สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 63 เจ้าหญิงนิทรากับดอกกุหลาบ
บทที่ 63 เจ้าหญิงนิทรากับดอกกุหลาบ
เมิ่งหนานซวี่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาว ผมยาวสลวยถึงเอวพาดอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเธอภายใต้แสงไฟดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ
[ฮือ ๆ ๆ วันนี้พี่สาวก็สวยทะลุจอเหมือนเดิม! อิจฉาไอ้เจ้าหมานั่นชะมัด!]
[ฉันจะไปตัดสินแพ้ชนะกับไอ้เจ้าหมานั่นให้รู้แล้วรู้รอด!]
[สตรีมเมอร์มีแฟนแล้วเหรอ? ไม่จริงใช่ไหม? ฉันยังไม่ทันเริ่มแอบรักก็อกหักซะแล้วเหรอเนี่ย?]
[ปัญหานี้ยังมีข้อน่าสงสัยนะ]
[เก้าสิบเปอร์เซ็นต์แหละ คราวที่แล้วทุกคนล้อเรื่องนี้แต่เธอไม่ปฏิเสธเลยสักนิด นี่มันยอมรับกลายๆ ชัด ๆ! ฮือๆๆ]
[อิจฉาไอ้เจ้าหมานั่นจริง ๆ เขาทำบุญด้วยอะไรมา!]
[ทำบุญด้วยอะไรมา!]
เว่ยเชิงโม่ที่กำลังดูไลฟ์อยู่ในห้องของตัวเองไม่ได้โกรธเลยสักนิด เขากลับยกยิ้มมุมปากเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความขบขันและพอใจ
อยากอิจฉาก็อิจฉาไปเถอะ อาซวี่น่ะแฟนเขา!
เมิ่งหนานซวี่ที่โดนแฟนคลับรุมถามเรื่องความรัก: ……
ใบหูที่ซ่อนอยู่ใต้ผมยาวสีดำเริ่มแดงก่ำ เธอรีบเปลี่ยนหัวข้ออย่างไม่เป็นธรรมชาติ: “ถ้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว เรามาเริ่มเล่านิทานกันเลยนะคะ”
เมื่อเห็นปฏิกิริยานี้ คอมเมนต์โอดครวญก็ดังระงมยิ่งกว่าเดิม
[ฮือ ๆ ๆ ชัดเลย มีเจ้าหมานั่นจริง ๆ ด้วย!]
[ฉันแค้น! ทำไมพี่สาวถึงโดนเจ้าหมานั่นหลอกไปเร็วขนาดนี้? นี่คือความสูญเสียของคนทั้งสหพันธรัฐ!]
[อิจฉาเจ้าหมานั่นจัง ฉันก็อยากกินอาหารฝีมือพี่สาว อยากฟังพี่สาวเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังเหมือนกัน เขาทำบุญด้วยอะไรมาเนี่ย!]
พอประโยคนี้หลุดออกมา แฟนคลับสายใช้เหตุผลก็เริ่มตาร้อนผ่าวตาม ๆ กัน
ใครบ้างไม่อยากกินอาหารที่สตรีมเมอร์ทำ? ใครบ้างไม่อยากฟังเธอเล่านิทานแบบใกล้ชิด? พวกเขาอยากกันทั้งนั้นแหละ!
แฟนคลับกลายร่างเป็น ‘หัวเลมอน’ (เปรี้ยว/อิจฉา) กันทั้งห้องไลฟ์ทันที
“อาซวี่ครับ พวกเราเตรียมตัวพร้อมแล้ว” เมิ่งซางลู่นั่งตัวตรงอย่างเป็นระเบียบ ห่มผ้าห่มให้ตัวเองและเผื่อแผ่ไปจัดระเบียบให้เวยเชิงไป๋ที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยเพราะอาจจะต้องเข้ากล้อง พวกเขาจะทำให้อาซวี่ขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด
แฟนคลับหัวเลมอนไม่ได้สิ้นสติเพราะความอิจฉา พวกเขารีบจับประเด็นสำคัญในประโยคทันที
[พวกเรา?]
[นอกจากหลานชายตัวน้อยแล้วยังมีใครอีก?]
