สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 71 พายุประชามติ
บทที่ 71 พายุประชามติ
[พวกนายอย่ามาพูดมั่วซั่วนะ! พูดซะจนพวกเราดูเหมือนกองทัพอวตาร ไปได้]
[พี่สาวสตรีมเมอร์ไม่เคยพูดสักคำเลยนะว่าพืชธรรมชาติบรรเทาพลังจิตคลั่งได้ ทั้งหมดนี้มันคือประสบการณ์ตรงของพวกเราเหล่าผู้ชมต่างหาก]
[อย่ามาเที่ยวโยนความผิดให้คนอื่นหน่อยเลย พืชธรรมชาติก็ไม่ได้เพิ่งจะมีวันแรก ใครอยากซื้อก็ซื้อ เกี่ยวอะไรกับพวกนายที่ต้องมาเจี๊ยวจ๊าวตรงนี้]
[สตรีมเมอร์ก็แค่แนะนำให้ซื้อพืชธรรมชาติมาประดับบ้าน มันก็คือการป้ายยาปกติไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ ๆ ถึงมีพวกภูตผีปีศาจโผล่มาเต็มไปหมด?]
[ฉันซื้อเพราะมันสวยไม่ได้หรือไง! พืชธรรมชาติราคาไม่กี่เหรียญ พวกเราไม่ได้หวังจะพึ่งมันให้หายขาดจากโรคซะหน่อย]
ทันทีที่คอมเมนต์สุดท้ายนี้ปรากฏขึ้น ผู้ชมจำนวนมากที่กำลังลังเลก็เริ่มได้สติ
[จริงด้วย ๆ เกือบโดนปั่นหัวซะแล้ว เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะมาซื้อกุหลาบไปง้อลูกสาวอยู่แล้วนี่นา]
[เดี๋ยวนี้กองทัพอวตารใช้คำพูดล้ำลึกขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเข้ามาเพื่อซื้อกุหลาบ]
[ฉันก็เหมือนกัน แค่อยากฟังนิทานแล้วหาของสะสมเฉย ๆ ทำไมจู่ ๆ เรื่องถึงบานปลายไปถึงขั้นบรรเทาพลังจิตคลั่งได้ยังไง?]
[ตลกชะมัด อาการพลังจิตคลั่งหลอกหลอนพวกเรามาตั้งกี่ปีแล้ว มันจะไปแก้ง่าย ๆ ขนาดนั้นได้ไง คิดว่ายาบรรเทาราคาแพงที่พวกเราซื้อกินกันน่ะซื้อมาเล่น ๆ เหรอ]
เมิ่งหนานซวี่ที่เห็นคอมเมนต์นี้: ……
ไม่หรอก… บางทีมันอาจจะแก้ง่ายขนาดนั้นจริง ๆ
แต่เมิ่งหนานซวี่ไม่ได้ดูแคลนหรือหัวเราะเยาะพวกเขา เพราะเธอรู้ดีว่า “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” เหล่านี้ก็แค่ “เส้นผมบังภูเขา” เท่านั้น มีใครบางคนจงใจปิดหูปิดตาพวกเขาไว้
ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นใคร… ในใจเธอมีคำตอบอยู่แล้ว ท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะได้ประโยชน์จากการขายยาบรรเทา ก็มีอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มอำนาจเท่านั้น
เมิ่งหนานซวี่ผู้มาจากวันสิ้นโลกไม่เคยดูแคลนสันดานมนุษย์ และไม่เคยดูแคลนอำนาจของผลประโยชน์ ภายใต้สิ่งล่อใจสารพัด เรื่องที่น่าเหลือเชื่อแค่ไหนก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
การโต้เถียงในห้องไลฟ์ยังคงดำเนินต่อไป แต่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มได้สติ
ใช่แล้ว พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อรักษาพลังจิตคลั่ง พวกเขาแค่รู้สึกว่าพืชธรรมชาติมันสวยงามจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าคอมเมนต์เริ่มถูกควบคุมได้แล้ว ลู่ซานเสวี่ยและเพื่อนในกลุ่มของเขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
จำนวนแฟนคลับตัวยงของพวกเขามีไม่น้อย แต่พอต้อง “สู้รบ” กับคนพวกนั้นกลับไม่ได้เปรียบเลยสักนิด!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ลู่ซานเสวี่ยก็เริ่มกังวล ถ้าเขาคาดการณ์ไม่ผิด “พวกนั้น” เริ่มลงมือแล้ว สตรีมเมอร์จะทนไหวจริง ๆ เหรอ?
