ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2851 เย่อหยิ่งและถ่อมตัว
ตอนที่ 2851 เย่อหยิ่งและถ่อมตัว
“แค่นี้ก็ซ่อนตัวไว้ไม่ได้แล้วหรือ” พิฆาตวิญญาณกล่าวด้วยเจตนาฆ่าที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด
จิ่วเยี่ยที่ทนไม่ไหวจึงได้ออกมา เขากอดมู่เฉียนซีเอาไว้ พลางกระซิบกล่าว “ซี!”
“คราวนี้เปลี่ยนเป็นสมุนไพรวิญญาณจำลอง ใครเป็นคนต้นคิดล่ะ” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เพราะซีชอบข้าเป็นอันดับที่หนึ่ง และชอบสมุนไพรวิญญาณเป็นอันดับที่สอง ดังนั้นข้าก็เลยซ่อนตัวอยู่ในสมุนไพรวิญญาณเสียเลย” เห็นได้ชัดว่า นี่คือความคิดของจิ่วเยี่ย
อย่างไรเสียคนที่เคยเป็นถึงอ๋องจิ่วเยี่ย แต่กลับหึงแม้กระทั่งสมุนไพรวิญญาณเนี่ยนะ!
แน่นอนว่าตอนนี้ก็เหมือนกัน มิเช่นนั้นก็คงจะไม่มีความคิดเช่นนี้ออกมาได้หรอก
“หวงจิ่วเยี่ย เจ้ามียางอายหน่อยเถอะ! นางไปชอบเจ้าเป็นอันดับแรกตั้งแต่เมื่อไรกัน มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้านายชอบเป็นอันดับหนึ่งก็คือข้า” พิฆาตวิญญาณถลึงตามองด้วยความโกรธ
“เจ้าหรือ” จิ่วเยี่ยเหลือบตามองไปทางพิฆาตวิญญาณอย่างเรียบเฉย และกำลังบอกเขาอย่างชัดเจนว่าเขาคิดเพ้อเจ้อเกินไปแล้ว
“พวกข้า! เจ้านายต้องชอบพวกข้าเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว” ในเมื่อคนเดียวมีน้ำหนักไม่พอ เช่นนั้นก็เพิ่มเจ้าพวกนั้นเข้าไปด้วย
ทั้งสุ่ยจิงอิ๋ง เสี่ยวถิง นิรันดร์ เขาและมังกรเพลิง มังกรวารี อ้าน
เมื่อพิฆาตวิญญาณเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แววตาของจิ่วเยี่ยก็เย็นชายิ่งขึ้นไปอีก
เขากล่าวว่า “ในฐานะคนที่มีความสามารถจะมาปกป้องซีในแดนปีศาจ ข้าไม่พอใจในความสามารถของเจ้า”
“หากไม่พอใจ เช่นนั้นก็มาสู้กันสักตั้ง! แม้ว่าเจ้าจะถอนคำสาปไปแล้ว ข้าพิฆาตวิญญาณก็ไม่กลัวเจ้าหรอก” ตัวของพิฆาตวิญญาณนั้นเป็นอาวุธสังหารที่กระหายเลือดชิ้นหนึ่ง ซึ่งก็มีความโหดร้ายเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน และสิ่งเดียวที่เขาใส่ใจน่าจะมีเพียงเจ้านายของเขาเท่านั้น จิ่วเยี่ย เจ้าหมอนี่ก็เป็นคนที่เขาเกลียดมากที่สุดแล้ว
“ได้สิ! แต่จะเป็นที่แดนปีศาจไม่ได้” จิ่วเยี่ยตอบรับทันที
เขากลัวว่าหากลงมือที่แดนปีศาจ และใช้พลังมากเกินไป ซีอาจจะต้องเจอกับเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนตอนที่อยู่ในแดนภูตก็เป็นได้
“แน่นอนว่าในแดนปีศาจไม่ได้อยู่แล้ว” พิฆาตวิญญาณ
ทันใดนั้นร่างเงาทั้งสองก็หายไปต่อหน้าต่อตาของมู่เฉียนซีทันที
“ตั้งแต่มาถึงแดนปีศาจพิฆาตวิญญาณก็ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือเลย เจ้าหมอนี่คงทนไม่ไหว จนอยากจะสู้กับจิ่วเยี่ยขึ้นมาสินะ” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
แน่นอนว่าหลังจากที่ต่อสู้กันเสร็จแล้วก็ต้องกลับมา และมู่เฉียนซีก็คงจะหลับไปแล้ว
อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาสู้กัน แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีความพอดีอยู่แล้ว
ตูมม โครมมม!
