สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 87 ชีวิตประจำวัน
บทที่ 87 ชีวิตประจำวัน
ช่วงนี้เว่ยเชิงโม่ใช้ชีวิตราวกับขึ้นสวรรค์
งานในกองทัพมีเหล่ารองแม่ทัพผู้อเนกประสงค์คอยจัดการแทน ยามว่างก็มีเพื่อนสนิทที่มีความสนใจกว้างขวางคอยอยู่เป็นเพื่อน และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะได้คลอเคลียอยู่กับคนรักของเขา
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกสงสารเจ้าแมวยักษ์ของเธอ ช่วงหลายวันมานี้เธอจึงงัดเอาความสามารถทั้งหมดออกมาเพื่อบำรุงร่างกายให้เขา ตั้งแต่ซุปไก่สดตังกุยปักคี้ ไปจนถึงซุปขาหมูใส่ถั่วเหลือง จากซุปซี่โครงหมูตุ๋นน้ำใส ไปจนถึงซุปปลาสดใส่เต้าหู้ ยังไม่รวมถึงอาหารหลักหลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนไปทุกมื้อ ไม่ใช่แค่เวยเชิงโม่เท่านั้น แม้แต่บรรดา “ก้างขวางคอ” รอบตัวเขาก็พลอยรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้นตามไปด้วย
โดยเฉพาะมอร์ริสันจอมตะกละ ใบหน้าหน้าเด็กที่เดิมทีก็ดูอ่อนวัยอยู่แล้ว ตอนนี้กลมขึ้นจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า จนตอนนี้เขาต้องไปฝึกพิเศษในห้องฝึกอย่างน่าเวทนา
“ใครใช้ให้นายไปออเซาะขายความน่ารักใส่พี่สะใภ้ล่ะ!” ฉู่ชื่อคอยคุมการฝึกพลางพูดย้ำเติมอย่างสะใจ
มอร์ริสันอาศัยความหน้าเด็ก เข้าไปหลอกกินของอร่อยจากเมิ่งหนานซวี่บ่อย ๆ จนฉู่ชื่ออิจฉาตาร้อน เมื่อเห็นอีกฝ่ายดวงตกแบบนี้ เขาจึงมีความสุขมากเป็นพิเศษ
“เหอะ ฉันว่านายแค่หมั่นไส้ฉันมากกว่า!” มอร์ริสันหอบแฮก “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าใครขโมยเนื้อแห้งในตู้ฉันไปกิน!”
ฉู่ชื่อที่ขโมยเนื้อแห้งคนอื่นกินไม่มีท่าทีละอายใจเลยสักนิด กลับเถียงอย่างไม่พอใจว่า “ถ้านายไม่หน้าด้านแย่งส่วนแบ่งพวกเราไป เนื้อแห้งห่อนั้นมันก็ควรจะถูกแบ่งมาให้พวกเราเท่า ๆ กันสิ ฉันก็แค่กินในส่วนที่เป็นของตัวเองต่างหาก!”
ฉู่ชื่อพูดอย่างมีเหตุมีผลและมั่นใจมาก
มอร์ริสันแค่นเสียงหึ: “ของที่ให้ฉันก็คือของฉัน นั่นมันเป็นสิ่งที่ฉันหามาได้ด้วยความสามารถตัวเอง!”
ฉู่ชื่อปรายตามอง: “งั้นฉันก็ขโมยกินมาได้ด้วยความสามารถตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ!”
มอร์ริสัน: …… ไอ้บ้านี่! เถียงมันไม่ได้จริง ๆ!
ครึ่งชั่วโมงต่อมา มอร์ริสันที่ฝึกเสร็จและผู้คุมของเขาก็เดินออกมาจากห้องฝึก พอเลี้ยวตรงหัวมุมทางเดิน ก็ได้ยินทหารคนอื่น ๆ กำลังจับกลุ่มคุยกัน
“เที่ยงนี้พวกเราจะกินอะไรกันดี?”
“ได้ยินเถียนเหล่าถังบอกว่าจะเป็นจาจังมยอนล่ะ!”
