เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ - บทที่ 513
บทที่ 513 เจียงตงเปลี่ยนเจ้า เพลิงบนสวรรค์จับตามอง
เจียงตง นอกนครหลวงเทียนอู๋
เพียงเห็นเมฆดำบดบังเมือง เผยให้เห็นกองทัพใหญ่ตระการตา สุดสายตาคือผู้คนแน่นขนัด อาวุธส่องประกายเรียงราย ผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้า คือบุรุษสง่างามผู้หนึ่ง
อ๋องพิทักษ์ทักษิณ อู๋ไท่อัน
นับตั้งแต่ได้รับสารเร่งด่วนจากรองมหาเสนาบดีหลี่ไท่อัน แล้วนำทัพเร่งรีบมายังนครหลวงเทียนอู๋ เวลานี้สภาพจิตใจของอู๋ไท่อัน อธิบายได้เพียงว่า
ห้าวหาญเกรียงไกร
ทว่าความภาคภูมิใจเหล่านี้กลับถูกเขาซ่อนไว้ลึกในใจ ภายนอกยังคงแสร้งทำเป็นทุกข์ร้อนยิ่งนัก เขาใช้ญาณทัศนะสอดส่องไปยังนครเทียนอู๋ ที่เพราะศึกประลองยุทธ์ทำให้วุ่นวายราวหม้อเดือด เต็มไปด้วยชีวิตพลุ่งพล่าน หมื่นสิ่งกำลังแย่งชิง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแรง ๆ ก่อนจะตบมือตนเองดังปัง
“ให้ตายเถอะ ราชสำนักเต๋าเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้!”
ขณะที่ตำหนิ อู๋ไท่อันก็ยังไม่ลืมที่จะตะโกนในใจว่า
‘ดี! สู้ต่อไป! ฆ่ากันต่อไป!’
แม้เวลานี้เขาจะยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับรองมหาเสนาบดี รองมหาอุปราช และรองมหาอาจารย์ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งนครหลวงเทียนอู๋ การร่วมมือกันชั่วครั้งชั่วคราว ย่อมมิอาจเปลี่ยนแปลงรากฐานของจุดยืนได้
ดังนั้น ถึงแม้จริง ๆ แล้วเขาจะมาถึงตั้งแต่เนิ่น ๆ เขาก็ยังจงใจรั้งเวลาไว้ รอจนกระทั่งคาดการณ์ได้ว่าเหล่าขุนนางถูกฆ่าตายหรือบาดเจ็บไปแล้วสี่ถึงห้าส่วน ที่ว่างในตำแหน่งขุนนางกำลังเหมาะเจาะพอดีที่จะให้เขาสอดแทรกคนของตนเองเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ จากนั้นจึงค่อยออกคำสั่งให้กองทัพเคลื่อนเข้าสู่นครหลวงเทียนอู๋อย่างสบายใจ
แต่ทว่าในวินาทีถัดมาเอง
กลับเห็นแสงสว่างของค่ายกลพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ขวางปิดหนทางเข้าสู่เมืองโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้อู๋ไท่อันขมวดคิ้วทันใด
“ช่างกล้าหาญนัก!”
สายตาของอู๋ไท่อันกวาดมองไป ก่อนจะเห็นร่างหนึ่งที่คุ้นเคย ปรากฏอยู่ท่ามกลางแสงค่ายกลแห่งนครหลวงเทียนอู๋ นั่นคือ
เซียวซาน
อสูรบำเพ็ญเพียรที่เป็นคนแรกซึ่งเข้าร่วมกับลวี่หยาง!
“เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนั้น? กรมพระนครบาลมิใช่มีหน้าที่รักษาเมืองมิใช่หรือ?”
อู๋ไท่อันภายในใจกลับยินดีลึก ๆ แต่สีหน้ากลับแสดงออกอย่างองอาจเที่ยงธรรม:
“ให้ตูฮ่วนออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้! หยุดการกระทำอำมหิตของกรมพระนครบาลโดยพลัน!”
“กรมพระนครบาลยึดตามกฎหมาย ปฏิบัติเพื่อความมั่นคงแห่งราชสำนักเท่านั้น”
เซียวซานยิ้มบาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
“ท่านตูฮ่วนมีภารกิจสำคัญอื่นอยู่ เหตุใดท่านอ๋องไม่พักรอก่อน ภายหลังท่านตูฮ่วนจะออกมาอธิบายด้วยตัวเอง?”
“เหลวไหล!”
อู๋ไท่อันถึงกับเดือดดาล ตวาดลั่นว่า:
“พวกเจ้าพวกสติแตก! การเฆี่ยนขุนนางทั้งราชสำนักนั้น เพื่อความมั่นคงของทางการอย่างนั้นรึ?”