[มือที่อยากต่อยคนมันเริ่มสั่นแล้ว หรือว่าจะเป็นเจ้าหมานั่น?]
ทว่าสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือ เสียงที่ดังขึ้นกลับเป็นเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสา
“คุณอาสะใภ้ครับ! เริ่มได้เลยครับ!”
คอมเมนต์: ……
นี่ใครอีกเนี่ย? ทำไมเรียกสตรีมเมอร์ว่าคุณอาสะใภ้?!
[โอเค ปิดคดี ไอ้เจ้าหมานั่นคือคุณอาของเจ้าหนูนี่เอง!]
[ขนาดหลานของเจ้าหมานั่นยังได้รับการดูแลขนาดนี้ ฉันยิ่งอิจฉาหนักกว่าเดิมอีก]
[ใครบ้างไม่เป็น? ลูกชายฉันโวยวายจะไปบ้านสตรีมเมอร์แล้วเนี่ย เขาบอกว่า มีเด็กเยอะขนาดนั้น เพิ่มเขาไปอีกคนจะเป็นไรไป]
[ฮ่า ๆ ๆ ๆ เพิ่มอีกคนจะเป็นไรไป! เม้นท์บน ลูกชายนายฝีปากกล้าดีนะ]
[ลูกสาวฉันก็มองค้อนฉันตาปริบ ๆ แล้ว แต่จะให้ฉันทำยังไงล่ะ ไปลักพาตัวสตรีมเมอร์มาเหรอ?]
มุมกล้องขยายกว้างขึ้น เผยให้เห็นห้องสีฟ้าจางที่ดูสะอาดตา แสงไฟสีนวลตาช่วยให้บรรยากาศดูเงียบสงบอย่างบอกไม่ถูก
และในที่สุดทุกคนก็ได้เห็นโฉมหน้าของมหาตัวร้ายน้อยทั้งสอง คนหนึ่งดูสุขุมเท่ระเบิด อีกคนดูน่ารักน่าเอ็นดู สมกับเป็นเด็กในฝันของทุกคน
คอมเมนต์: !!!
[เด็กน้อยที่อยู่ข้างซางซางคือหลานของเจ้าหมานั่นเหรอ?]
[ดูทรงแล้ว ไอ้เจ้าหมานั่นต้องหล่อระดับสิบเต็มแปดชัวร์]
[เม้นท์บน ทำไมแปรพักตร์เร็วจัง! ไหนว่าจะรุมทึ้งเจ้าหมานั่นด้วยกันไง?]
[ดูลูกสาวฉันสิ หน้าตาก็ดีนะ ไม่รู้พอจะมีโอกาสได้แต่งกับเด็กคนใดคนหนึ่งในนี้ไหม]
[!!!]
[อัจฉริยะจริง ๆ ยัยน้อง ฉันทำไมคิดไม่ได้นะ!]
[พูดเหมือนมันทำง่ายนะ แต่พวกเธอมี ‘เด็ก’ กันหรือเปล่า?]
ชาวดาราจักรที่มีปัญหาเรื่องการมีบุตรยากพอเห็นคอมเมนต์นี้เข้าไปก็ร้องไห้โฮกันทันที จะคิดดองกับบ้านคนอื่น ตัวเองต้องมีลูกก่อนสิเฟ้ย!
เมิ่งหนานซวี่นั่งลงที่ปลายเตียง และเริ่มเล่านิทานของวันนี้อย่างช้า ๆ: “ในดินแดนที่ไกลแสนไกล มีอาณาจักรที่น่ามหัศจรรย์แห่งหนึ่ง ราชาและราชินีที่นี่แต่งงานกันมานานหลายปีแต่ไม่มีบุตร จนกระทั่งวันหนึ่ง ดอกกุหลาบที่เบ่งบานในสวนจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา”
“เธอกล่าวว่า: ‘ความปรารถนาของท่านจะสมหวังในไม่ช้า ปีหน้าท่านจะได้ให้กำเนิดธิดาที่น่ารัก’ ค่ะ”
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของเธอ เมิ่งหนานซวี่จึงเปลี่ยน ‘กบ’ ในนิทานต้นฉบับให้เป็น ‘ดอกกุหลาบ’
“ปีต่อมา เจ้าหญิงก็ประสูติจริง ๆ ราชาผู้ดีใจจึงเชิญเทพธิดาทั้ง 12 องค์มาในงานเลี้ยง แต่ทว่าในอาณาจักรนี้กลับมีเทพธิดาอยู่ทั้งหมด 13 องค์ค่ะ”
เมิ่งซางลู่สงสัย: “สรุปว่าเทพธิดาองค์สุดท้ายไม่ได้รับเชิญเหรอครับ?”
