หนูน้อยผู้นี้คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลซู - บทที่ 318 เรียนรู้นิสัยเสียจากหานหาน
บริเวณลานศาลเทพเจ้าเมือง เมฆดำทะมึนยังคงปกคลุมหนาแน่น ส่งผลให้บรรยากาศมืดสลัวลงกว่าปกติ
ทันใดนั้น กลุ่มคนที่สวมชุดกิโมโนกลับพากันแผดเสียงร้องโหยหวน บางคนถึงขั้นทรุดตัวลงคุกเข่าก้มหัวปรกพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
สิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นคือ ยามนี้บรรพบุรุษของพวกเขาต่างปรากฏกายขึ้นด้วยโทสะอันรุนแรง แล้วรุมทุบตีลูกหลานเหล่านั้นโดยไม่ยั้งมือ!
“แผ่นดินที่ข้าและสหายปกป้องมาด้วยความยากลำบาก เจ้าลืมมันไปหมดแล้วหรือ?!”
“พวกมันปลิดชีพปู่ของเจ้า แล้วเจ้ายังไปยกย่องพวกมันดั่งบรรพบุรุษอีกหรือ!”
“วันนี้หากข้าไม่ตีพวกเจ้าจนก้นแตก ก็อย่าหวังจะรู้เลยว่าทำไมดอกไม้ในวันนี้ถึงได้แดงนัก!”
เหล่าคนรักชุดกิโมโนและรองเท้าไม้ถูกฟาดจนรองเท้ากระเด็นหายไปคนละทิศละทาง ต่างพากันอ้อนวอนขอความเมตตาด้วยเสียงสั่นเครือ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ส่วนคนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นผีต่างพากันยืนงง หลังจากเห็นสายฟ้า สายรุ้ง และอาทิตย์อัสดงปรากฏขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว แต่ภาพตรงหน้ากลับมีคนจำนวนมากคุกเข่าร่ำไห้อ้อนวอนกับความว่างเปล่า ยิ่งทำให้บรรยากาศดูขลังและน่าสะพรึงกลัวขึ้นไปอีก
“หมุดเหล็กสีแดงที่พวกเขาดึงออกมาคืออะไรกันนะ…”
“แปลกจริง พอดึงสิ่งนั้นออก ฟ้าก็ผ่าลงมาทันทีเลย”
“หรือว่า… เด็กหญิงคนนั้นพูดความจริง? วันนี้ไม่ใช่แค่งานคอสเพลย์หรืองานตุ๊กตาธรรมดา แต่คือพิธีบูชาเซ่นไหว้จริง ๆ?” บางคนเริ่มลังเลใจ
แต่ก็ยังมีกลุ่มคนยังคงรู้สึกโศกเศร้า พวกเธอร่ำไห้อย่างหนักพลางโอดครวญ “ถึงเป็นอย่างนั้นก็เถอะ แต่ตุ๊กตาที่พวกเราสะสมไว้เสียหายพังพินาศแบบนี้ จะปล่อยให้จบไปง่าย ๆ ได้ยังไง!”
บรรดาเจ้าของตุ๊กตาเถ้ากระดูกต่างรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง สำหรับพวกเธอแล้ว ตุ๊กตาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของรักของหวง แต่ละตัวยังมีราคาสูงลิบลิ่ว!
แม้ไม่มีมูลค่าถึงห้าล้านเหมือนเจ้าเหยาเหยาของกู้ชีชี แต่ก็มีราคาสูงถึงแปดหมื่นถึงหนึ่งแสนถ้วน
ทำไมแค่การอ้างเรื่องพิธีกรรมบูชาถึงทำให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบผลการกระทำได้เล่า!