เมิ่งหนานซวี่ทำราวกับไม่เห็นการโต้เถียงเหล่านั้น ดวงตาดอกท้อที่เปี่ยมเสน่ห์ของเธอไม่มีร่องรอยของความหม่นหมอง มีเพียงเงาสะท้อนของทะเลดอกไม้สีน้ำเงินที่สงบนิ่ง
“ฉันชอบพืชธรรมชาติ เพราะพวกมันช่วยเติมเต็มชีวิตของฉัน ฉันแบ่งปันพืชธรรมชาติ เพราะหวังว่าผู้คนจำนวนมากขึ้นจะได้รับรู้ถึงความสุขแบบเดียวกับฉัน นอกเหนือจากนั้น ฉันไม่มีจุดประสงค์อื่นใดค่ะ”
เสียงของเธอไพเราะน่าฟัง ราวกับนกไนติงเกลที่เห่กล่อมดวงจันทร์
“ฉันจะเปิดห้องไลฟ์ทิ้งไว้ตลอดทั้งวัน ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ ทุกคนเข้ามาสัมผัสสวนสวรรค์ของฉันค่ะ”
ลูกบอลลอยฟ้าสีขาวกระพือปีกบินขึ้นเหมือนผีเสื้อที่งดงามตามทิศทางที่เมิ่งหนานซวี่ชี้
พวกมันบินสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนมุมมองกว้างขึ้น สวนและเนินเขาที่เมิ่งหนานซวี่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมดปรากฏแก่สายตาผู้ชม สีเขียวที่มีมิติและไม่จืดชืด ผสมผสานกับสีสันสดใสอื่น ๆ ที่แผ่ขยายออกไปอย่างอิสระ พลังชีวิตที่เปี่ยมล้นและลมหายใจที่สดชื่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจของผู้ชมทุกคน
ทว่า สีสันที่สว่างไสวและมีชีวิตชีวาเหล่านั้นกลับหยุดกะทันหันตรงหน้ากำแพงรั้ว สิ่งที่มาแทนที่คือสีขาวโพลนที่ไร้ชีวิต
ไม่ใช่สีขาวเรียบง่ายบริสุทธิ์ของกุหลาบขาว ไม่ใช่สีขาวสดใสของไฮเดรนเยีย แต่มันคือความเงียบงันที่ตัดขาดฉับพลัน ซึ่งนั่นคือสีหลักของดาวเมืองหลวง
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ
หากไม่เคยเห็นความมีชีวิตชีวา ย่อมไม่เกิดความปรารถนาในชีวิต
[ไม่พูดแล้ว ฉันไปซื้อเมล็ดพันธุ์ละ]
[พืชธรรมชาติจากดาวตั่วหลานส่งของได้ปกติไหม ฉันอยากซื้อไฮเดรนเยีย]
[เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนน้ำนิ่งที่ตายแล้ว จู่ ๆ ก็เข้าใจเลยว่าทำไมสตรีมเมอร์ถึงแนะนำให้พวกเราปลูกต้นไม้]
[พวกเราต้องการพืชธรรมชาติ พวกเราต้องการพลังชีวิต]
แฟนคลับในห้องไลฟ์ต่างพากันดันแฮชแท็กโดยพร้อมเพรียง #พืชธรรมชาติ พุ่งทะยานขึ้นสู่เทรนด์ฮิตในชั่วพริบตา
โพสต์ที่ถูกปักหมุดไว้คือโพสต์ของลู่ซานเสวี่ย ซึ่งข้างในนั้นสะอาดสะอ้าน มีเพียงลิงก์เดียว ลิงก์ที่ตรงเข้าสู่ห้องไลฟ์ของเมิ่งหนานซวี่
[นี่มันอะไรกัน ทำไมดูลึกลับจัง?]