เมิ่งหนานซวี่เริ่มช่วยปรับจูนสภาพจิตใจให้เหล่าทหารบนยานในช่วงหลายวันนี้ แน่นอนว่าเธอคนเดียวทำอาหารให้คนทั้งยานไม่ไหว แต่การคอยให้คำแนะนำเชฟชั่วคราวเหล่านั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เกินพอ
“ได้กินของอร่อยที่ไม่เคยรู้จักอีกแล้ว ลูกพี่จงเจริญ!”
“คนทำคือพี่สะใภ้ แต่นายจะตะโกนลูกพี่จงเจริญทำไมกัน?
“ถ้าไม่ใช่เพราะลูกพี่หน้าตาดี พวกเราจะมีพี่สะใภ้ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้เหรอ?”
“พูดมีเหตุผล! ลูกพี่เราทั้งเย็นชาทั้งแข็งทื่อ ถ้าไม่มีหน้าหล่อ ๆ นั่น พี่สะใภ้จะมองเขาเหรอ?”
เหล่าทหารต่างมี “ความเข้าใจในตัวเอง” เกี่ยวกับเจ้านายของตนสูงมาก
“น่ายินดีจริง ๆ ที่ใบหน้าหล่อเหลาของลูกพี่ได้ใช้ประโยชน์เสียที!”
“ขอบคุณพี่สะใภ้ที่ยอมเก็บลูกพี่ของพวกเราไป!”
“วันหน้าถ้าต้องรบ พวกเราต้องปกป้องหน้าของลูกพี่ไว้ให้ดีนะ! จะได้ให้เขาใช้ ‘หน้าตาปรนนิบัติคน’ ต่อไปได้!” มอร์ริสันที่ได้ยินทุกอย่างชัดเจนถึงกับกระตุกมุมปากให้ตายสิ ลูกพี่รู้ไหมเนี่ยว่าพวกนายแอบนินทาเขาแบบนี้?
“อัดเสียงไว้หมดแล้ว” ฉู่ชื่อพยักหน้าอย่างพอใจ
“คราวนี้มีข้ออ้างให้พวกมันฝึกเพิ่มแล้วสิ”
มอร์ริสัน: …… นายนี่มันร้ายจริง ๆ
แน่นอนว่า “จาจังมยอน” ของเมิ่งหนานซวี่ได้รับคำชมจากทุกคน เสียงขอเพิ่มอีกชามดังขึ้นไม่ขาดสาย
“เหล่าถัง” เชฟเวรวันนี้กินหมี่อย่างมีความสุข: “จาจังมยอนอร่อยเกินไปแล้ว! ฉันเสนอให้เอาเมนูนี้บรรจุลงในรายการอาหารหลักของเราเลย!”
คนอื่น ๆ ต่างพากันขานรับ
เมิ่งหนานซวี่ยิ้ม: “อาหารประเภทเส้นน่ะหลักการเดียวกันหมดค่ะ แค่เปลี่ยนซอสราดรสชาติก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วันหลังฉันจะสอนเพิ่มอีกสองสามอย่างนะคะ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย: “หรือจะไปรอดูในไลฟ์ของฉันก็ได้ค่ะ”
เหล่าถังสว่างว้า: “พี่สะใภ้ ห้องไลฟ์กู้คืนได้แล้วเหรอครับ?”
“ฉันกำลังจะย้ายไปไลฟ์ที่เจี้ยจื่อค่ะ” เมิ่งหนานซวี่เก็บกล่องอาหารที่จะเอาไปให้เวยเชิงโม่ “ถึงตอนนั้นฝากสนับสนุนด้วยนะคะ!”
เหล่าเชฟชั่วคราวมองหน้ากัน เห็นความดีใจในดวงตาของกันและกัน
“พวกเราไปแน่นอนครับ!”
