พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่ 3 สามีของข้าในชาติภพก่อน
บทที่3 สามีของข้าในชาติภพก่อน
สะใภ้ตระกูลหวังย่อมคว้าโอกาสนี้ไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ เสียงแหลมสูงของนางพลันเปล่งดังลั่นขึ้นว่า
“เอาล่ะๆ ฟังกันให้ดีให้ชัด! สองผัวเมียนั่นแอบไปทำเรื่องอัปยศนอกบ้านเช่นนั้นก็ว่าเลวร้ายพอแล้ว นี่ยังจะเรียกมารดาตนเองไปดูเรื่องชั่วช้าอัปรีย์นั่นอีก! เช่นนี้ก็ดีแล้ว—ทั้งเสียหน้า ทั้งสิ้นชีวิต! สมควรแล้วจริงๆ!”
“ใช่แล้ว!” มีผู้คนรีบผสมโรงขึ้นทันที “จะว่าไป บุตรีกับเขยของแม่เ่าจางก็ล้วนเพราะโง่เขลาเอง จึงได้พาตนเองไปถึงแก่ความตายที่นั่น!”
แม่เ่าจางรู้สึกเพียงว่ามีรสคาวหวานพุ่งทะลักขึ้นสู่ลำคอ สายตาพลันพร่ามัวมืดมนเป็นระลอก
“พรวด—!” ชั่วพริบตาถัดมา โลหิตสดสีแดงคำใหญ่ก็พวยพุ่งออกจากปากของนางทันที!
เมิ่งซีโจวรีบเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใย “ท่านแม่ได้โปรดรักษาสุขภาพด้วย! พี่สาวกับพี่เขย…ยังต้องรอให้ท่านไปเก็บศพอยู่!”
แม่เ่าจางเพิ่งจะยกมือขึ้นปาดเช็ดเลือดที่มุมปาก ครั้นได้ยินคำพูดแสดง ‘ความห่วงใย’ ประโยคนั้นเข้า ก็พลันกลอกตามองบนจนเห็นตาขาว ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแข็งทื่อแล้วล้มผึ่งหงายหลังไปในทันที
แม่เ่าจางผู้นี้มีอุปนิสัยใจคอคับแคบเป็นปกติ ทั้งปากร้ายทั้งใจดำอำมหิต ชาวบ้านรอบข้างต่างรู้สึกรังเกียจ ครั้นเห็นนางเป็นลมล้มฟุบลงไปกับพื้นเช่นนี้ ชาวบ้านโดยรอบกลับมิมีผู้ใดก้าวออกมาช่วยประคองนางเลยแม้สักคนเดียว
มีเพียงเมิ่งซีโจวผู้เดียวที่ถลาเข้าไปนั่งข้างกายแม่เ่าจาง พลางร่ำไห้คร่ำครวญด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจยิ่งนัก
“ท่านแม่~ท่านแม่~ได้โปรดลืมตาตื่นขึ้นเถิด!”
นางยื่นมือออกไปลองสัมผัสลมหายใจที่ปลายจมูกของอีกฝ่าย
โชคยังดี…นางยังมีลมหายใจอยู่
ไม่ตายย่อมนับว่าดี งานใหญ่ยังมาไม่ครบครัน แล้วจะมาสิ้นใจเพราะถั่วลิสงติดคอได้อย่างไรกันเล่า?
เมิ่งซีโจวหันไปมองผู้ใหญ่บ้านที่ยามนี้ใบหน้าหม่นคล้ำดุจเหล็กเขียว ก่อนจะเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า
“คนผมหงอกต้องมาส่งคนผมดำไปก่อนเช่นนี้ ท่านแม่สามีของข้าย่อมสุดจะต้านทานต่อความเศร้าโศกได้ ยามนี้ถึงกับสลบไสลหมดสติไปแล้ว… ผู้น้อยคงต้องขอรบกวนผู้ใหญ่บ้าน ให้เมตตาช่วยจัดคนสักสองสามคนไปช่วยฝังพี่สาวกับพี่เขยของข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านจ้องมองกองปัญหาอันยุ่งเหยิงตรงหน้าแล้ว ก็ได้แต่ฝืนตอบรับกลับไป
“ข้าย่อมต้องทำเช่นนั้น เมื่อครอบครัวใดเกิดเรื่องขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจออกมาแล้วเอ่ยต่อ “เฮ้อ…สองผัวเมียนี่ก็ช่าง…!”