ภายในความว่างเปล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด ร่างเงาสีดำและแดงทั้งสองร่างต่างก็ปะทะกันอย่างบ้าคลั่งภายในมิติที่ปั่นป่วนแห่งนี้ ซึ่งมันก็ได้ระเบิดพลังแห่งการทำลายล้างออกมา
เปลวเพลิงสีแดงฉาน ได้ปะทะกับพลังแห่งความมืดที่ยิ่งใหญ่อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อปราศจากอุปสรรคจากคำสาป พลังของจิ่วเยี่ยก็แข็งแกร่งมากขึ้นทุกวัน
ถึงความสามารถของพิฆาตวิญญาณจะฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ความเร็วในการฟื้นฟูของเขาก็ตามความเร็วในการยกระดับความสามารถของจิ่วเยี่ยไม่ทันอยู่ดี ดังนั้นพิฆาตวิญญาณจึงเสียเปรียบ
“ในเมื่อเป็นกระบี่ของซี ก็จงทำตัวเป็นเพียงกระบี่เล่มหนึ่งต่อไปเสียเถอะ” หวงจิ่วเยี่ยกล่าวเตือน
“กระบี่ของแมวน้อย ถูกกำหนดให้ไม่ใช่กระบี่ธรรมดา และข้าก็โลภมากเสียด้วย” พิฆาตวิญญาณกล่าวตอบ
จิ่วเยี่ยลงมืออีกครั้ง แน่นอนว่าเขารู้สึกว่าบทเรียนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอ
พิฆาตวิญญาณเองก็ไม่มีทางปล่อยให้ตนเองต้องพ่ายแพ้ให้เขาอย่างง่ายดายเช่นกัน ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้จึงดำเนินไปอย่างไม่จบไม่สิ้น
หลังจากที่หวงจิ่วเยี่ยกลับมา มู่เฉียนซีก็นอนหลับไปแล้ว นอกจากนี้ยังกอดของสิ่งหนึ่งเอาไว้อีกด้วย
คิดไม่ถึงเลยว่าซีจะกอดเจ้าสิ่งนี้ หลังจากนั้นจิ่วเยี่ยก็โยนของสิ่งนั้นออกไปจากหน้าต่างด้วยความรวดเร็ว และเข้าไปกอดมู่เฉียนซีเอาไว้ด้วยตนเอง
“มีข้าอยู่ด้วย ของสิ่งนั้นก็ไม่จำเป็นหรอก” จิ่วเยี่ยกระซิบข้างหูของมู่เฉียนซีด้วยเสียงทุ้มต่ำ
หากรู้ว่าตอนนี้ซีมีความสนใจเช่นนี้ เปลือกนอกที่ใช้ปกปิดสวรรค์ก็คงไม่ใช่เป็นสมุนไพรวิญญาณปลอม แต่คงเปลี่ยนกายเป็นหมอนข้างแทน
ถึงเพื่อนที่นอนอยู่ข้างกายจะถูกเปลี่ยน แต่มู่เฉียนซีก็ยังคงหลับสนิทมากอยู่ดี
เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลานั้นของจิ่วเยี่ยในวันรุ่งขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าช่างเป็นใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้เจริญตาเจริญใจเสียจริง
“หากพิฆาตวิญญาณไม่ทำอะไรเลย เจ้าคงไม่คิดที่จะแสร้งทำแบบนั้นต่อไปใช่หรือไม่” มู่เฉียนซีกล่าว
“ไม่หรอก แค่ข้าได้เห็นซีนอนอยู่แบบนี้ ข้าเองก็คงทนไม่ไหวแล้วล่ะ” หวงจิ่วเยี่ยกระซิบข้างหูของมู่เฉียนซีด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ตอนแรกก็เอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา มันไม่มีความหมายหรอก! จากนี้ไปเจ้าต้องกล้าหาญหน่อย ข้าไม่กลัวจริง ๆ” นางกล่าว
“ตกลง!” จิ่วเยี่ยรับปาก
ต่อมาตั้วก็ได้นำข่าวดีมาบอกกับมู่เฉียนซี “เฉียนซี เอ้าต้องการเจอเจ้า”
เอ้า เจ้านายของเมืองแห่งความเย่อหยิ่ง
“ได้สิ! ในเมื่อเขาอยากเจอข้า เช่นนั้นข้าจะมุ่งหน้าไปที่เมืองแห่งความเย่อหยิ่งด้วยตนเอง” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
“แต่ข้าทนที่จะปล่อยเจ้าไปไม่ได้นี่นา! เฉียนซี!” ตั้วกล่าว
“วางใจเถอะ ก่อนข้าจะไป ข้าจะต้องเตรียมยาเอาไว้เพียงพอที่ให้ท่านสามารถทำงานอย่างหนักได้อย่างแน่นอน”
“ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องยาเสียหน่อย แต่แค่เห็นเฉียนซีก็สามารถทำให้ข้าอารมณ์ดีได้แล้วต่างหาก” ตั้วกล่าวตอบ
ในขณะที่เขากำลังอาลัยอาวรณ์เฉียนซี เขากลับสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่อธิบายไม่ได้บางอย่าง
เขาไม่สามารถตรวจหาแหล่งที่มาของจิตสังหารนั้นได้ แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันอันตรายมาก
หรือว่าเผ่าเทพจะส่งคนมาเฝ้าสังเกตการณ์เขา หากมีความสามารถก็ออกมาสิ
ส่วนเหตุผลที่มีจิตสังหารเช่นนี้ ความจริงแล้วเป็นเพราะอ๋องจิ่วเยี่ยหึงเท่านั้นเอง
มู่เฉียนซีมุ่งหน้ามาที่เมืองแห่งความเย่อหยิ่ง ทันทีที่มาถึงประตูเมืองก็เห็นชายหนุ่มที่ดูนุ่มนวลและมีรูปลักษณ์โดดเด่นกำลังรอนางอยู่
เขาโบกมือเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “คารวะแม่นางมู่ ข้าคือเจ้าเมืองของเมืองแห่งความเย่อหยิ่ง เจ้าจะเรียกข้าว่าเอ้าเหมือนคนพวกนั้นก็ได้”
ในฐานะของเจ้าเมืองที่มีความถ่อมตน และมีน้ำใจ คิดไม่ถึงว่าจะมารับนางที่ประตูเมืองเช่นนี้ และดูเหมือนว่าจะรอนางมาได้ระยะหนึ่งแล้วอีกด้วย
หลังจากที่ได้รู้สไตล์ที่แตกต่างของตั้วแล้ว นางก็คิดถึงเดิมพันของพวกเขาขึ้นมาได้ ซึ่งมันก็ทำให้นางยอมรับทัศนคติของเจ้าเมืองแห่งความเย่อหยิ่งได้อย่างใจเย็น
ท่าทางที่ถ่อมตนและอ่อนโยนจะต้องไม่ใช่นิสัยของเจ้าเมืองผู้นี้อย่างแน่นอน และนิสัยของเขาก็คงจะหยิ่งผยองมาก เพียงแต่เขาตั้งใจที่จะเปลี่ยนตนเองเท่านั้น
แต่ก็อย่างว่า หากเขาปฏิบัติต่อนางอย่างหยิ่งผยองขึ้นมาจริง ๆ บางทีนางอาจจะอดทนที่จะปล่อยหมัดของตนเองออกไปไม่ได้ก็เป็นได้
ถึงแม้ว่านางจะอดทนเอาไว้ได้ แต่พิฆาตวิญญาณกับจิ่วเยี่ยต้องทนไม่ได้เป็นแน่
“เอ้า อุตส่าห์ตั้งใจมารับข้า ลำบากท่านแล้ว ขอบคุณมาก” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ และเรียกชื่อนี้อย่างเป็นธรรมชาติ
“ข้าเองก็ไม่มีเรื่องอะไรทำ และเดิมทีข้าก็ไม่ได้ต้อนรับแขกมากนัก ส่วนพวกเขาสองสามคนที่มา ก็ล้วนเข้าไปอาละวาดในจวนของข้า เป็นเวลานานนับแสนปีแล้วที่ไม่เจอคนพิเศษอย่างเจ้า” เอ้ากล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย
มู่เฉียนซีเข้าไปในจวนเจ้าเมือง ภายใต้คำแนะนำของท่านเจ้าเมือง ซึ่งแขกสาวของจวนเจ้าเมืองก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากมาก
เอ้าให้การต้อนรับมู่เฉียนซีอย่างสุภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาก็ไม่ละเลยแขกอย่างนางเลยแม้แต่น้อย
นางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ้ากล่าวขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “ตั้วน่าจะเคยบอกเอาไว้แล้ว ว่าข้าต้องการจะทำอะไรใช่หรือไม่”
“ใช่!” เขาพยักหน้าเล็กน้อย
“เขาบอกว่าเจ้าเหมือนกับเขา ที่หมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องของฝ่าบาทบรรพบุรุษปีศาจเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องการที่จะหาฝ่าบาทบรรพบุรุษปีศาจที่กำลังจำศีลให้เจอ” เอ้ากล่าวอย่างใจเย็น
มู่เฉียนซีสัมผัสได้ถึงความกระสับกระส่ายของเถาวัลย์บนข้อมือของนาง และคิดว่าจิ่วเยี่ยเจ้าหมอนี่คงหึงอีกแล้วเป็นแน่
ซีลุ่มหลงคนอื่น ช่างพูดจาได้ไร้สาระสิ้นดี!
นี่เจ้าตั้วนั่นพูดจาไร้สาระอะไรกับคนอื่นไปบ้างเนี่ย
นั่นคือศิษย์พี่ของนางต่างหาก!
“อะไรอีก” มู่เฉียนซีเตรียมที่จะกล่าวหัวข้อนี้ออกไป
“นอกจากนั้นยังต้องการที่จะสร้างหอหมอปีศาจในอาณาเขตของข้าด้วย เรื่องแรกบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่พวกเราไม่สามารถทำได้ตลอดชีวิต ส่วนเรื่องที่สองสำหรับข้าแล้วเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก” เอ้ากล่าว
“ที่ท่านพูดมาก็ถูก เรื่องแรกพวกเราสามารถร่วมมือกันได้ ส่วนเรื่องที่สอง ต้องทำเช่นไรท่านถึงจะยอมช่วยข้า” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
.