สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 54 ตระกูลหรง
บทที่ 54 ตระกูลหรง
“ไท่อี่เจินเหรินเหาะลงมาจากสรวงสวรรค์ ใช้ดอกบัวชุบชีวิตให้หน่าจา หน่าจาจึงถือโอกาสนี้ได้รับพรจนแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ราชาแห่งท้องทะเลก็ไม่กล้าต่อกรด้วยโดยตรง ชาวเมืองเฉินถางจึงได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและปลอดภัย ไม่ต้องโดนราชาใจร้ายรังแกอีกต่อไปจ้ะ”
เมื่อเมิ่งหนานซวี่เล่าจบเธอก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะ? แต่ทว่า
“แงงงงง”
เสียงร้องไห้ด้านล่างเวทีกลับดังระงมหนักกว่าเดิม
เมิ่งหนานซวี่: ???
หน่าจาก็ฟื้นแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังร้องอีก? ช่วยเล่นตามบทหน่อยเถอะเด็กๆ!
เทียนเทียนน้อยโผเข้ากอดเด็กชายชุดสูทข้างๆ: “ฮือ ๆ เรื่องของหน่าจาจบแล้ว แล้วพรุ่งนี้หนูจะฟังอะไรล่ะคะ?”
เจ้าอ้วนในชุดกีฬาที่ยังมีน้ำตาคลอเบ้าพูดขึ้นบ้าง: “คุณแม่ซื่อบื้อจะตาย ต้องจำเรื่องนี้ไม่ได้แน่ ๆ แล้วพรุ่งนี้ผมจะได้ฟังรอบที่สองได้ยังไง?”
คุณแม่เจ้าอ้วนในโซนพักคอย: ??? ฉันว่าแกนั่นแหละที่น่าโดนตี!
แม้แต่เด็กชายชุดสูทจอมหยิ่งยังถอนหายใจ: “ไม่รู้ว่าคุณพ่อจะจ้างพี่สาวคนนี้ไปเล่านิทานที่บ้านให้ผมฟังได้ไหมนะ”
ด้านหลังพวกเขา เมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋ส่งสายตาตอบกลับทันที: ไม่มีทาง! มหาตัวร้ายน้อยทั้งสองสบตากัน ‘น้ำขึ้นต้องรีบตัก’ วันนี้กลับบ้านไปต้องให้อาสะใภ้ เล่าให้อีกเรื่อง!
ในคอมเมนต์ไลฟ์สดเองก็เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
[ฮือ ๆ ฉันเป็นเหมือนเด็ก ๆ เลย ไม่อยากให้พี่สาวเมิ่งจบเลย]
[โชคดีที่ฉันฉลาด อัดวิดีโอไว้แล้ว]
[เม้นท์บน ขอวาร์ปหน่อย!]
[ขอวาร์ปด้วย +2]
[ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ หรอก แม้แต่ฉันยังไม่อยากให้จบเลย พี่สาวเป็นนักเขียนนิทานเด็กหรือเปล่าเนี่ย? ฉันจะมีโอกาสได้ฟังเธอเล่าอีกไหม?]
[ได้โปรดเถอะพี่สาวเมิ่ง เปิดช่องไลฟ์เล่านิทานเถอะ พวกเราอยากฟังจริงๆ!]
[ฉันหาข้อมูลพี่สาวเมิ่งไม่เจอเลย หรือว่าเธอจะไม่มีชื่อเสียงในวงการวรรณกรรมเลยเหรอ?]
เหล่าแฟนคลับของเมิ่งหนานซวี่ที่เพิ่งตั้งสติได้: ……
พวกเราจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดีนะ?
[คือฉันอยากจะบอกว่า… มันมีความเป็นไปได้ไหมที่หน้าโฮมเพจของพี่สาวเขาจะไม่เกี่ยวกับการเล่านิทานเลย?]
แฟนคลับของเมิ่งหนานซวี่ลองแหย่เท้าออกมาหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
[เป็นไปไม่ได้! พี่สาวคือสมบัติล้ำค่าของวงการวรรณกรรมเด็ก เธอจะไปทำอย่างอื่นได้ไง?]
