ยอดชายาหนีรัก ไปพักใจที่ชายป่า - บทที่ 145 อวิ๋นเคอปลูกผัก
บทที่ 145 อวิ๋นเคอปลูกผัก
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บนเกวียนวัวของลุงเฉินก็มีร่างเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนทุกวัน ไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน ไม่เคยขาดสักวันเดียว
เฉินเฉินเริ่มเรียนหนังสือ วิ่งวุ่นระหว่างบ้านกับสำนักศึกษา ชาวบ้านพูดถึงอวิ๋นเถียนเถียนล้วนแต่ชื่นชม
แม้จะไม่ใช่น้องชายแท้ ๆ แต่ก็ทุ่มเทส่งเขาไปเรียนหนังสืออย่างสุดความสามารถ
เฉินผิงอันที่เคยทารุณนางในอดีต กลับยอมให้เงินเขาไปสร้างบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ได้รับการดูแลจากนาง
แน่นอนว่ามีบางครอบครัวที่ไม่ได้รับการดูแล เช่น ครอบครัวของเฉินเจียวเจียว ก็เพราะครอบครัวของนางมาก่อกวนตอนที่อวิ๋นเถียนเถียนสร้างบ้าน อวิ๋นเถียนเถียนจึงไม่เต็มใจที่จะช่วยเหลือพวกเขา
ยังมีหลี่ซือที่เกลียดชังอวิ๋นเถียนเถียน เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะอวิ๋นเถียนเถียนไม่ยอมช่วยเหลือ แต่เป็นเพราะตัวหลี่ซื่อเองที่ดูถูกเหยียดหยามอวิ๋นเถียนเถียน จึงไม่ต้องการจะข้องแวะด้วย
ต้องบอกว่าอวิ๋นเถียนเถียนตอนนี้ก็ถือว่าได้สร้างครอบครัวและอาชีพแล้ว ชาวบ้านต่างก็อวยพรด้วยความยินดี มีเพียงหญิงคนหนึ่งที่แช่งชักอย่างเคียดแค้นในใจ
นั่นก็คือเฉินเจียวเจียว
อย่างไรเสียก็เป็นสาวน้อย ครั้งนั้นถูกขายหน้าอย่างหนัก ถูกผู้คนชี้หน้าด่าทออยู่พักหนึ่ง เฉินเจียวเจียวก็เก็บตัวอยู่ในบ้านอยู่ระยะหนึ่ง
แต่ค่อย ๆ มีข่าวใหญ่ที่หลินชุนฮวาทำขึ้นมาบดบังเรื่องนี้ไป การตำหนิเฉินเจียวเจียวของทุกคนก็ค่อย ๆ จางหายไป
ดังนั้น หญิงสาวคนนี้ก็สามารถออกมาก่อเรื่องได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
วันที่อวิ๋นเถียนเถียนพาเฉินเฉินไปฝากตัวเป็นศิษย์ เฉินเจียวเจียวกำลังเตรียมตัวไปในเมือง
แต่เห็นว่าอวิ๋นเถียนเถียนและเฉินเฉินไม่อยู่ ในบ้านเหลือเพียงอวิ๋นเคอคนเดียว
เฉินเจียวเจียวจึงมีแผนการแอบแฝงในใจ นางตั้งใจจะปีนขึ้นเกวียนวัว แต่เท้าก็หยุดกลางอากาศ แล้วหันหลังกลับ…
อวิ๋นเคอนั่งอยู่ในบ้านด้วยสีหน้าหม่นหมอง เขาเห็นอวิ๋นเถียนเถียนออกไปข้างนอก เดิมทีตั้งใจจะตามออกไปด้วย แต่ใครจะรู้ว่าอวิ๋นเถียนเถียนปฏิเสธเขา
เหตุผลที่พูดออกมาทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจจริง ๆ
“อวิ๋นเคอ ท่านก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเราไม่ปกตินัก ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างไม่เต็มใจ แต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ จนต้องทำสัญญาแต่งงาน ดังนั้นช่วงนี้เวลาออกไปข้างนอก พวกเราควรแยกกันไปจะดีกว่า หากในภายภาคหน้าท่านมีคนที่ถูกใจ ก็จะได้อธิบายได้ง่ายขึ้น”
อวิ๋นเคอโกรธจนแทบระเบิด ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ เขาจะสนใจสาวชาวบ้านพวกนี้ได้อย่างไร?
