งเดียว เข็มทิศแปดทิศสว่างไสวก็ปรากฏขึ้นทันตา
ซู่เป่าทำตาปริบ ๆ ด้วยความเลื่อมใสพลางอยากเรียนรู้บ้าง… แต่ว่าลองฝึกมาสองวันเต็มก็ยังสร้างไม่สำเร็จเสียที
จี้ฉางไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ฝึกฝนให้มากเข้าไว้ ฉันเคยเห็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ดีที่สุด…” เขาชะงักคำพูดพลางคิดว่าไม่ควรเอ่ยประโยคนี้ซ้ำอีก ก่อนเก็บหนังสือในมือแล้วเดินมานั่งลงข้างเด็กน้อย
เขาเอื้อมมือไปกุมมือน้อย ๆ ของซู่เป่าไว้
เด็กคนนี้ตั้งแต่อยู่กับตระกูลซูก็กินอิ่มนอนหลับจนตัวขาวนวลอวบอ้วน มือเล็กกลมกลึงดูนุ่มนิ่มราวกับปล้องบัวสดยามแรกผลิ จี้ฉางรู้สึกหมั่นเขี้ยวจึงจับมือนั้นแกว่งไปมา
“อ้าว จำเป็นต้องแกว่งมือแบบนี้ด้วยเหรอคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย
“อืม ใช่… ต้องแกว่งแบบนี้แหละ” จี้ฉางกระแอมแก้เขินเบา ๆ
เขาชักนำมือของซู่เป่าวาดเป็นรูปครึ่งวงกลม ก่อนกรีดนิ้ววาดอักขระซับซ้อนในอากาศอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวเข็มทิศแปดทิศส่องประกายสว่างจ้าก็ลอยเด่นขึ้นมา
“เรียนรู้ได้บ้างหรือยัง?” เขาเอ่ยถาม
ซู่เป่าเบิกตากว้าง จ้องมองเข็มทิศตรงหน้าส่องแสงวิบวับราวกับทางช้างเผือก มันช่างงดงามเหลือเกินในสายตาเด็กน้อย
“ขออีกรอบค่ะ!” เธอบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
จี้ฉางลูบศีรษะลูกศิษย์อย่างเอ็นดู ก่อนกุมข้อมือเธอวาดอักขระอีกครั้ง “จำได้หรือยัง?” เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ไม่เป็นไรถ้ายังจำไม่ได้ อักขระพวกนี้ซับซ้อ…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงอาจารย์ ซู่เป่าก็เริ่มวาดวงกลมในอากาศ “แกว่งแบบนี้… ฮึบ! แล้วก็แบบนี้!”
เธอมั่วท่าทางไปมาด้วยความสนุกสนานพลางร้องเรียก “ท่านอาจารย์ดูนี่สิคะ!”
วินาทีนั้น เข็มทิศแปดทิศแสนสวยที่มีโบว์ผูกประดับไว้อย่างน่ารักก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
จี้ฉางถึงกับกระตุกมุมปาก…
ทางด้านเจ้าเสี่ยวอู่ที่ยืนอยู่บนโต๊ะ มันใช้จะงอยปากจิกกระดองของคุณเต่าดัง ปึก ๆ
“ฮัลโหล? Anybody home? มีใครอยู่บ้านไหมจ๊ะ?”
คุณเต่าแก่เมินเฉยไม่สนใจต่อคำกวนประสาทนั้น เสี่ยวอู่จึงเริ่มเบื่อเลยหันไปมองซู่เป่า เห็นเด็กน้อยสะบัดมือร่ายอาคมจนเกิดเข็มทิศประกายสีเงินทองระยิบระยับประหนึ่งดวงดาว
เจ้านกปากเก่งรีบส่งเสียงร้องสรรเสริญประจบประแจงทันที “พรสวรรค์ควบคุมฟ้าดิน! ความมุ่งมั่นกลืนกินขุนเขาและนที! บุคคลเหนือธรรมดา! ซู่เป่ามิใช่มนุษย์เดินดิน เธอคือ… พระ… เจ้า… ของ… ข้า!”
จี้ฉางถึงกับกระตุกมุมปากอีกรอบ…