[เป็นไปไม่ได้! พี่สาวเล่าเรื่องเก่งขนาดนี้ ฉันจะเชื่อมเธอติดกับเวทีนี้ไม่ให้ไปไหนเลย!]
[เป็นไปไม่ได้! ต่อให้ที่คุณพูดเป็นเรื่องจริง ฉันก็จะแย่งเธอกลับมาสู่วงการวรรณกรรมให้ได้!]
[ฉันตาฝาดไปไหม คนเมื่อกี้คือ… ประธานสมาคมวรรณกรรมแห่งสหพันธรัฐเหรอ?]
[ใช่เขาจริงๆ! ฉันกดเข้าไปดูแล้ว ไม่ใช่ตัวปลอม เป็นบัญชีที่ผ่านการรับรองโดย ‘อาร์ก’ เมนเฟรมหลักด้วย!]
[ท่านประธานสุดยอด! ช่วยรั้งพี่สาวไว้ให้พวกเราด้วย!]
แฟนคลับของเมิ่งหนานซวี่: ……
หลีหลันที่กำลังดูการแข่งขันกับหลานชายตัวน้อยถึงกับอุทาน: ???
เธอคว้าสายรัดข้อมือขึ้นมาแล้วพิมพ์รัว ๆ ทันที: [หรงอี้! คุณเมิ่งเป็นพรีเซนเตอร์ของสถาบันวิจัยวัฒนธรรมโบราณของพวกเรานะ! คุณล้ำเส้นแล้ว!]
[เชี้ยยย นั่นศาสตราจารย์หลีหลันนี่นา!]
[……ระดับบิ๊กเปิดศึกกันแล้ววว!]
[แล้วทำไมระดับบิ๊กถึงมาอยู่ในห้องไลฟ์เล็ก ๆ นี่กันหมดเนี่ย?]
หรงอี้ ประธานสมาคมวรรณกรรมแห่งสหพันธรัฐที่กำลังดูการแข่งขันกับลูกสาว: ……
ล้อเล่นหรือเปล่า? สถาบันวิจัยวัฒนธรรมโบราณเหรอ? นี่มันอัจฉริยะด้านวรรณกรรมเด็กชัด ๆ!
“พ่อครับ สิ่งที่อาหลีหลันพูดเป็นเรื่องจริงครับ”
ลูกชายคนโตของหรงอี้ ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของหรงหลี่จือ และเป็นสตรีมเมอร์อันดับหนึ่งโซนความรู้ของสตาร์เน็ตถอนหายใจและเผยความจริง
“พ่อจำที่ผมเคยเล่าเรื่องสตรีมเมอร์อันดับหนึ่งโซนอาหารได้ไหมครับ? ก็เธอนั่นแหละ”
หรงอี้: ……
“คนเก่งน่ะแย่งตัวกันได้! เธอไม่ได้จำเป็นต้องทำแค่อาหารนี่!” หรงอี้ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ เขาเริ่มกดติดต่อลูกชายคนเล็กทันที
“หลี่จือเอ๊ย ช่วยขอเบอร์ติดต่อของผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ข้างหลังแกให้พ่อหน่อยสิ ใช่ พ่อถูกใจมาก…” และในตอนนั้นเอง ก็มีคนในคอมเมนต์เผยความจริงออกมา
[เธอคือสตรีมเมอร์อาหารอันดับหนึ่งของสตาร์เน็ต ถ้าไม่เชื่อก็ไปดูเอาเอง]
[วรรณกรรมอะไรกัน! อาหารต่างหากคือที่สุด! ใครก็อย่าหวังจะพรากพี่สาวไปจากโซนอาหารของเรา!]
[ให้ตายเถอะ… พวกคุณไม่มีสตรีมเมอร์เล่านิทานของตัวเองกันหรือไง ทำไมต้องมาแย่งสตรีมเมอร์โซนอาหารของพวกเราด้วย!]