ใครจะรู้ว่าคำพูดที่มาถึงปากกลับกลายเป็น “ก็ดี ข้าจะไม่ตามเจ้าไป เกรงว่าจะรบกวนคู่ครองที่ดีของเจ้า!”
อวิ๋นเถียนเถียนแต่เดิมก็เป็นคนฉลาดหลักแหลม กลับไม่สามารถเข้าใจการประชดประชันในคำพูดของอวิ๋นเคอได้ เพียงแต่รู้สึกว่าอารมณ์ของอวิ๋นเคอดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
ดังนั้นเพื่อไม่ให้อวิ๋นเคอไม่พอใจ อวิ๋นเถียนเถียนจึงจูงมือเฉินเฉินแล้วหมุนตัวออกจากบ้านไป
อวิ๋นเคอโกรธจนพูดไม่ออก ปีศาจน้อยนี่ ยั่วยวนคนแล้วก็หนีไปโดยไม่รับผิดชอบแม้แต่น้อย
ดังนั้นเขาจึงนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องด้วยความขุ่นเคืองใจ
ในตอนนั้นเอง กลอนประตูขยับเบา ๆ อวิ๋นเคอก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
“ใครน่ะ?”
แต่ที่หน้าประตูกลับเงียบกริบ ไม่มีใครตอบเขา
อวิ๋นเคอเดินออกไปอย่างระแวดระวัง เห็นเพียงร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งวิ่งออกจากลานบ้านไป
อวิ๋นเคอขมวดคิ้ว ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นคนในหมู่บ้าน แม้จะตั้งใจสวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด ก็เปลี่ยนบุคลิกของสาวชาวบ้านพวกนี้ไม่ได้
อวิ๋นเคอจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ มองบ้านที่ว่างเปล่าแล้วถอนหายใจยาว จากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าห้องของตัวเอง
ที่บ้านไม่มีไร่นา เขาจึงไม่ต้องทำงานหนักกลางแดดเหมือนคนอื่น
แต่ว่า เด็กสาวเอาเนื้อหรือไข่ในบ้านไปแลกผักในหมู่บ้านทุกวัน
อวิ๋นเคอนึกถึงตรงนี้ ก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียง
เขานึกออกว่ามีอะไรต้องทำ เด็กสาวนั้นดูผอมบาง แต่กลับไม่ค่อยชอบกินเนื้อ ทุกครั้งที่อยากกินผัก ต้องวิ่งไปแลกในหมู่บ้าน ช่างยุ่งยากเหลือเกิน
หากทำแปลงผักให้นางที่บ้าน นางจะชอบหรือไม่?
อวิ๋นเคอก็เป็นคนทำตามใจตัวเอง คิดจะทำก็ทำเลย
แต่ในบ้านไม่มีเครื่องมือทำการเกษตรเลย
อวิ๋นเคอเอียงหัวคิด ตอนนี้ไปซื้อคงไม่ทัน สุดท้ายก็ตัดสินใจไปยืมจากผู้นำหมู่บ้าน
ตอนนี้ผู้นำหมู่บ้านเห็นเขาผู้นี้ หัวใจก็สั่นโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าจะทำให้ไม่พอใจโดยไม่ตั้งใจ คนอื่นในหมู่บ้านอาจไม่รู้ แต่เขารู้
ท่านหลงผู้ครองอำนาจในวงการมืดมานานแสนนาน แม้แต่ท่านเจ้าเมืองยังไม่อาจทำอะไรได้ บัดนี้เมื่อพบสองคนนี้ก็ยังต้องยอมสยบ คงเห็นได้ชัดว่าสถานะของทั้งสองไม่ธรรมดาเลย
อวิ๋นเคอเดินเข้าไปอย่างสงบ “ท่านผู้นำหมู่บ้าน…”
ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ผู้นำหมู่บ้านก็วางกล้องยาสูบในมือแล้วลุกขึ้นยืน “อวิ๋นเคอ เจ้ามีธุระอันใดหรือ?”
