ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2695 หอคอยต้องห้ามลอยฟ้า
ตูมมม!
มีเสียงกึกก้องดังออกมา คิดไม่ถึงเลยว่าเห้อเหลียนเหลยจะถูกมู่เฉียนซีโจมตีจนถอยหลังออกไป
เห้อเหลียนเหลยกล่าวอย่างประหลาดใจเล็กน้อยว่า “มู่เฉียนซี ถึงทักษะวิญญาณของเจ้าจะยอดเยี่ยมมาก แต่หากต้องการเอาชนะข้า อาศัยแค่ทักษะวิญญาณเพียงอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ! ”
มู่เฉียนซีหยิบกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณออกมาพลางกล่าวว่า “อ้อ! ข้าลืมบอกเจ้า ว่าอาวุธของข้าก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน!”
“เพลิงนภาพิฆาต!” หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็เหวี่ยงกระบี่อย่างเฉียบขาด
ทันใดนั้นเปลวเพลิงทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏออกมา และเห้อเหลียนเหลยที่ไม่สามารถหลบหลีกได้ทันก็ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงทันที
“อ๊ากกก!” เขาส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างน่าสังเวช ซึ่งมันก็ทำให้คนที่ได้ยินเหล่านั้นรู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทันที
“ข้าจะมามัวเสียเวลากับพวกเจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วจริง ๆ ดังนั้นรีบจัดการโดยเร็วเถอะ!”
“พลังวายุทำลาย ดาวกระจาย!”
“มังกรวารีจงบังเกิด!”
ปัง ปัง ปัง!
ตั้งแต่ต้นจนจบ เห้อเหลียนเหลยไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
แต่เขาเป็นถึงจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้า! จักรพรรดิวิญญาณระดับเก้าเชียวนะ!
ในอดีตของมู่เฉียนซีขนาดต้องสู้กับระดับที่เหนือกว่าขั้นหนึ่งยังเป็นเรื่องที่เล็กน้อยเลย แต่นี่ห่างกันยังไม่ถึงระดับหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
หากนางฟื้นตัวจนอยู่ภายใต้สภาวะสูงสุดเหมือนในตอนแรก คนที่มีระดับไม่ถึงมหาจักรพรรดิวิญญาณโดยพื้นฐานแล้วมีเพียงแต่ต้องโดนนางทรมาน และถูกสังหารภายในพริบตาเท่านั้น!
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เหวินเหรินฮ่าวได้เห็นมู่เฉียนซีแสดงพลัง ซึ่งมันก็ทำให้ดวงตาของเขาเปล่งประกายแวววาวออกมา ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ส่วนเห้อเหลียนเหลยนั่นช่างน่าสมเพชจริง ๆ!
พรวดดดด!
เห้อเหลียนเหลยและพรรคพวกสองสามคนของเขากระอักเลือดออกมาอย่างต่อเนื่อง
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “ยังอยากจะสู้อยู่อีกหรือไม่?”
“ไม่! ไม่ขอรับ! พวกข้าไม่สู้แล้ว ฝ่าบาทน้อยเฉียนซีได้โปรดไว้ชีวิตด้วยขอรับ!” พวกเขากล่าวอย่างหวาดกลัว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ไป! ต้องรีบทำเวลาแล้ว”
“ขอรับ!”
ในระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหอคอยต้องห้าม มู่เฉียนซีก็ได้เจอคนของเมืองเสียและยังมีคนของเมืองอวู่ซวงอีกด้วย ซึ่งพวกเขาก็ได้มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกับมู่เฉียนซี
ยิ่งเวลาเลยผ่านไปนานเท่าไร แรงโน้มถ่วงก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทุกคนต่างก็พยายามลากร่างกายที่หนักอึ้งของตนเองไปข้างหน้าด้วยเหงื่อที่แตกพลั่ก พวกเขาหายใจถี่ขึ้น และยิ่งยืนหยัดได้ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในเวลานี้ ก็มีเสียงที่ดูดีใจเสียงหนึ่งดังขึ้น “ลูกพี่มู่! ท่านดูทางนั้นสิ ทางนั้นมีหอคอยอยู่ใช่หรือไม่”
บนท้องฟ้าของทางด้านนั้น มีหอคอยทรงกลมหลังหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ทางด้านนั้นมีหอคอยอยู่หลังหนึ่งจริง ๆ ด้วย พวกเรารีบไปกันเถอะ ข้าว่ามันน่าจะอยู่ทางนั้นแหละ”
มู่เฉียนซีเร่งความเร็วมากขึ้นอีก ซึ่งพวกเขาในตอนนี้แทบอยากที่จะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
เหตุใดลูกพี่มู่ที่ไม่ได้ใช้พลังวิญญาณ ถึงสามารถเร่งความเร็วในสถานที่ที่มีแรงโน้มถ่วงเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าเช่นนี้ได้กันล่ะ ส่วนพวกเขาแค่หายใจก็รู้สึกลำบากมากแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ช่างน่าโมโหมากเลยจริง ๆ!