คอมเมนต์ตีกันวุ่นวายจนเจ้าหน้าที่มึนไปหมด เขาแอบเผือกเสร็จก็เพิ่งนึกได้ว่ายังมีการแข่งขันอยู่ จึงสั่งปิดคอมเมนต์และเริ่มเปิดให้บัญชีที่ตรงตามเงื่อนไขลงคะแนนโหวต ไม่ต้องสงสัยเลย คะแนนของเมิ่งหนานซวี่สูงจนน่ากลัว
ส่วนในที่เกิดเหตุ เด็ก ๆ ทุกคนต่างนำดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ในมือไปใส่ในตะกร้าของเมิ่งหนานซวี่
เว่ยเชิงไป๋รำพึง: “กะว่าจะมาช่วยอาสะใภ้… ช่วยอาซวี่ของนายซะหน่อย ดูเหมือนจะไม่จำเป็นเลยแฮะ”
เมิ่งซางลู่ยืดอกเชิดหน้า แม้จะยังทำหน้านิ่ง ๆ แต่ก็ดูออกว่าเขากำลังภูมิใจสุด ๆ
อาซวี่ของเขาเก่งที่สุด!
เมื่อเห็นเด็กน้อยคนอื่น ๆ ดูเศร้าสร้อย เว่ยเชิงไป๋ก็เริ่มรู้สึกเหนือกว่า: “พวกเรากลับไปแล้วยังให้อาซวี่เล่านิทานให้ฟังต่อได้อีกนะ”
เมิ่งซางลู่มองเขาพลางยิ้มในดวงตา: “เล่าให้ฉันฟังต่างหาก เกี่ยวอะไรกับนายด้วย?”
ขนาดอาบน้ำยังไม่ยอมอาบด้วยกันเลย จะมาฟังนิทานอะไร? ฝันไปเถอะ!
เว่ยเชิงไป๋หลังจาก “เปิดศึก” กับเขาไปรอบหนึ่งก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น: “นั่นว่าที่อาสะใภ้ของฉันนะ ทำไมฉันจะฟังไม่ได้?”
เขาเอาไหล่ชนเมิ่งซางลู่: “อย่าใจแคบนักเลยน่า เมื่อวานฉันแค่จำนายไม่ได้เอง วันนี้กลับไปพวกเราอาบด้วยกันเลยก็ได้!”
ใบหน้าจิ้มลิ้มทำหน้าทะเล้นใส่ ดูทั้งน่ารักและน่าขันในเวลาเดียวกัน
เมิ่งซางลู่ไม่สนใจเขา เดินกลับไปที่ที่นั่งด้วยตัวเอง การแข่งขันยังเหลืออีกสองรอบ ในเมื่อเป็นกรรมการแล้วเขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เมื่อเห็นเมิ่งซางลู่ไม่สนใจ เว่ยเชิงไป๋จึงต้องเดินตามหลังไปพลางพูดจาเอาใจสารพัดอย่างคนรู้กาลเทศะ และในมุมที่เว่ยเชิงไป๋มองไม่เห็น มุมปากของเมิ่งซางลู่ก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ดีจริง ๆ นะ ที่เป็นแบบตอนนี้
เมิ่งหนานซวี่เดินออกมาพร้อมตะกร้าดอกไม้ด้วยความปลาบปลื้ม หนุ่มหล่อสองคนที่ประตูต่างก้าวเดินเข้ามาหาเธอ เว่ยเชิงโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เจ้าหมอนี่มาทำอะไรแถวนี้?
เมิ่งหนานซวี่ส่งตะกร้าให้แม่สาวกั๊กแดงที่มองเธอด้วยสายตาเทิดทูน แล้วเดินตรงไปหาเว่ยเชิงโม่พลางถามด้วยรอยยิ้ม: “เป็นไงบ้าง?”
ท่าทางภูมิใจของเธอเหมือนนกตัวน้อยที่กำลังอวดขนสวย ๆ เว่ยเชิงโม่ยิ้มและลูบผมของเธอเบา ๆ พลางทัดผมที่หลุดรุ่ยไปไว้หลังหู
“สุดยอดมาก คุณเก่งจริงๆ”
การได้รับคำชมจากเว่ยเชิงโม่ ผู้ที่ปกติจะนิ่งเฉยแม้ภูเขาไท่ซานจะถล่มลงตรงหน้า ทำให้เมิ่งหนานซวี่ภูมิใจจนเก็บอาการไม่อยู่ แต่เธอก็ยังแสร้งทำเป็นถ่อมตัว: “ไม่หรอก ๆ ก็งั้น ๆ แหละจ้ะ!”