มู่กุยฝานอุ้มซู่เป่าแนบอก โดยมีซูเหอเวิ่น ผู้กระหายความอยากรู้เดินตามหลังมาติด ๆ ส่วน ซูเหอเหวินที่อยู่ข้างกันกลับทำหน้าเครียดเคร่งขรึม ไม่รู้ว่าในหัวกำลังขบคิดเรื่องใดอยู่
ซูอีเฉินกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มีคำว่า ‘ชดเชย’ ลอดออกมาให้ได้ยินลาง ๆ
เมื่อก้าวมาถึงหน้าศาลเจ้าที่ใช้ประกอบพิธี เขาใช้รองเท้าหนังขัดเงาเตะซ้ำอีกคราจนศาลจำลองนั้นล้มคว่ำไม่เป็นท่า
คุณลุงใหญ่เหยียบลงบนเศษตุ๊กตาเถ้ากระดูกจนแตกละเอียด บรรดาเจ้าของตุ๊กตาเหล่านั้นถึงกับปล่อยโฮหนักกว่าเดิม ราวกับว่าลูกชายลูกสาวของพวกเธอได้สิ้นใจลงจริง ๆ
ซู่เป่ารีบยกมือปิดหูแล้วตะโกนว่า “อย่าร้องไห้เลยนะคะ! หนู…หนูจะชดใช้เงินให้เองค่ะ!”
แม้ตุ๊กตาเหล่านี้จะพังเพราะต้องหยุดพิธีกรรมไสยศาสตร์ แต่อาจารย์เคยพร่ำสอนว่า ใครเป็นคนทำสิ่งใด ผู้นั้นย่อมต้องรับผิดชอบ
เด็กน้อยทำหน้าเจ็บปวดขณะค่อย ๆ ล้วงซองอั่งเปาออกมาจากกระเป๋าสะพายคู่ใจ
‘เงินจำนวนนี้… น่าจะเพียงพอต่อการชดใช้แล้วใช่ไหมนะ?’
เงินเพิ่งหามาได้ยังไม่ทันอุ่นมือก็ต้องโบยบินออกไป ซู่เป่ารู้สึกราวกับหัวใจดวงน้อยกำลังแตกสลาย
ซูอีเฉินเห็นสีหน้าของหลานสาวเหมือนคนเสียเลือดมากก็อดขบขันไม่ได้ ส่วนมู่กุยฝานกลับมองว่าเด็กน้อยคนนี้ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน เขาจึงบีบแก้มใสเบา ๆ
“เก็บเงินของลูกไว้เถอะ เดี๋ยวคุณลุงใหญ่ของลูกจะเป็นคนจ่ายเอง”
“…?” ซูอีเฉินที่ยืนอยู่ข้างกันหันมองไปทางต้นเสียง
‘นึกว่าเป็นน้องเขยพึ่งพาได้ ที่ไหนได้ กลับมองว่าฉันเป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่เสียอย่างนั้น?’
มู่กุยฝานทำเป็นมองไม่เห็นสายตาพิฆาตนั้น พลางกระซิบกล่อมซู่เป่า “คุณลุงใหญ่ของลูกทั้งหล่อทั้งรวย โดยเฉพาะจังหวะควักเงินจ่ายเนี่ย… เขาดูหล่อและรวยเป็นพิเศษเลยละ”
“…” ในเมื่อไร้คำโต้แย้ง เขาก็ทำได้เพียงควักกระเป๋าจ่าย
เขาชายตาประเมินเด็กสาวที่ร้องไห้จนตาแดงก่ำเหล่านั้นแวบหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการนัดแนะของผู้จัดงานหรือไม่ เพราะทุกคนล้วนสวมใส่ชุดทรงญี่ปุ่นลักษณะเดียวกัน เพียงแต่สลับโทนสีเท่านั้น
เขาเอ่ยเสียงเย็น “ในเมื่อคนบ้านเราทำพัง เราย่อมชดใช้ให้อย่างแน่นอน เดี๋ยวผู้ช่วยของผมจะติดต่อเพื่อยืนยันยอดเงินชดเชยอีกครั้ง”
คุณลุงใหญ่ไม่อยากให้ซู่เป่าน้อยต้องแบกรับชื่อเสียใด ๆ แค่เรื่องเงิน… ให้ไปเถอะ
ส่วนพฤติกรรมอกตัญญูของเด็กสาวพวกนี้ หลังจากได้เห็นความสามารถในการสัมผัสวิญญาณของซู่เป่าแล้ว ซูอีเฉินเชื่อมั่นว่าพวกเธอคงได้รับผลกรรมตามสมควรในไม่ช้า