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้า
“งั้นเทพธิดาคนนั้นต้องโกรธมากแน่ ๆ” เว่ยเชิงไป๋เอามือกุมแก้มแล้วถอนหายใจอย่างจริงจัง “พระราชาทำแบบนี้ไม่ถูกนะครับ”
ท่าทางเล็ก ๆ ของเขามันทั้งสดใสและน่ารักจนใจของเมิ่งหนานซวี่แทบละลาย แฟนคลับที่ดูไลฟ์อยู่ก็ไม่ต่างกัน พากันกรีดร้องประหนึ่งนกแก้ว
[กรี๊ดดด เด็กน้อยน่ารักเกินไปแล้ว!]
[เทพเจ้าแห่งจักรวาล โปรดประทานเด็กแบบนี้ให้ฉันสักคนเถอะ!]
[เฮ้อ มองดูลูกลิงข้างตัวฉันแล้ว ได้แต่ถอนหายใจว่าของดีมันต่างกันจริง ๆ]
[คนมีลูกอย่ามาอวดแถวนี้ได้ไหม?]
[ราชาและราชินีก็เหมือนพวกเราเลย แต่งงานหลายปีไม่มีลูก เฮ้อ]
เมิ่งหนานซวี่เล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงกังวาน: “ใช่ค่ะ เทพธิดาองค์ที่ 13 โกรธมาก เธอจึงบุกเข้ามาในงานเลี้ยงและสาปเจ้าหญิงว่า เธอจะต้องถูกเข็มปั่นฝ้ายทิ่มแทงจนตาย”
เว่ยเชิงไป๋ร้อง “อ๊ะ” พร้อมขมวดคิ้วมุ่น: “เทพธิดาคนนี้ใจร้ายจังเลย!”
ส่วนเมิ่งซางลู่เอียงคอสงสัย: “อาซวี่ครับ เข็มปั่นฝ้ายคืออะไรเหรอครับ?”
[ซางซางดูเป็นเด็กที่พึ่งพาได้จริง ๆ จับประเด็นสำคัญได้ทันที]
[เด็กสองคน คนหนึ่งนิ่งคนหนึ่งร่าเริง น่ารักเกินไปแล้ว อยากขโมยกลับบ้าน!]
[แต่เข็มปั่นฝ้ายคืออะไรน่ะ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย]
เมิ่งหนานซวี่อธิบาย: “มันคืออุปกรณ์ทอผ้าในอดีตของดาวแม่ค่ะ มีด้านหนึ่งที่แหลมคมมาก”
หรงซิ่นจือที่กำลังฟังนิทานอยู่ก็ช่วยให้ความรู้ในคอมเมนต์ด้วย: [ในบันทึกวัฒนธรรมโบราณเคยมีการกล่าวถึงอุปกรณ์ชนิดนี้ เดี๋ยวผมจะสรุปข้อมูลแล้วลงไว้ในบัญชีสตาร์เน็ตของผมนะครับ]
[ว้าว! ท่านเทพก็อยู่ด้วยเหรอ?]
[ขอบคุณค่ะท่านเทพ! ท่านเทพจงเจริญ!]
[พี่สาวเก่งจัง รู้จักกระทั่งเข็มปั่นฝ้าย!]