อวิ๋นเคอมองผู้นำหมู่บ้านอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้นำหมู่บ้านถึงตื่นเต้นเช่นนี้
“ข้าแค่มาขอยืมจอบสักอัน ที่บ้านข้าไม่มีเครื่องมือทำการเกษตรเลย”
ผู้นำหมู่บ้านรีบเข้าไปหยิบจอบออกมา
หากเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ในยามปกติย่อมให้ภรรยาเป็นคนหยิบ แต่คนตรงหน้านี้ไม่ใช่คนธรรมดา ผู้นำหมู่บ้านจึงยินดีลงมือเอง
“บ้านเจ้าไม่มีไร่นา เจ้าเอาจอบไปทำอะไรเล่า? จะดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนไหม?”
อวิ๋นเคอกล่าวเรียบ ๆ “ทุกครั้งที่อยากกินผัก ต้องไปหาคนในหมู่บ้านแลกเปลี่ยนของ ช่างไม่สะดวกเลย ที่ดินรกร้างสองไร่นั้นตอนนี้เป็นของบ้านพวกข้าแล้ว ข้าจะถางด้านหลังสักแปลงเพื่อปลูกผักเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีปัญหาใช่ไหมขอรับ?”
ผู้นำหมู่บ้านรีบส่ายหน้า “จะมีปัญหาอันใดเล่า แต่เดิมก็เป็นที่ดินของเจ้าอยู่แล้ว เจ้าจะทำอะไรก็ได้”
อวิ๋นเคอพยักหน้า แล้วหมุนตัวจากไป
แม้ผู้นำหมู่บ้านจะรู้ว่าอวิ๋นเคอมีนิสัยเช่นนี้เสมอ แต่เมื่อนั่งลงแล้วก็ยังคงครุ่นคิดไปมา หวังว่าตนจะไม่ได้ทำอะไรผิดใจเขา
เขาเป็นเพียงผู้นำหมู่บ้านตัวเล็ก ๆ แม้จะพูดได้ว่ามีอำนาจในหมู่บ้านนี้ แต่สำหรับผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นแล้ว เขาก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง ที่เพียงบีบนิดเดียวก็ตายได้ การที่เขาระมัดระวังเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
นึกถึงภาพเด็กสาวกำลังกินผักที่ตนปลูกเอง อวิ๋นเคอรู้สึกเต็มไปด้วยพลัง ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยหนังด้านจากการฝึกยุทธ์มานาน จับจอบขึ้นมา แม้จะรู้สึกไม่คุ้นมือแต่ก็ไม่ยากเย็นนัก
เมื่ออวิ๋นเถียนเถียนพาเฉินเฉินกลับมาหลังจากไหว้ครู ก็เห็นอวิ๋นเคอกำลังขุดดินไม่หยุดอยู่หลังบ้าน
ที่ดินรกร้างสองไร่ หนึ่งไร่ใช้สร้างบ้าน ด้านหลังบ้านยังมีที่ดินเหลืออยู่ เพื่อความสะดวก อวิ๋นเคอยังซื้อที่ดินสองไร่ด้านหลังมาด้วย
เพียงครึ่งวัน อวิ๋นเคอก็พลิกดินทั้งหมดเสร็จแล้ว
อวิ๋นเถียนเถียนรู้สึกงุนงง อวิ๋นเคอคิดจะทำอะไรกัน?
เห็นอวิ๋นเถียนเถียนกลับมา แต่ไม่ได้ดีใจมากนักที่ตนพลิกดินได้มากมายเช่นนี้ อวิ๋นเคอวางจอบในมือลง แล้วเดินเข้ามา