“พวกกบฏเช่นเจ้า จงอยู่ให้สงบ! มิฉะนั้นวันนี้ข้าจะใช้วิชาเทพส่งพวกเจ้าทีละคนขึ้นสวรรค์ไปให้หมด!”
สิ้นคำ อู๋ไท่อันก็ตั้งสมาธิเร่งเคลื่อนพลัง วิชาเทพสายแล้วสายเล่าก็โคจรทำงาน สายธารพลังพุ่งฟุ้งออกมาเบื้องหน้า ขณะเดียวกันกองทัพที่อยู่เบื้องหลังก็เริ่มจัดกระบวนทัพเข้าประจัญบานอย่างพร้อมเพรียง — ชัดเจนแล้วว่า เขาตั้งใจจะ
บุกพังประตูเมืองโดยกำลัง!
แต่แล้วในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ค่ายกลป้องกันนครหลวงเทียนอู๋ที่สว่างเรืองรองกลับสั่นสะเทือนขึ้นกะทันหัน!
เดิมทีพลังปราณมหาศาลฟุ้งกระจายชั่วนภา บัดนั้นกลับราวกับสายน้ำไร้รากเหง้า ค่อย ๆ ดับมอดลงจนสิ้น เซียวซานที่ยืนเฝ้าอยู่บนกำแพงเมือง หันหลังกลับมอง ก็เห็นแสงเรืองวิบวับสามสายเหินทะลวงฟ้าเข้ามา — ไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือ
รองมหาเสนาบดี รองมหาอาจารย์และรองมหาอุปราชทั้งสามคน!
“เปิดทาง! ต้อนรับอ๋องพิทักษ์ทักษิณเสด็จเข้านครหลวง!”
เป็นหลี่ไท่อันผู้เอื้อนเอ่ยเสียงดังลั่นเป็นคนแรก — เขายังเป็นผู้ลงมือคลายค่ายกลของนครหลวงเทียนอู๋ด้วยตนเอง!
ก้าวหมากสำคัญนี้เองที่เพียงพอจะ
พลิกชี้ขาดชะตากรรม
‘บัดนี้ กรมพระนครบาลกับกองทัพทั้งห้ารุมปราบเหล่าขุนนางทั้งสิ้น — ย่อมทำให้เจ้ามังกรปีศาจนั้นสูญสิ้นความน่าเชื่อถือในสายพระเนตรองค์รัชทายาทและพระอัครมเหสีไปแล้ว
หากสามารถให้อ๋องพิทักษ์ทักษิณเสด็จเข้านคร และรักษา “ตราประทับขององค์จักรพรรดิ” ไว้ในมือ — เช่นนั้นทิศทางย่อมถูกกำหนดโดยสิ้นเชิง!
ไม่ว่ามังกรปีศาจนั้นจะดิ้นรนปานใด สุดท้ายก็ไม่แคล้ว
หนทางแห่งความพินาศ
!’
คิดถึงตรงนี้ หัวใจของหลี่ไท่อันพลันสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นเร่าร้อน
ชั่วอึดใจเดียว สายตาของเขาก็แข็งกร้าวดุจเหล็กกล้า จ้องเขม็งใส่เซียวซานและเหล่ากรมพระนครบาลบนกำแพงเมือง:
“ขอเชิญอ๋องพิทักษ์ทักษิณเสด็จบุกปราบ — สังหารพวกกบฏเหล่านี้ให้สิ้นเถิด!”
เซียวซานได้ยินดังนั้นก็พลันสายตาเคร่งขรึม
หากเป็นเมื่อก่อน เขาเกรงว่าคงคุกเข่าขอชีวิตไปแล้ว แต่หลังจากได้ลิ้มรส
อำนาจของกรมพระนครบาล
อีกทั้งรับผลประโยชน์และของกำนัลจากลวี่ยางไม่หยุดหย่อน เข่าคู่นี้ของเขาก็ไม่มีวันก้มลงให้ผู้ใดได้อีกต่อไป ต่อให้ต้องก้ม เขาก็จะก้มลง
ต่อคนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!
คิดได้ดังนี้ เซียวซานก็เปล่งเสียงดังก้องออกมา: “กรมพระนครบาลฟังคำสั่ง…ภักดี!”
“ภักดี! สัตย์ซื่อ!”