กลุ่มเจ้าของตุ๊กตาต่างอึ้งตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่ความดีใจจะเข้าครอบงำ พวกเธอหาได้สนใจเรื่องพิธีกรรมหรือการขโมยวาสนาของประเทศเลยสักนิด ขอเพียงได้เงินสดมาชดเชยตุ๊กตาก็เพียงพอแล้ว
เมื่อครู่พวกเธอยังเตรียมใจไว้ว่าหากผู้ปกครองเด็กคนนี้ไม่จ่าย จะทำเรื่องให้ถึงที่สุด ฟ้องร้องให้ถึงศาล เพราะเชื่อว่าคนจนย่อมไม่ต้องเกรงกลัวคนรวย
ไม่นานนัก ชวี่เซี่ยงก็หอบเงินมาจัดการจ่ายค่าเสียหายทันที กู้ชีชียืนกรานไม่ขอรับเงินใด ๆ เธอเพียงแค่มองซู่เป่าด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
ครู่ก่อนเธอเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งจากตำรวจ…
คำสั่งคือให้เรียกคืนตุ๊กตาทั้งหมดของเธอ เพราะจากการบุกตรวจค้นบ้าน พบว่าตุ๊กตาทุกตัวล้วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเถ้ากระดูกมนุษย์มาเป็นส่วนประกอบ
กู้ชีชีไม่อยากเชื่อเลยว่าตนเองใช้ชีวิตคลุกคลีและนอนร่วมห้องกับตุ๊กตาเถ้ากระดูกมาเนิ่นนานหลายปี…
เธอรักตุ๊กตาจริง ๆ แต่ตอนนี้ความหวาดกลัวกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนพูดไม่ออก ความรู้สึกสับสนปนเปกันจนยากอธิบาย
กู้ชีชีเดินเข้ามาขอบคุณซู่เป่า ก่อนรีบเดินทางกลับกองถ่ายเพื่อจัดการเรื่องค้างคา
กลุ่มหญิงสาวที่ได้รับเงินต่างพากันยิ้มร่าเดินจากไป ส่วนนิทรรศการก็พังไม่เป็นท่า
ซู่เป่าทราบข่าวจากคุณพ่อว่า ผู้จัดงานผู้อยู่เบื้องหลังกลลวงครั้งนี้ถูกเชิญไปห้องสอบสวนเรียบร้อยแล้ว ส่วนได้รับอิสรภาพเมื่อไหร่นั้น คงไม่มีใครล่วงรู้
ส่วนกลุ่มหญิงสาวผู้รับเงินชดเชยพร้อมซากตุ๊กตาแตกสลายกลับไปนั้น…
ทันทีที่ถึงบ้าน บางรายกลับล้มป่วยด้วยพิษไข้สูงลิ่วโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างกายทรมานราวกับถูกบางสิ่งกัดกินจากภายในช้า ๆ
บางรายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างทางกลับบ้าน แม้ไม่ถึงแก่ชีวิตแต่ก็บาดเจ็บสาหัสปางตาย
บางคนเมื่อถึงบ้านกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายไม่ชอบมาพากล ยามดึกสงัดประตูห้องนอนมักเปิดออกเอง หรือแม้แต่ก๊อกน้ำในห้องน้ำก็เปิดเองจนเสียงน้ำดังซ่าท่ามกลางความเงียบ
และที่น่าขนลุกที่สุดคือ เมื่อตื่นขึ้นมากลับพบว่าตุ๊กตาซึ่งเคยเก็บใส่กล่องไว้ กลับมานอนนิ่งอยู่ข้างหมอนตรงหัวเตียงพวกเธอโดยไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร…