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้มาถึงด้านล่างของหอคอยต้องห้าม มันก็ไม่ง่ายเลยกว่าที่จะมาถึงเป้าหมายได้ ซึ่งทุกคนต่างก็คาดหวังเอาไว้เล็กน้อยเช่นกัน!
ความสูงของหอคอยนี้ไม่ต่ำเลย หากเป็นในสถานที่อื่น บางทีอาจจะยังพอเหาะขึ้นไปข้างบนได้
แต่ว่าพวกเขาในเวลานี้แค่เดินยังเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหาะเลย! ซึ่งพวกเขาไม่มีทางขึ้นไปข้างบนได้แน่นอน!
และในเวลานี้เอง หอคอยที่อยู่กลางอากาศก็เริ่มเคลื่อนไหวขึ้นมาทันที
มีลำแสงสาดส่องออกมาขึ้น และหลังจากนั้นก็มีบันไดวนปรากฏขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา
สีหน้าที่เดิมทีสิ้นหวังพลันเผยท่าทางที่ดีใจออกมา พลางกล่าวว่า “ยอดเยี่ยมเลย มีบันไดด้วย พวกเราสามารถเดินขึ้นบันไดไปข้างบนได้ เป็นเส้นทางสู่สวรรค์ที่สมบูรณ์แบบมากเลยจริง ๆ!”
ในตอนที่พวกเขาเดินขึ้นไปบนบันได พวกเขาก็ได้รู้ว่าพวกเขาดีใจเร็วเกินไปแล้ว
แรงโน้มถ่วงของแต่ละขั้นบนบันไดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พวกเขาแค่ขึ้นมาสองสามขั้น ก็ต้องนอนราบไปบนบันไดนั้นเสียแล้ว และต่อให้เดินอย่างไรก็เดินไม่ได้อยู่ดี
ร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยเหงื่อที่แตกพลั่ก พร้อมทั้งร่างที่สั่นเทาเล็กน้อย “ข้าไม่ไหว ไม่ไหวแล้ว!”
“คิดไม่ถึงว่านี่ก็เป็นกับดักเช่นกัน! นี่มันจะหลอกลวงเกินไปแล้ว”
“ลูกพี่มู่ ท่านขึ้นไปก่อนเถอะขอรับ! ข้าว่าท่านจะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน ท่านออกจะเหมือนสัตว์ประหลาดถึงขนาดนี้”
“ฝ่าบาทน้อยเฉียนซี ท่านขึ้นไปเถิดขอรับ พวกเราจะค่อย ๆ ปีนขึ้นไปเอง เพราะการที่พวกเราจะขึ้นไปได้หรือไม่นั้นก็อยู่ที่โชคของเรา”
มู่เฉียนซีพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ตกลง! พวกเจ้าก็พยายามเข้านะ! ข้าจะขึ้นไปก่อน”
พวกเขาเหล่านี้กำลังหอบหายใจราวกับว่ากำลังจะตาย และเมื่อเห็นว่ามู่เฉียนซีทะยานขึ้นไปราวกับว่าเหาะได้ก็มิปาน พวกเขาก็รู้สึกราวกับถูกถล่มอย่างยับเยิน สัตว์ประหลาดช่างสมกับที่เป็นสัตว์ประหลาดจริง ๆ
เมื่อเดินขึ้นไปถึงหนึ่งในสามของบันไดทั้งหมด มู่เฉียนซีก็รู้สึกว่าย่างก้าวของนางนั้นช้าลงมาก
ยิ่งเดินขึ้นไปข้างบนมากเท่าไร แรงโน้มถ่วงนี้กลับยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า
นางสูดหายใจเข้าลึก ที่นี่ไม่ได้มีแค่เพียงแรงโน้มถ่วงเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดดันของพลังวิญญาณ และพลังแห่งความตายที่ทำให้คนหายใจไม่ออกอีกด้วย
นางสามารถเพิกเฉยต่อแรงกดดันของพลังจิตวิญญาณได้ แต่พลังอีกสองชนิด กลับทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกทรมานมากจริง ๆ
แม้ว่ามันจะกินแรงมาก แต่มู่เฉียนซีก็สามารถฝืนจนเดินไปถึงตำแหน่งสองในสามส่วนได้สำเร็จ
ส่วนคนที่อยู่ข้างล่างนั้นกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ลูกพี่มู่กำลังขึ้นไปแล้ว”
“เฮ้ออ! พวกเรานี่ช่างน่าขายหน้าจริง ๆ แม้แต่การค่อย ๆ คลานขึ้นไป ก็ยังคลานขึ้นไปไม่ไหวเลย!”
