สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 28 ตระกูลเมิ่ง
บทที่ 28 ตระกูลเมิ่ง
จินตนาการอันแสนหวานของเมิ่งหนานซวี่คงอยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแจ้งเตือนการสื่อสารจากสายรัดข้อมือ เป็นเบอร์แปลกเบอร์หนึ่ง
เธอไม่ได้คิดอะไรมากจึงกดรับสาย
“หนานซวี่ นี่พ่อเองนะ” เสียงของเมิ่งฉ่างฟังดูเหนื่อยล้า ไม่ได้มีความจองหองพองขนเหมือนเมื่อก่อน
“ลูกกลับมาที่บ้านสักหน่อยได้ไหม?”
นี่มันคำขอที่ไร้สาระอะไรขนาดนี้?
เมิ่งหนานซวี่ย้อนถามกลับไปทันที
“คุณเอาอะไรมาคิดว่าฉันจะกลับไป? เอาตอนที่คุณไล่พวกเราพี่น้องออกจากบ้าน หรือตอนที่คุณหาเรื่องมาให้พวกเราไม่เว้นแต่ละวัน? เรื่องของหูถูต้านก็เกี่ยวข้องกับคุณด้วยใช่ไหม? คุณเมิ่งคะ ถ้าคุณยังรู้จักคำว่า ‘มียางอาย’ อยู่บ้าง คุณไม่ควรโทรหาฉันด้วยซ้ำ”
พูดจบ เมิ่งหนานซวี่ก็ตั้งท่าจะกดวางสาย
เมิ่งฉ่างรีบพูดแทรกขึ้นมา
“ถ้าลูกกลับมา พ่อจะคืน ‘ของดูต่างหน้า’ ของแม่ลูกให้”
มือของเมิ่งหนานซวี่ชะงักไป
เมื่อสัมผัสได้ถึงความลังเลชั่วครู่นั้น เมิ่งฉ่างก็เร่งฝีปากเร็วขึ้น
“พ่อไม่ได้ต้องการให้ลูกทำอะไร แค่กลับมาสักครั้ง พ่อจะคืนของทุกอย่างให้ลูกทั้งหมดเลย”
เมิ่งหนานซวี่ลังเล ในความทรงจำของร่างเดิม เธอจำไม่ได้ว่าแม่มีของดูต่างหน้าทิ้งไว้ แต่เธอก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งไปได้หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง เธอก็ตอบว่า
“ตกลงค่ะ เมื่อไหร่?”
เมิ่งฉ่างดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก
“บ่ายวันพรุ่งนี้ พ่อจะรอลูกตลอดเวลา”
หลังจากวางสาย เมิ่งหนานซวี่เดินไปที่ห้องนั่งเล่น เห็นมหาตัวร้ายน้อยกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา
ช่วงนี้มหาตัวร้ายน้อยโตเร็วมาก เค้าโครงใบหน้าเริ่มฉายแววคล้ายกับเมิ่งหนานกุยในความทรงจำ
“อาเหรอครับ?” เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเธอ เมิ่งซางลู่ก็หันมามอง
ดวงตากลมโตที่ดูน่าเอ็นดูตามวัยเด็กนั้นสะท้อนเพียงภาพของเธอ
เมิ่งหนานซวี่เดินไปนั่งลงข้างเขาแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“พรุ่งนี้อาต้องออกไปข้างนอกสักพักนะจ๊ะ ลูกอยู่บ้านคนเดียวไปก่อน ก่อนที่อาจะกลับมา ห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด เข้าใจไหม?”เมิ่งซางลู่อดสงสัยไม่ได้จึงถามว่า
“คุณอาจะไปไหนเหรอครับ?”
เมิ่งหนานซวี่ตอบว่า “อาจะไปเอาของของคุณย่าคืนมาจ้ะ”
มหาตัวร้ายน้อยผู้ฉลาดหลักแหลมรู้ทันทีว่าสถานที่ที่เธอจะไปคือที่ไหน
เขามองเธอด้วยความกังวล
“คุณอาไม่ไปบ้านคุณปู่ได้ไหมครับ?”