“งั้น ๆ เหรอ? ระดับนี้จะบอกว่างั้น ๆ ได้ยังไง!” เสียงตื่นเต้นของหรงหลี่จือดังขึ้น “คุณคือดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการวรรณกรรมเด็กชัดๆ!”
ทั้งคู่หันไปมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามา เขามีผมสีแดงเพลิงเหมือนกองไฟที่กำลังลุกโชน ดูร้อนแรงและกระตือรือร้น
เมิ่งหนานซวี่ส่ายหน้า: “ชมเกินไปแล้วค่ะ นิทานเรื่องนี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของฉัน ไม่ใช่เรื่องที่ฉันแต่งเองหรอกค่ะ”
หรงหลี่จืออึ้งไปครู่หนึ่ง: “คุณเป็นคนแถวไหนครับ?”
ตระกูลหรงของเขาเป็นตระกูลปัญญาชนเก่าแก่ที่ทำงานด้านวรรณกรรมมาหลายชั่วอายุคน คุณปู่และคุณพ่อของเขาเคยเดินทางไปทุกดวงดาวในสหพันธรัฐเพื่อรวบรวมข้อมูล มีหรือที่จะพลาดนิทานระดับนี้ไปได้?
เมิ่งหนานซวี่กล่าวขอโทษตระกูลของแม่เจ้าของร่างเดิมในใจ แล้วตอบอย่างนิ่งๆ “ฉันมาจากดาวตั๋วหลานค่ะ แต่ที่มาของแม่ฉันนั้นฉันไม่ค่อยแน่ใจนัก นิทานพวกนี้คือเรื่องที่เธอเคยเล่าให้ฉันฟังตอนเด็ก ๆ ค่ะ”
ตระกูลเมิ่งเป็นตระกูลที่มีความลับ หวังว่าพวกเขาจะไม่ถือสาถ้าความลับจะเพิ่มขึ้นอีกสักเรื่องนะ
หรงหลี่จือจับประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็ว เขาถามอย่างตื่นเต้น: “พวกเรื่อง? หมายความว่ายังมีนิทานเรื่องอื่นอีกเหรอครับ?”
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้า
แม้จะอยู่ในอีกมิติหนึ่ง แต่เธอก็หวังว่าเรื่องราวจากบ้านเกิดของเธอจะได้รับการสืบทอดตลอดไป
หรงหลี่จือได้รับการยืนยันก็ดีใจแทบบ้า! น้องสาวของเขาเป็นนำโชคจริง ๆ ถ้าไม่ได้มาหานิทานใหม่ให้เธอ เขาคงพลาดขุมทรัพย์มหาศาลนี้ไปแล้ว!
เขามีความสุขจนเต้นแร้งเต้นกา อยากจะก้าวเข้าไปจับมือขอบคุณ แต่กลับโดนสายตาเย็นชาของชายหนุ่มข้างกายเธอสกัดไว้ก่อน
ภายใต้บรรยากาศที่เย็นเยือกเหมือนน้ำแข็งของเว่ยเชิงโม่ หรงหลี่จือก็ค่อย ๆ สงบลง เขาเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสมและขอร้องอย่างจริงใจ:
“ผมขอเบอร์ติดต่อของคุณไว้ได้ไหมครับ?”
พอเขาพูดจบ พ่อหนุ่มหล่อมาดน้ำแข็งที่หล่อจนน่าอิจฉาก็ส่งสายตาพิฆาตใส่เขารัว ๆ ทันที
หรงหลี่จือ: ……
ไม่นะ พี่ชายใจเย็น ๆ ก่อน! ผมยังไม่อยากโดนแช่แข็งตาย!
เขารีบแก้ตัว: “คุณพ่อของผมคือ หรงอี้ ประธานสมาคมวรรณกรรมแห่งสหพันธรัฐ ท่านก็ได้ดูไลฟ์เมื่อกี้เหมือนกัน เบอร์นี่ผมขอแทนคุณพ่อครับ”
เมิ่งหนานซวี่ลังเลเล็กน้อย เธอแค่เล่านิทานตามอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ได้คิดจะทำเป็นอาชีพจริงจัง
แต่เว่ยเชิงโม่กลับพูดขึ้นอย่างหนักแน่น: “ให้เขาไปเถอะ”