เมื่อมาถึงช่วงสุดท้าย ในที่สุดมู่เฉียนซีก็จำเป็นต้องใช้วิธีการย้อนกาลเวลา
นางจำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือจากพลังวิญญาณถึงจะสามารถขึ้นไปได้ มิเช่นนั้นนางอาจจะต้องถูกดีดออกไปด้วยพลังที่ไม่สิ้นสุดนี้ก็เป็นได้
“ลูกพี่มู่ใช้พลังวิญญาณแล้ว คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะมาใช้พลังวิญญาณเอาตอนนี้!” แต่ในทางกลับกัน พวกเขาใช้พลังวิญญาณมาตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกเขารู้สึกว่าตนเองต่างหากที่ไร้ค่ามากเหลือเกิน
ยังเหลืออีกเพียงสิบก้าวเท่านั้น ซึ่งสีหน้าของมู่เฉียนซีในเวลานี้ก็มืดมนลงไปเล็กน้อย
พลังแห่งความตายที่ถาโถมเข้ามาทำให้คนหายใจไม่ออก ดังนั้นมู่เฉียนซีจึงดูดซับกลิ่นอายของหญ้าแห่งชีวิตที่อยู่ในมิติ เพียงเท่านี้การโจมตีด้วยพลังแห่งความตายก็ได้รับการแก้ไขแล้ว
แต่ทว่าขาทั้งสองข้างของนางในตอนนี้เริ่มสั่นเล็กน้อย และทั่วทั้งร่างกายของนางก็กำลังถูกบีบรัดด้วยพลังอันหนักหน่วง
หากนางผ่อนคลายลงไปแม้เพียงเล็กน้อย เช่นนั้นนางจะต้องล้มฟุบอยู่บนบันไดแน่นอน
และหากล้มลงไปเช่นนี้ นางจะต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชกว่าเจ้าพวกนั้นมากเลยทีเดียว
นางไม่สามารถล้มลงได้ นางจำเป็นต้องไต่บันไดนี้ขึ้นไป และเข้าไปในหอคอยหลังนั้นให้ได้
นางต้องผ่านการทดสอบขั้นต้นนี้ไป นางจะมาพ่ายแพ้อยู่ที่นี่ไม่ได้!
มู่เฉียนซีพยายามอย่างสุดความสามารถ และไต่ขึ้นต่อไป ยังเหลืออีกเก้าขั้น…เจ็ดขั้น…
สาม! เหลือสามขั้นสุดท้ายแล้ว
บนหน้าผากของมู่เฉียนซีในเวลานี้มีเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมา และเสื้อผ้าของนางก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
แรงกดดันนั้นบดขยี้มู่เฉียนซีอย่างไร้ความปรานี มันต้องการให้มู่เฉียนซียอม และไสหัวออกไป!
ร่างกายของมู่เฉียนซีสั่นไหวเล็กน้อย นางกำหมัดเอาไว้แน่น นางไม่ยอมแพ้แน่นอน!
ในเวลานี้พลังมิติของนางใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว และตอนนี้ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเคลื่อนไหวได้อีกแล้ว
ไม่ว่าอัจฉริยะของแดนวิญญาณจะอยู่ในสถานที่ใดของอาณาจักรลับแห่งนี้ก็ตาม พวกเขาในเวลานี้ทำได้เพียงสัมผัสพื้นดินอย่างใกล้ชิด จนกว่าการทดสอบของอาณาจักรลับในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง พวกเขาถึงจะถูกส่งออกไป
มีเพียงมู่เฉียนซีที่เหลือบันไดอยู่อีกสามขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่ยังคงไม่ล้มลง นางยังคงฝืนไม่ให้ตนเองล้มลงให้ได้
หากล้มลงไป นางจะต้องกระแทกลงไปบนพื้นโดยตรงแน่นอน
“นายท่าน!” น้ำเสียงของมังกรวารีดังขึ้นมาในสมองของมู่เฉียนซี
ความดิ้นรน ความอุสาหะและความดื้อรั้นของเจ้านายทำให้มังกรวารีเป็นกังวลมาก
เขาคิดเพียงแค่ว่าอยากจะออกไปทำลายอุปสรรคทุกอย่าง รวมถึงพลังที่ทำร้ายเจ้านาย แล้วอุ้มเจ้านายขึ้นไปด้วยตนเอง
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “มังกรวารีอย่ากังวลไปเลย ข้าทำได้! ข้าต้องขึ้นไปได้แน่นอน หากข้าไม่สามารถจัดการความยากลำบากนี้ได้ละก็ แล้วข้าจะไปตามหาต้นกำเนิดสามโลกา ต่อสู้กับพลังของสวรรค์ และทำให้พลังการบำเพ็ญของตนเองกลับคืนมาได้อย่างไร”
มู่เฉียนซีกัดฟันแน่น และเดินหน้าอีกครั้ง
ความยากในสามขั้นสุดท้ายนั้นราวกับอยู่ในระดับนรกก็มิปาน ภายใต้การทำลายล้างของแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกประหนึ่งว่าร่างกายของนางกำลังจะขาดออกจากกันอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากที่เดินขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น สองขั้น เสร็จแล้วหรือ? การรับรู้ของมู่เฉียนซีในตอนนี้ไม่ชัดเจนแล้ว
ตึงง!
มีเสียงหนึ่งดังขึ้น และมู่เฉียนซีก็ล้มลงไปบนพื้น พร้อมกับสติที่ดับวูบไป