ครั้นกล่าวได้เพียงเท่านั้น ก็ร้องเรียกคนมาหลายคน จัดการแบ่งส่วนหนึ่งให้ไปหามร่างของแม่เ่าจางที่นอนสลบไสลกลับไป อีกส่วนหนึ่งให้ไปยังบ่อร้าง เพื่อจัดการฝังศพคนทั้งสองต่อไป
ม่านแห่งความอลหม่านวุ่นวายครานั้นจึงค่อยๆปิดฉากลง
ชาวบ้านต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบนินทา พลางถอนหายใจแล้วทยอยแยกย้ายกันกลับไปบ้านของตนเอง
เมิ่งซีโจวยามนี้นอนทอดกายอยู่บนฟูกหยาบที่แสนเย็นเฉียบ
ดวงตาทั้งสองเบิกค้าง ไร้ซึ่งวี่แววแห่งนิทรา
ในวันพรุ่งนี้—
คือวันเข้าหอของนางกับจางจื้อ บุรุษโง่เขลาสติปัญญาอ่อนด้อย ผู้เคยเป็นสามีของนางในชาติปางก่อน
เพียงนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมาในหัว
ภายในอกของนางก็พลันปั่นป่วนดุจคลื่นโหมซัดกระหน่ำใส่ อาการคลื่นเหียนชวนอาเจียนแล่นขึ้นลำคอจนแทบสำรอกออกมา
ยามที่เขาอายุได้เพียงสองขวบ เคยผลักเด็กผู้อื่นตกลงบ่อคูถ ส่วนตนเองกลับตกอกตกใจจนไข้ขึ้นสูง เผาผลาญสติปัญญาของตนจนวิปลาส
จิตใจและสมองของเขาจึงได้หยุดอยู่เพียงวัยเยาว์ มิอาจเติบโตได้อีก
ทว่าเรื่องชายหญิงกลับรู้แจ้งกระจ่างโดยมิจำเป็นต้องมีผู้สั่งสอน ประหนึ่งสุกรตัวผู้ที่พร้อมจะกำเริบราคะได้ทุกเมื่อ!
ชาตินี้—
จะให้มันตายเช่นไรดี…? จึงจะสมกับ ‘วาสนาสามีภรรยา’ อันน่าขยะแขยงในชาติปางก่อนนั้นเล่า?
ครั้นรุ่งอรุณของวันถัดมาเริ่มต้นขึ้น
ทันทีที่แม่เ่าจางฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็รีบพุ่งตรงเข้าไปในครัวคว้ามีดพร้ามากำไว้ในมือ ดวงตาทั้งสองของนางแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ มุ่งหน้าจะบุกไปยังเรือนของผู้ใหญ่บ้าน
“นังสารเลว! ข้าจะสับร่างของเจ้าให้เละเป็นชิ้น!”
ทว่าในห้วงขณะนั้นเอง
จางจื้อที่นอนอยู่บนเตียงก็ค่อยๆตื่นขึ้น อ้าปากหัวเราะออกมาอย่างโง่งม พลางร้องขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้
“แม่จ๋า… หิว… ข้าอยากกินนม…”
เมื่อเห็นบุตรชายที่รักดั่งแก้วตาดวงใจ แม่เ่าจางก็พลันได้สติขึ้นมา
หากนางฟันเมิ่งซีโจวตายด้วยมีดพร้าเสียแล้ว—
ยังจะมีสตรีใดให้กำเนิดหลานสืบสกุลแก่นางได้อีกเล่า?
ด้วยฐ)านะที่ยากจนข้นแค้นของตระกูลจางในยามนี้ การจะหาสะใภ้ใหม่แต่งเข้าตระกูลนั้น ยังยากเย็นเสียยิ่งกว่าการปีนป่ายขึ้นสรวงสวรรค์อีก!
บุตรีนับเป็นภาระ คลอดออกมาแล้วก็มีแต่จะขาดทุน นางตายไปแล้วก็แล้วไปเถิด จะมีความสำคัญอันใดหากเทียบกับหลานชายที่จะเกิดมาในวันข้างหน้า บุตรีจะสำคัญไปกว่าหลานชายซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของนางได้อย่างไรกันเล่า?!
ยิ่งไปกว่านั้น หากมิใช่เพราะนังลูกสาวหน้าด้านอย่างซานเจียว มีหรือที่เมื่อคืนนางจะต้องอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวงเช่นนั้น ต้องกลายมาเป็นตัวตลกให้คนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะเช่นนี้หรือ?!
แม่เ่าจางฟาดมีดพร้าในมือลงบนเขียงอย่างแรง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยิบเชือกป่านเส้นหนาขึ้นมาแทน พลางหันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหลอกล่อลูกชายว่า
“จื้อเอ๋อร์เด็กดีของแม่ แม่จะไปจับเมียของเจ้ากลับมาให้เดี๋ยวนี้แล้ว! ครั้นนางมาถึง…นางก็จะเป็นผู้ให้นมแก่เจ้ากินเอง!”
จางจื้อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับยืนยิ้มน้ำลายยืดเป็นสาย แววตาทั้งสองเป็นประกายขึ้นทันใด