ยามนี้พวกเธอต่างตระหนักถึงเรื่อง ‘พิธีกรรม’ ตามคำเตือนของซู่เป่า จึงพากันร้องไห้โฮวิงวอนให้พ่อแม่ช่วยสืบข่าวเพื่อตามหาตัวยัยหนูมาช่วยปัดเป่าเคราะห์ร้าย
ทว่าทุกอย่างกลับสายเกินไป ซู่เป่าไม่ใช่คนจะพบเจอได้ง่ายตามใจปรารถนา พวกเธอทำได้เพียงจมอยู่กับความเสียใจราวกับแมลงวันหัวขาด ดิ้นรนหาที่พึ่งไปทั่วจนถูกมิจฉาชีพหลอกซ้ำซ้อน เงินชดเชยซึ่งได้รับมาจึงมลายหายไปในเวลาอันรวดเร็ว…
**
ต่อมาข่าวนิทรรศการตุ๊กตาติดเทรนด์ร้อนแรงในข้อหาดูหมิ่นบรรพบุรุษ
ขณะเดียวกันยังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งและนักพรตลึกลับร่วมกันทำลายพิธีชั่วร้ายเพื่อปกป้องมงคลประจำชาติ จนเกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์บนฟากฟ้า
บนโลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อว่าเด็กเพียงไม่กี่คนจะทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ได้ แต่กลับปักใจเชื่อว่าเป็นยอดฝีมือทางธรรมที่แฝงตัวอยู่ในสังคม พาเหล่าศิษย์ตัวน้อยมาปราบมารเสียมากกว่า
และแล้วมู่กุยฝานก็กลายเป็น ‘นักพรต’ ในฝันของใครหลายคน แถมยังถูกยกย่องว่าเป็นผู้เก่งกาจสุดในยุคนี้ด้วย
ชั่วพริบตา ชาวเน็ตต่างพากันแชร์สนั่นโซเชียล
“ตอนนี้เริ่มฝึกเซียนยังทันไหมครับ?”
“ฉันไปถามอาจารย์ว่าปรากฏการณ์สวรรค์สอนกันได้ไหม ฉันยอมลำบาก! แต่อาจารย์กลับบอกให้เชื่อวิทยาศาสตร์”
“อาจารย์บอกให้เชื่อวิทยาศาสตร์ แต่พูดจบท่านก็ขี่ดาบบินลับตาไปซะงั้น…”
ซู่เป่านั่งฟังซูเหอเวิ่นอ่านคอมเมนต์เหล่านั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย “คุณพ่อของหนูเก่งที่สุดเลย!”
เมื่อก่อนคุณพ่อเก่งเรื่องต่อสู้ เก่งเรื่องปีนกำแพง
แต่ตอนนี้ยิ่งเก่งกาจขึ้นไปอีก เพราะยังสามารถช่วยเธอถอนหมุดกักวิญญาณได้ด้วย
‘คุณพ่อบ้านอื่นทำได้ไหม? ก็ทำไม่ได้!’
ดังนั้นพ่อของเธอจึงยอดเยี่ยมกว่าใคร
มู่กุยฝานมองดูเด็กน้อยผู้มีแววตาบริสุทธิ์พลางรู้สึกว่าหัวใจแกร่งของตนอ่อนยวบจนแทบละลาย แม้ว่าเสื้อกันหนาวตัวจิ๋วตัวนี้บางครั้งจะมีลมโกรกไปบ้าง แต่เสื้อตัวนี้กลับมอบความอบอุ่นที่ใครในโลกก็ไม่อาจเทียบติด
ซู่เป่านึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันไปถาม “เอ๊ะ… เมื่อวานอาจารย์บอกว่าพี่เสี่ยวปาไม่ใช่คนเหรอ?”
“ฉันหมายถึงว่า…เด็กคนนั้นไม่ใช่คนทั่วไป” จี้ฉางกระตุกมุมปากทันควัน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ความหมายเดียวกันนั่นแหละ” ซู่เป่าทำท่าโบกมือเลียนแบบหานหาน
“…”
‘ลูกศิษย์คนนี้ คำว่า ‘ทั่วไป’ นี่จะละเว้นไปส่ง ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ…’