เมิ่งซางลู่เป็นเด็กที่โตเกินวัย ความฉลาดที่เหนือกว่าเด็กวัยเดียวกันทำให้เขามีความจำดีเยี่ยม
เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าทุกครั้งที่คุณพ่อกลับมาจากบ้านคุณปู่ คุณพ่อจะดูไม่มีความสุขเลย เขาไม่อยากให้คุณอาไม่มีความสุขด้วย เมิ่งหนานซวี่เข้าใจความคิดของมหาตัวร้ายน้อย จึงอุ้มเขามานั่งบนตัก
“ไม่เป็นไรจ้ะ อาจะไปแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว พอได้ของคืนมาแล้ว อาจะตัดขาดกับเขาให้สิ้นซาก!”
เมิ่งซางลู่ที่เพิ่งเรียนรู้ความหมายของสำนวนนี้พยักหน้าหงึก ๆ
“ตัดขาดสิ้นซาก!”
เมิ่งหนานซวี่หัวเราะกับท่าทางของเขาพลางหอมแก้มยุ้ย ๆ หนึ่งที
“รออาอยู่ที่บ้านนะลูก จำไว้ให้แม่น ไม่ว่าใครมาเคาะประตูก็ห้ามเปิด!” เมิ่งซางลู่พยักหน้าอย่างจริงจัง
ในเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของมหาตัวร้ายน้อย เมิ่งหนานซวี่ไม่เกี่ยงที่จะระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ
เว่ยเชิงโม่ที่แอบอยู่หลังม่านบังตาได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมด เขาหรี่ตาลงกึ่งหนึ่ง รู้สึกว่านี่คืองานเลี้ยงที่แฝงแผนสังหารชัด ๆ
เขาไม่เชื่อว่าคนอย่างเมิ่งฉ่างจะเก็บรักษาของเมียเก่าไว้ แต่เขารู้ดีว่า ตราบใดที่มีโอกาสแม้เพียงเศษเสี้ยว เมิ่งหนานซวี่ย่อมต้องไปแน่นอน
รูม่านตาสีน้ำเงินตั้งชันเป็นเส้นตรง รัศมีแสงจาง ๆ ไหลเวียนรอบกายเขา ราวกับมีบางสิ่งถูกแยกตัวออกมา
จู่ ๆ เมิ่งซางลู่ก็รู้สึกเย็นวาบที่หลังคอ เหมือนมีหิมะเกาะกุม
เขาอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่
“เป็นอะไรไปลูก?”
เมิ่งหนานซวี่เห็นท่าทางเขาจึงถามด้วยความห่วงใย
มหาตัวร้ายน้อยลูบคอตัวเองพลางส่ายหน้า
“ไม่มีอะไรครับ”
แค่รู้สึกเหมือนมีใครบางคนลูบคอเขาอย่างอ่อนโยนเท่านั้นเอง
จันทร์นวลเสี้ยวดั่งตะขอ หมู่ดาวระยิบระยับ ลมฤดูร้อนพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ ม่านสีขาวนวลพลิ้วไหว นำพาแสงจันทร์มาอาบไล้ทั่วพื้นห้อง
เว่ยเชิงโม่ลืมตาขึ้น พยายามมุดตัวออกจากอ้อมกอดของเมิ่งหนานซวี่อย่างยากลำบาก
ยัยผู้หญิงคนนี้ จะกอดแน่นอะไรขนาดนี้หญิงสาวที่กำลังหลับใหลมีจังหวะหายใจสม่ำเสมอ
รังสีความเฉียบคมในยามกลางวันหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนและไร้พิษสง
เว่ยเชิงโม่รู้ดีว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่เขาก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
จนกระทั่งลมกลางคืนที่ค่อนข้างเย็นทำให้เขาได้สติ เขาจึงรีบสะบัดหน้าหนีด้วยความเขินอาย
อาศัยแสงจันทร์ที่สว่างจ่างป้า เว่ยเชิงโม่กระโดดลงจากขอบหน้าต่างชั้นสองอย่างเงียบเชียบ
อุ้งเท้านุ่มหนาของตระกูลแมวทำให้เขาไม่เกิดเสียงแม้แต่นิดเดียว
เขาเดินลัดเลาะอย่างชำนาญไปยังพุ่มไฮเดรนเยียสีน้ำเงิน แล้วขุดเอาสายรัดข้อมือของตัวเองออกมา
“บอสครับบอส ศัตรูถูกจับกุมตัวไว้หมดแล้ว พรุ่งนี้พวกเราจะไปถึงดาวโดลันครับ!”