“วันนี้กินจาจังมยอนเหรอ?” เว่ยเชิงโม่จำได้ทันทีที่เห็น เพราะเขาเคยได้ทานครั้งหนึ่งตอนอยู่ดาวเมืองหลวง
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้ายิ้ม ๆ
เว่ยเชิงโม่รับกล่องอาหารมา เขาย้ายเอกสารเร่งด่วนบนโต๊ะทำงานออกไป แล้วจัดวางอาหารลงบนโต๊ะ
“ไม่รู้ว่าซางซางกับเสี่ยวไป๋ทำอะไรกันอยู่บ้างนะ” เมิ่งหนานซวี่ถอนหายใจเบา ๆ
หลังจากรู้ข่าวเว่ยเชิงโม่บาดเจ็บ เธอฝากเด็กแฝดไว้กับเว่ยเชิงหลีแล้วบึ่งมาหาเขาทันทีเพราะสถานการณ์คับขัน จนเธอไม่มีเวลาแม้แต่จะบอกลาเด็ก ๆ
แม้หลังจากนั้นจะมีการสื่อสารผ่านโฮโลแกรม แต่ภาพเสมือนจริงจะไปสู้ตัวจริงได้อย่างไร? เมิ่งหนานซวี่คิดถึงพวกเขาจริง ๆ
เว่ยเชิงโม่ปลอบ: “พรุ่งนี้พวกเราก็จะกลับถึงดาวเมืองหลวงแล้วครับ”
ได้ยินแบบนั้น เมิ่งหนานซวี่ก็ดีใจอยู่พักหนึ่ง แต่ครู่เดียวเธอก็กลับมาซึมอีก
มีเด็ก ๆ อยู่ข้างกาย แต่เจ้าแมวยักษ์ก็ต้องไม่อยู่อีก รักทางไกลนี่มันน่าเบื่อจริง ๆ!
เหมือนจะมองออกว่าเธอไม่สบายใจ เว่ยเชิงโม่ยื่นมือไปลูบผมเธอเบา ๆ: “กลับไปคราวนี้ ผมน่าจะไม่ต้องไปไหนอีกแล้วล่ะ”
เมิ่งหนานซวี่มองมาด้วยความประหลาดใจ ดวงตาสีอำพันเป็นประกายด้วยความยินดี
เว่ยเชิงโม่ถูกมองจนใจเต้นแรง
อาซวี่ ทำไมน่ารักขนาดนี้นะ!
เขาข่มความตื่นเต้นในใจ แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ตัวเองยังรู้สึกว่าอ่อนโยน: “คราวนี้ผมสังหารสัตว์ร้ายดวงดาวระดับ 9 ที่ก่อความวุ่นวายบริเวณชายแดนได้ ผลงานที่สะสมไว้น่าจะเพียงพอสำหรับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว”
“แปลว่าคุณจะได้ย้ายตำแหน่งเหรอคะ?” เมิ่งหนานซวี่เอียงคอถาม พลางไม่ลืมคีบกับข้าวให้เขา
วันนี้เธอทำพะโล้รสชาติเยี่ยม แมวยักษ์น่าจะชอบ
“เป็นไปไม่ได้หรอก” เว่ยเชิงโม่ส่ายหน้า “พวกนั้นมีแต่จะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้ผมโดนสั่งพักงาน”
แรงต้านของเขาไม่ได้มาจากสภาโต๊ะกลมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากพ่อของเขาเองด้วย
ชายที่ให้ความสำคัญกับอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดคนนั้น ไม่มีทางยอมให้เขาเลื่อนตำแหน่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้แน่ เพราะเขากลัวว่าลูกชายจะขึ้นมาแทนที่เขา
พอนึกถึงตรงนี้ เว่ยเชิงโม่ก็รู้สึกสมเพช พ่อคนหนึ่งถึงกับต้องหวาดกลัวลูกชายตัวเอง
เมิ่งหนานซวี่ตกใจกับข้อมูลที่ได้รับ: “แล้วจะทำยังไงดีคะ?”