เสียงก้องสะท้อนต่อเนื่องราวคลื่นทะเล
นอกจากเพียงส่วนน้อยที่หวาดกลัวแล้วหลบหนีไป ส่วนใหญ่ของเหล่าผู้ฝึกตนแห่งกรมพระนครบาลกลับยังยืนหยัดมั่นคง ไม่ขยับถอยแม้ก้าวเดียว
ในดวงตาของอ๋องพิทักษ์ทักษิณ อู๋ไท่อัน ปรากฏประกายประหลาดใจวาบหนึ่ง ทว่าทันใดนั้น ความประหลาดใจก็กลับกลายเป็น
ความอาฆาตรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ห้าวิชาเทพหมุนเวียนประสานกัน แสงอานุภาพก่อรูป เพียงชั่วพริบตา กำลังจะฟาดลงดุจสายฟ้าทลายฟ้า!
ทว่าทันใดนั้นเอง
“
ราชโองการมาถึง…!
”
เสียงแหลมกังวานฉีกทำลายบรรยากาศอันอึมครึมชวนอึดอัด ทุกผู้คนในที่นั้นพลันชะงัก ก่อนจะหันขวับไปยังขบวนที่ปรากฏ ณ ต้นเสียง
“…ขบวนจากในวัง?”
แววประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้าของ
รองมหาเสนาบดี หลี่ไท่อัน
แต่เมื่อสายตาของเขาเห็นชัดว่าใครยืนอยู่เบื้องหน้า ความประหลาดใจนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความสะทกสะท้านและหวาดหวั่นสุดขีด
“ตูฮ่วน!?”
ลวี่ยาง
เดินนำหน้าออกมา ยกมือคำนับพลางยิ้มบาง ๆ: “คารวะท่านทั้งหลาย”
จากนั้นหันมามองอ๋องพิทักษ์ทักษิณ อู๋ไท่อัน แย้มรอยยิ้มอ่อนโยน: “ท่านอ๋อง มิได้พบกันนานแล้วนะ”
“ตูม!”
เสียงคำรามสนั่นดังขึ้น ยังไม่ทันให้คำพูดของลวี่ยางจบลง
รองมหาเสนาบดี หลี่ไท่อัน
ก็ไม่คิดจะสนทนาหรือแม้แต่ประวิงเวลา!
เขาเลือกที่จะลงมือก่อนโดยพลัน!
พลังกระบวนเวทอันเจิดจ้าแผ่ซ่านออกมาราวกับจะบดกลืนทุกสรรพสิ่ง
แสงแห่งวิชาเทพพวยพุ่งปกคลุมร่างของลวี่ยางทันที!
ด้วยสัญชาตญาณอันแรงกล้า หลี่ไท่อันรู้ชัด
ห้ามปล่อยให้ลวี่ยางเอ่ยวาจาต่อไปเป็นอันขาด!
หากเขาเปิดปากเพียงไม่กี่คำ ทุกแผนการที่บ่มเพาะมาอย่างยาวนานจะถูกพังทลายสิ้น มิหนำซ้ำ อำนาจทั้งราชสำนักแห่งเต๋า และแผ่นดินเจียงตงล้วนจะพลิกผันเข้าสู่หายนะ!
ถึงเวลานั้น… อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้เป็นเหล่าขุนนางเสนาบดีทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ของราชสำนัก ก็ไม่มีใครหลุดพ้นจากการถูกกวาดล้าง!
ทว่าสายเกินไปแล้ว
เบื้องหน้าพลังอานุภาพที่ถาโถมมา ลวี่ยางกลับ
ไม่แม้แต่จะคิดตอบโต้
เพียงแค่เอื้อมมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วค่อย ๆ หยิบตราประทับสีทองเจิดจ้าออกมาจากอกอย่างแผ่วเบา
ตราประทับขององค์จักพรรดิ!
และรอบๆตราประทับ ตำแหน่งขุนนางของผู้บัญชาการกองทัพทั้งห้าราวกับหมู่ดาวล้อมจันทร์ก็เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวน สุดท้ายก็กลายเป็นตำแหน่งขุนนางที่อยู่เหนือกว่าทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ:
【ดุจดังข้ามาด้วยตนเอง】!
“
พลั่ก!
”
ในพริบตานั้นเอง —
รองมหาเสนาบดี หลี่ไท่อัน, รองมหาอาจารย์ เจิ้งผิงอี๋, รองมหาอุปราช ข่งชิงเซียว, อ๋องพิทักษ์ทักษิณ อู๋ไท่อัน รวมถึงขุนนางราชสำนักทุกคนที่อยู่ในที่นั้น…
ต่างทรุดกายลงคุกเข่าอย่างมิอาจต้านทานได้!
ลวี่ยางเห็นดังนั้นก็เผยยิ้มพึงใจ ก่อนจะหยิบเอาม้วนเอกสารออกมา
“
พระราชเสาวนีย์ของพระอัครมเหสี เหล่าขุนนางจงฟัง!