[นิทานเรื่องนี้ดูแฟนตาซีและมหัศจรรย์มากเลยนะ]
“เทพธิดาองค์ที่ 13 เก่งกาจมาก เทพธิดาอีก 12 องค์จึงสู้คำสาปไม่ได้ พวกเธอทำได้เพียงร่วมแรงร่วมใจกันเปลี่ยนคำสาปให้เบาลง เจ้าหญิงจะไม่ตายเมื่อถูกเข็มทิ่ม แต่จะหลับใหลไปเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีแทนค่ะ”
เมิ่งหนานซวี่เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก เธอรู้วิธีกระตุ้นอารมณ์ผู้ฟังได้อย่างพอดี
เธอเล่ามาถึงจุดพีคของเรื่องอย่างรวดเร็ว: “เมื่อเจ้าหญิงอายุครบ 18 ปี คำสาปก็เป็นจริง เธอถูกเข็มปั่นฝ้ายทิ่มแทงและหลับใหลไป ดอกกุหลาบในสวนที่สงสารหญิงสาวผู้งดงาม จึงแผ่กิ่งก้านสาขาของมันปกคลุมจนทั้งพระราชวังจมดิ่งสู่การหลับใหลตามไปด้วยค่ะ”
[ฮือ ๆ ๆ ดอกกุหลาบนี่ดีจังเลย! เธอคงกลัวเจ้าหญิงตื่นมาแล้วโลกเปลี่ยนไป เลยให้ทั้งวังหลับไปพร้อมกันเลย!]
[ฉันขอประกาศแต่เพียงผู้เดียวว่า ตัวเอกที่เก่งที่สุดในเรื่องนี้คือดอกกุหลาบ!]
[สรุปดอกกุหลาบคือนก… เอ๊ย ดอกไม้ชนิดไหนนะ? เริ่มอยากปลูกแล้วสิ]
[ฉันเพิ่งไปเช็คมา สถาบันวิจัยวัฒนธรรมโบราณไม่มีขายนะ]
[อ้าว? แต่ฉันอยากเลี้ยงกุหลาบจังเลย!]
แฟนคลับเริ่มสนใจดอกกุหลาบที่ปรากฏบ่อยครั้งในเรื่อง และนี่คือผลลัพธ์ที่เมิ่งหนานซวี่ต้องการ
เธอต้องการใช้เรื่องเล่าเพื่อให้ผู้คนกลับมายอมรับพืชพรรณธรรมชาติอีกครั้ง!
“สุดท้าย ในดินแดนที่ดอกกุหลาบเบ่งบาน เจ้าหญิงและเจ้าชาก็ได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขสืบไปค่ะ” เมิ่งหนานซวี่เล่าจบลงด้วยการตอกย้ำภาพจำของดอกกุหลาบที่งดงามในใจทุกคน
หรงซิ่นจือช่วยส่งเสริมอีกแรง: [ในวัฒนธรรมโบราณ ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคงไม่เสื่อมคลายครับ]
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน หัวข้อ “เจ้าหญิงนิทรากับดอกกุหลาบ” จึงพุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับยอดนิยมบนสตาร์เน็ต ชาวเน็ตนอกจากจะประทับใจกับเรื่องรักที่สมหวังแล้ว ยังจดจำพืชที่ชื่อว่า “กุหลาบ” ได้ขึ้นใจ เมิ่งหนานซวี่กลับมาที่ห้องของตัวเอง
เสียงของ 521 ดังขึ้น: [โฮสต์คะ! หัวข้อดอกกุหลาบระเบิดไปแล้วค่ะ!]
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้าอย่างพอใจ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน กุหลาบเป็นเพียงก้าวแรก เธอจะค่อย ๆ นำพืชพรรณธรรมชาติกลับคืนสู่สายตาสาธารณชนทีละก้าว เธอก้าวไปที่ระเบียง ปล่อยให้ลมกลางคืนพัดชายกระโปรงปลิวไสว
“ถึงจะไม่มีดอกกุหลาบ แต่ผมว่าดอกไฮเดรนเยียก็ไม่เลวนะครับ” เสียงใสที่คุ้นเคยดังขึ้นกะทันหัน แมวขาวตัวน้อยกระโดดลงมาจากหลังคา ในปากคาบดอกไฮเดรนเยียสีน้ำเงินเอาไว้
“สรุปว่า วันนี้ให้คะแนนผมเท่าไหร่ดีครับ? ‘ว่าที่แฟนสาว’ ของผม?”
รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้าของเมิ่งหนานซวี่ทันที