หลังจากรู้ว่าเว่ยเชิงโม่ปลอดภัย มอร์ริสัน รองผู้บัญชาการของเขาก็ชะลอการเดินทางมายังดาวโดลัน เพื่อสืบหาตัวผู้ที่ลอบโจมตีพวกเขา และจากข้อความนี้ ดูเหมือนคนพวกนั้นจะโดนจับเรียบร้อยแล้ว
แสงสีเงินน้ำเงินสว่างวาบ เจ้าแมวขาวจิ๋วหายไป แทนที่ด้วยชายหนุ่มผู้หล่อเหลาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ผมสีดำยาวระต้นคอ เครื่องหน้าคมซับซ้อน ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
ดูราวกับรูปปั้นเทพเจ้าที่สลักจากน้ำแข็งและหิมะ มีความเย็นชาและเฉียบคมจนยากจะจ้องมองตรง ๆ นิ้วมือเรียวยาวได้รูปพิมพ์ตอบข้อความอย่างรวดเร็ว
“พรุ่งนี้แผนเปลี่ยน ฟังคำสั่งฉัน”
วันนี้เมิ่งหนานซวี่สวมชุดปฏิบัติการสีดำรัดกุม ผมยาวถึงเอวรวบเป็นหางม้าสูง เธอที่ไม่ได้แต่งหน้าดูเย้ายวนกว่าปกติ
กลิ่นอายความเยือกเย็นเหมือนดาบที่เพิ่งออกจากฝักทำเอาคนเห็นต้องขนหัวลุกผู้แข็งแกร่งที่สุดในวันสิ้นโลก ดอกไม้กินคนแห่งสนามรบ
เว่ยเชิงโม่ที่หมอบอยู่บนขอบหน้าต่างแทบไม่อยากละสายตาไปไหน
เมิ่งหนานซวี่ยกมุมปากขึ้น มือขวาสะบัดเบา ๆ กริชที่คว้าออกมาจากที่ไหนไม่รู้ควงวนอยู่ในมือ คมดาบตัดอากาศจนเกิดเสียงฟึ่บฟั่บ
เธอเก็บกริชลงแล้วหยิบแส้มาพันไว้รอบเอวแม้ในยุคดาราจักรจะมีอาวุธความร้อนมากมาย แต่เธอก็ยังรัก ‘เพื่อนเก่า’ เหล่านี้ที่สุด ทุกครั้งที่กำมันไว้
เธอรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวและเลือดที่สูบฉีดในร่างกาย
และที่สำคัญ
อาวุธเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของมีคมธรรมดา แต่มันถูกเสริมด้วยเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ของยุคดาราจักร ทำให้มีพลังทำลายล้างไม่น้อยเลย นี่คือสิ่งที่เมิ่งหนานซวี่พอใจที่สุดในยุคนี้! ใครที่เป็นสายบ้าพลังบ้างจะไม่ชอบอาวุธที่แกร่งขึ้น?
เมิ่งหนานซวี่สวมเสื้อคลุมยาวทับชุดปฏิบัติการอย่างใจเย็น
ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากสู้หรอก เพราะตอนนี้เป็นผู้ปกครองเด็กแล้ว ต้องระวังให้มากหน่อย
แต่ทำไมหมวกเสื้อคลุมตัวนี้มันหนักจังนะ?
บ้านตระกูลเมิ่งตั้งอยู่บนภูเขาในเขตใต้ ที่นี่ทุ่มทุนติดตั้งโดมควบคุมอุณหภูมิไว้มากมาย ทำให้เป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี
อุณหภูมิที่ไม่สูงนักทำให้การแต่งกายของเมิ่งหนานซวี่ดูพอดิบพอดี ต้องขอบคุณ 521 ที่จัดหาข้อมูลมาให้เป็นอย่างดี
ทว่าในตอนนั้น เมิ่งหนานซวี่กลับมองเจ้าแมวขาวในอ้อมกอดอย่างอ่อนใจ
ใครจะไปคิดว่าเจ้าหมอนี่จะแอบมุดเข้าไปอยู่ในหมวกเสื้อคลุมของเธอ!