”
ม้วนเอกสารคลี่ออก แสงทองเปล่งปลั่งเจิดจ้า และในทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังออกมา เสียงนั้นชวนให้รู้สึกเหมือนผ่านศึกหนักมาไม่นาน ฟังดูอ่อนแรง แต่กลับแฝงความอ้อยอิ่ง เย้ายวน
“
ทุกเรื่องราวได้สิ้นสุดลงแล้ว รองมหาเสนาบดีหลี่ไท่อัน
”
ทันใดนั้น หลี่ไท่อันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “
พระอัครมเหสี! ท่าน…!?
”
แต่เขาไม่ทันได้เอ่ยต่อ เสียงของพระอัครมเหสีก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“
เพราะความเห็นแก่ตัวของพวกท่าน ทำให้พระนครหลั่งเลือด ข้าในใจมิอาจจะทนทาน…
”
ถ้อยคำยังไม่ทันสิ้น ลวี่ยางก็เอามือเคาะเบา ๆ ที่ม้วนเอกสาร พลางกระซิบเตือนว่า
“
แข็งกร้าวกว่านี้หน่อย
”
“
โอ้, ก็ได้…
”
เสียงของพระอัครมเหสีหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด กังวานก้อง:
“
ข้ากับตูอ้ายชิงได้เจรจากันแล้ว ขุนนางทั้งหมดจงกลับไปยังจวนในทันที
”
“นอกจากนี้
หลี่ไท่อัน เจิ้งผิงอี๋ ข่งซิงเซียว นับจากนี้ไปถอดยศรองมหาเสนาบดี รองมหาอาจารย์และรองมหาอุปราชของพวกท่าน
, เข้าใจหรือไม่? นับจากนี้ไป พวกท่านก็ไม่มีอะไรแล้ว! มิใช่ศิษย์ของสามมหาเสนาบดีอีกต่อไป ขุนนางทั้งหมดจงฟังคำสั่งของกรมพระนครบาลและกองทัพทั้งห้า”
“
ส่วนอ๋องพิทักษ์ทักษิณ อู๋ไท่อัน เจ้ากล้าสั่งเคลื่อนพลเข้าสู่ราชธานีโดยพลการ นี่คือความผิดใหญ่ฐานกบฏ! เราสงสัยเจ้าลอบสมคบกับสำนักมารแห่งเจียงเป่ย บัดนี้ จงถูกจับกุม และส่งเข้าสู่กรมพระนครบาลเพื่อลงโทษด้วยการสอบสวนอย่างเข้มงวดทันที!
”
สิ้นสุรเสียง พระราชโองการที่ส่องสว่างก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
ลวี่ยางเพียงเผยยิ้มมุมปาก “
กรมพระนครบาลย่อมปฏิบัติตามพระบัญชาของพระอัครมเหสี! รองมหาเสนาบดี, รองมหาอุปราช, รองมหาอาจารย์ และอ๋องพิทักษ์ทักษิณ — ล้วนเป็นสายลับแห่งสำนักมาร!
”
“
ด้วยพระราชโองการ — ถอดถอนตำแหน่งทั้งหมด!
”
สิ้นวาจานั้น — แสง
【ดุจดังข้ามาด้วยตนเอง】
บนกระหม่อมของลวี่ยางก็พลันเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับตะวันกลางนภา เพียงชั่วพริบตา ตำแหน่งขุนนางทั้งหลายของหลี่ไท่อันและผู้อื่น ๆ ถูกชิงถอดถอนสิ้น!
ศึกใหญ่สิ้นสุด — ชะตากรรมตัดสินแล้ว!
“ผ่านการขบคิดและวางหมากมามากมาย…ในที่สุด แคว้นเจียงตงก็ตกอยู่ในกำมือข้าเสียที!”
ขณะนั้นเอง ลวี่ยางเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า เห็นเพียงหมู่ดาราที่เคยส่องเพียงริบหรี่คล้ายแสงหิ่งห้อย บัดนี้กลับเจิดจ้าดั่งเปลวคบเพลิง ลุกโชติช่วงดุจตะเกียงนับพันนับหมื่น!
เพลิงบนสวรรค์!
ณ ขณะที่ลวี่ยางกุมอำนาจแห่งราชสำนักไว้โดยสิ้นเชิง ตำแหน่งมรรคผลสูงสุด ที่เลือกสรรอย่างถึงที่สุดนี้ ในที่สุดก็ได้ทอดสายตาที่แม้จะอ่อนแอ แต่ก็มีอยู่จริงมาให้แก่เขา!