[พืชธรรมชาติมันทำไมเหรอ เทรนด์ฮิตนี่มายังไงเนี่ย]
[แปลก ๆ แฮะ ขอเข้าไปดูหน่อยแล้วกัน]
……
เมื่อเวลาผ่านไป เทรนด์ฮิตนี้ก็ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปอย่างมั่นคง คนที่คลิกตามเข้ามาทีหลังจะเห็นเพียงการแชร์ต่อ ๆ กันไป ส่วนในโพสต์ต้นฉบับมีเพียงลิงก์เดียวเท่านั้น
เทรนด์ฮิตที่แสนพิเศษนี้ดึงดูดผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ คฤหาสน์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของเมิ่งหนานซวี่เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น และผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มค้นพบ “ความลับ” ของพืชธรรมชาติ
มันคือเรื่องจริง! พืชธรรมชาติช่วยบรรเทาอาการพลังจิตคลั่งได้จริง ๆ!
เมล็ดพันธุ์ของอาร์เทมิสและสถาบันวิจัยวัฒนธรรมโบราณกลายเป็นสินค้าขาดตลาดในพริบตา วันที่หนึ่ง วันที่สอง… จนถึงวันที่เจ็ด เทรนด์ฮิตนี้ยังคงครองอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่น ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนได้
จำนวนแฟนคลับในห้องไลฟ์ของเมิ่งหนานซวี่พุ่งสูงขึ้นด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ จนกระทั่งเรื่องนี้ไปเข้าหูระดับสูงของสหพันธรัฐ เธอก็ได้กลายเป็นตัวตนที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องไปเสียแล้ว
เพล้ง!
“เอามันลงมาจากเทรนด์ฮิตเดี๋ยวนี้!” เสียงแหลมคมของหญิงคนหนึ่งดังขึ้น แฝงไปด้วยความอำมหิตที่ปิดไม่มิด
ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอถอนหายใจ: “อย่าว่าแต่เราจะเอามันลงได้ไหมเลย ต่อให้ทำได้ ตอนนี้มันก็สายไปแล้ว”
ใช่! สายไปแล้ว!
หญิงคนนั้นทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง เธอไม่เข้าใจเลยว่าพวกไพร่พวกนี้ไปแอบสุมหัววางแผนกันภายใต้จมูกของพวกเขาได้ยังไง
“พวกเราไม่ได้พ่ายแพ้แบบเสียเปล่าหรอก” ชายคนนั้นนั่งลงข้าง ๆ เธออย่างสง่างาม พลางจุดบุหรี่ที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ขึ้นสูบ
“พวกนั้น… กลับไม่มีใครหลุดปากออกมาเลยสักคำเดียว”
ภายใต้ควันบุหรี่ที่อบอวล สีหน้าของทั้งคู่ดูมืดมนและคาดเดาไม่ได้
มันคือปาฏิหาริย์ ตลอดเจ็ดวัน ทุกคนที่คลิกเข้าไปดูเทรนด์ฮิตต่างพากันปิดปากเงียบสนิทราวกับนัดกันมาเพื่อปกป้องความลับนี้ จนฝ่ายตรวจสอบข้อมูลของพวกเขาตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลย
“เหอะ” หญิงคนนั้นแย่งบุหรี่จากมือชายหนุ่มมาสูบเข้าปอดลึก ๆ “แล้วยังไงล่ะ ก็แค่พวกปลวกกลุ่มหนึ่ง”
รู้ความลับของพืชธรรมชาติแล้วยังไง? ใช่ว่าพวกเขาจะไม่มีแผนสำรองเสียเมื่อไหร่
ชายหนุ่มยื่นมือไปโอบเธอเข้าสู่อ้อมกอด: “เธอพูดถูก ถ้าไม่มีคนนำ พวกนั้นมันจะไปทำอะไรได้?”