เจ้าแมวขาวมองเธอด้วยสายตาไร้เดียงสาพลางเอียงคอ “อ๊าวววว” หนึ่งที
เมิ่งหนานซวี่: ……
การแบ๊วน่ะมันน่าไม่อาย แต่มันได้ผลชะมัด!เมิ่งหนานซวี่ที่อุ้มแมวขาวจึงปรากฏตัวต่อหน้าเมิ่งฉ่างอย่างช้า ๆ เธอลดสายตาลงเล็กน้อย
นอกจากเมิ่งฉ่างแล้ว ยังมีคนอีก 4 คนยืนรออยู่ เมื่อเห็นเธออุ้มแมวมาตามนัด สีหน้าของแต่ละคนก็ดูไม่ค่อยดีนัก
เมิ่งฉ่างถึงกับตวาดออกมาทันที
“แกพาสัตว์หน้าขนมาทำไมด้วย ไม่รู้จักกาลเทศะบ้างหรือไง?”
เขาชินกับการออกคำสั่ง น้ำเสียงจึงเต็มไปด้วยความถือดีเมิ่งหนานซวี่ไม่สนคำพูดเขา
เธอหันไปปลอบเจ้าแมวขาวที่เริ่มขนลุกพองด้วยท่าทีไม่สนใจ
“งั้นให้ฉันกลับไหมคะ? ฉันก็ไม่ได้อยากได้ของของแม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”
เมิ่งฉ่างจำต้องสงบศึก เขาเปลี่ยนเรื่องอย่างเก้อ ๆ
“มาก็มาแล้ว คราวหน้าก็หัดจำไว้บ้าง เข้ามาทักทาย ‘คุณน้าหลัน’ ของแกซะ”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งหนานซวี่เลิกตาขึ้น มองไปยังผู้หญิงรูปร่างท้วมในชุดสีน้ำเงินก่อนจะแสยะยิ้ม แล้วพูดกับเมิ่งฉ่างว่า
“คุณเมิ่งคะ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าคุณเซ็นใบประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ไปแล้ว? คุณไม่ใช่พ่อฉันแล้ว ยัยนี่นับเป็นน้าตรงไหน? หล่อนคู่ควรเหรอคะ?”
เป่าหูสามีให้ไล่ลูกเมียเก่าออกจากบ้าน เป็นแม่สื่อแม่ชักให้เมิ่งหนานกุยแต่งงานกับคนแพศยาอย่างหูถูต้าน…คนแบบนี้คู่ควรให้เธอเรียกน้างั้นเหรอ?
ตลกสิ้นดี!เสิ่นหลันที่เดิมทียิ้มแย้มถึงกับหน้าค้าง ดวงตากระตุกยิก ๆ เหมือนคนโกรธจนตัวสั่น
“แกพูดจาอะไรออกมา! ที่นี่คือบ้านตระกูลเมิ่ง ไม่ใช่ที่ที่แกจะมาสามหาวได้!”
ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดแต่ราศีไม่จับที่ยืนข้างเสิ่นหลันเอ่ยขึ้น
เมิ่งหนานซวี่จำเขาได้… เมิ่งเป่ยหลี่ น้องชายต่างแม่ของเธอ
“คุณเมิ่งคะ คุณก็เห็นแล้วว่าครอบครัวคุณไม่ต้อนรับการมาของฉัน ดูท่าฉันกับของดูต่างหน้าแม่คงไม่มีวาสนาต่อกัน งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบ เมิ่งหนานซวี่ก็หันหลังกลับทันที
“ขอโทษพี่สาวแกเดี๋ยวนี้!” เมิ่งฉ่างพิโรธ “นี่คือตระกูลเมิ่ง และที่นี่ก็คือบ้านของแกด้วย!”
ให้ตายสิ! คำพูดฝืนใจแบบนี้ก็กล้าพูดออกมา!
ดูท่า… งานนี้คืองานที่แฝงแผนสังหารของจริงแน่ ๆ!