“ซ้อนแผนไงล่ะ” เว่ยเชิงโม่ยิ้มและขยิบตาให้เธอ “ถึงตอนนั้นคุณก็รู้เอง ตอนนี้กินข้าวให้อร่อยก่อนดีกว่า”
“ก็นะ จาจังมยอนที่คุณทำน่ะ หอมจริง ๆ”
เรื่องแผนการร้ายอะไรนั่น ช่างมันไปก่อนเถอะ ตอนนี้อาหารอร่อยสำคัญที่สุด
พอกินเสร็จ เว่ยเชิงโม่ก็ลงมือเก็บกวาดเอง หุ่นยนต์ทำความสะอาดวิ่งวนรอบนิ้วมือเขา เพียงชั่วพริบตาจานชามก็สะอาดกริบ
เขาหันกลับมา ก็พบว่าเมิ่งหนานซวี่กำลังนั่งเท้าคางมองเขาอยู่
“มีอะไรเหรอครับ?” เว่ยเชิงโม่ถามพร้อมรอยยิ้ม
เขาหล่อเหลาไร้ที่ติอยู่แล้ว พอแย้มยิ้มออกมาแบบนี้ยิ่งทำให้ใจสั่น
ผู้ชายคนนี้… เป็นของเธอนะ…
เมิ่งหนานซวี่ถูกเสน่ห์มอมเมาจนมึนหัว ในใจพลันเกิดความรู้สึกรับผิดชอบอย่างแรงกล้า
“ไม่เป็นไรนะ ถึงคุณจะโดนพักงานจริง ๆ หรือไม่มีแผนสำรองเหลือแล้ว” เมิ่งหนานซวี่พูดอย่างจริงจัง
“ก็ยังมีฉันนะ!”
“ฉันเลี้ยงคุณเอง!”
แมวของตัวเอง ก็ต้องเลี้ยงเอง! ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน!
เว่ยเชิงโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ และภายใต้สายตาที่ตระหนกเล็กน้อยของเมิ่งหนานซวี่ เขาบรรจงจูบที่หน้าผากเธอเบาๆ
“ขอบคุณนะอาซวี่ของผม…”
แววตาของเขาช่างอ่อนโยนขอบคุณสวรรค์ ที่ส่งเธอมาอยู่ข้างกายเขา เมิ่งหนานซวี่ถูแก้มตัวเองแรง ๆ รู้สึกเหมือนหัวใจจะกระเด็นออกมาข้างนอก
เจ้าแมวยักษ์นี่ทำผิดกติกาเกินไปแล้ว!
เสียงของ 521 ก็ดูเลื่อนลอย: [อาหารหมาเยอะจัง ผมจะโดนยัดจนตายแล้ว!]
1314 พูดถูกจริง ๆ โฮสต์มีความรัก ระบบบาดเจ็บ แต้มบุญไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ท้องกางเพราะอาหารหมาเนี่ย เอิ๊ก! (เสียงเรอ)
เมิ่งหนานซวี่พักอยู่พักใหญ่กว่าจะกลับมาเป็นปกติ เธอตัดสินใจหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
“521 เธอเคยบอกว่าภารกิจอาชีพที่ 3 สำเร็จแล้วใช่ไหม?”
[ใช่ครับโฮสต์]
เมิ่งหนานซวี่พูด: “งั้นเรามาดูรางวัลภารกิจกันเถอะ”
เธอเปิดระบบผู้ช่วยขึ้นมา และเห็นสัญลักษณ์ว่าภารกิจอาชีพที่ 3 สำเร็จแล้วจริงๆ
[รางวัลภารกิจส่งมอบแล้ว: 1. กายเนื้อกลับคืน 30%; 2. เบาะแสชาติกำเนิดร่างเดิม ×1; 3. เคล็ดวิชาฝึกฝนพลังจิต ×1]
521 เอ่ย: [ถ้าภารกิจหน้าสำเร็จ โฮสต์ก็จะสามารถฟื้นฟูพลังพิเศษจากวันสิ้นโลกได้แล้วนะครับ!]
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้า เมื่อพลังไม้กลับมา การเร่งโตของพืชก็จะง่ายขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่เมิ่งหนานกุยทิ้งไว้ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
เธอมองรางวัลที่เหลืออีกสองอย่าง และเลือก “เคล็ดวิชาฝึกฝนพลังจิต” ก่อน
ของจากระบบย่อมเป็นของชั้นเลิศ เคล็ดวิชานี้ไม่ต้องให้ผู้ใช้มานั่งทำความเข้าใจหรือวิจัยเอง แต่มันถูกประทับลงในห้วงจิตสำนึกของเมิ่งหนานซวี่โดยตรง
เธอไม่มีเวลาศึกษามันอย่างละเอียดในตอนนี้ แต่พุ่งความสนใจไปยังรางวัลสุดท้าย เธอส่งพลังจิตเข้าไปในการ์ดใบเล็กนั้น ตัวอักษรภายใต้หมอกควันค่อย ๆ ปรากฏขึ้น…
“เมิ่งซือซิ่ง, หลี่หยวนจง”