มือเรียวขาวดึงคอเสื้อชายหนุ่มไว้ หญิงสาวพ่นควันจาง ๆ ใส่หน้าเขา: “ช่วยฉันด้วยนะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง: “งั้นก็… อยู่ที่ว่าเธอจะทำตัวดีแค่ไหนแล้วล่ะ”
“เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่?” เสียงของเหวินเหรินเย่แหบพร่า “เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ?”
จู่ ๆ ก็ป่าวประกาศเรื่องพืชธรรมชาติออกไปแบบนั้น! ไหนตกลงกันว่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปไง?
เมิ่งหนานซวี่ยื่นมือไปโอบไหล่เธอ กดแม่สาวงามมาดเย็นชาที่กำลังโกรธจัดให้นั่งลงบนเก้าอี้: “แหม แผนการมันตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทันนี่นา อย่าโกรธเลยนะ ดูสิฉันเตรียมอะไรไว้ให้!”
โดนัทหลากสีสันส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวน ราวกับจะพูดว่า: มองฉันสิ! ฉันอร่อยมากเลยนะ!
สายตาของเหวินเหรินเย่สั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเย็นชาตามเดิม: “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! ต่อให้เป็นของอร่อย วันนี้ก็อย่าหวังจะมาติดสินบนฉันได้!”
มองดูเพื่อนคนนี้ เมิ่งหนานซวี่อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น
การได้รู้จักเพื่อนแบบนี้ในยุคสมัยที่แปลกแยก ถือเป็นเกียรติของเธอจริง ๆ
“ยังจะมายิ้มอีก เธอยังยิ้มออกอีกเหรอ?” เหวินเหรินเย่แทบจะบ้าตายเพราะเธอ ผู้หญิงคนนี้ประกาศสรรพคุณของพืชธรรมชาติออกไปโดยไม่บอกกล่าวกันสักคำ เคยคิดถึงผลที่ตามมาบ้างไหม!
เธอยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล สุดท้ายจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ: “เธอรออยู่นี่นะ ฉันจะไปติดต่อหาใครหน่อย”
เมิ่งหนานซวี่ผู้รู้กาลเทศะพยักหน้าหงึก ๆ นั่งรออยู่บนเก้าอี้อย่างว่าง่าย
ไม่นานการติดต่อก็ถูกตอบรับ เหวินเหรินเย่ยืนอยู่ในสวนกุหลาบ เตรียมใจไว้พร้อม
“โอ้โฮ! ลมอะไรหอบน้องสาวสุดที่รักของพี่มาเนี่ย?” เสียงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มดังมาจากปลายสาย
เหวินเหรินเย่ปั้นหน้ายักษ์ พูดเข้าประเด็นทันที: “ไม่ต้องพูดมาก ส่งหน่วยคุ้มกันมาให้ฉันทีมหนึ่ง”
“น้องสาวนาน ๆ ทีจะเอ่ยปาก พี่ชายคนนี้ย่อมต้องจัดให้สิ แต่ว่า… เธอมีอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ?” แม้จะไม่ได้เปิดโหมดโฮโลแกรม แต่เหวินเหรินเย่ก็จินตนาการออกเลยว่าพี่ชายของเธอต้องทำหน้ากวนประสาทอยู่แน่ ๆ
เพื่อเพื่อนของเธอ เหวินเหรินเย่จึงต้องกัดฟันยอม: “แบ่งงานไปทำ 1 ใน 10 ส่วน!”
ฮือ ๆ อาซวี่ เธอรู้ไหมว่าฉันต้องเสียสละเพื่อเธอขนาดไหน! นั่นมันงาน 1 ใน 10 ส่วนของตระกูลเหวินเหรินเชียวนะ!