หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 920 วันมงคล
เล่มที่ 31 ตอนที่ 920 วันมงคล
“ฮูหยินอวิ๋น ฝีมือการเย็บปักของท่านดียิ่งนัก แต่ว่า…” หลังจากทำงานมาทั้งวัน แขนเสื้อในมือของฮูหยินอวิ๋นก็เริ่มเป็นรูปร่าง ดอกเหลียนหลีฮวาดุจของจริงบริเวณแขนเสื้อทำให้ชุดแต่งงานอันเรียบง่ายดูงดงามขึ้นไม่น้อย
กลับกัน ชุดแต่งงานในมือของซูฉิน เดิมทีคิดจะปักลายมังกรทะยานฟ้าสีทอง แต่ตัวมังกรขดแน่นเช่นนี้ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก ยามนี้ยิ่งมอง นางยิ่งรู้สึกถึงความอ่อนด้อยของตน
“ฮองเฮาอย่าใส่พระทัยเป็นอันขาด งานเย็บปักมิใช่เรื่องที่จะฝึกได้ในวันสองวัน ตอนนี้เวลาเร่งรัด สิ่งสำคัญก็คือน้ำใจของเหนียงเหนียง หากเหนียงเหนียงไม่ชอบจริงๆ มิสู้วางลงเถิด แล้ววันสองวันนี้หม่อมฉันจะช่วยปักให้ตอนกลางคืน คงจะเสร็จทันเวลา” ฮูหยินอวิ๋นกล่าวปลอบ แต่ซูฉินกลับส่ายหน้า
“ไม่ หลายปีมานี้ข้ามิอาจทำสิ่งใดเพื่อหลิงเอ๋อร์ได้เลย ข้ามิยอมยืมมือคนอื่นในเรื่องปักชุดแต่งงานเช่นนี้แน่” นางก้มหน้าลงมองเข็มด้ายในมือตน เริ่มแก้อีกครั้ง อย่างไรเสียเกินย่อมดีกว่าขาด นางไม่อยากให้บุตรชายของตนสวมชุดมังกรที่ดูไม่ได้ไปปรากฏตัวในวันมงคลเช่นนั้น
“ฮองเฮาเพคะ นี่…”
“รบกวนเวลาฮูหยินอวิ๋นอีกสักครู่ได้หรือไม่ ดูเหมือนฝีเข็มของข้าไม่ถูกต้องนัก”
ฮูหยินอวิ๋นเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายได้โดยพลัน นางแย้มยิ้มเล็กน้อย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ให้หม่อมฉันสอนท่านปักฝีเข็มที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงแก่ท่านเป็นอย่างไร ตอนนี้เวลาเร่งรัด เหนียงเหนียง ท่านดู…”
ภายในห้อง สตรีทั้งสองใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ฮูหยินอวิ๋นสอนอย่างอดทนทีละขั้น ส่วนสตรีงามยิ่งดูก็ยิ่งเหม่อลอย ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของบุรุษร่างกำยำบริเวณประตู ในดวงตาเจือไปด้วยรอยยิ้มจนใจ
อวิ๋นมู่หมุนตัวเดินจากไป กลัวตนจะไปรบกวนมารดาผู้กระตือรือร้นทั้งสอง
เมื่อเห็นรอยยิ้มจากใจของฮูหยินตน เรียกได้ว่าคิ้วที่ขมวดแน่นในหลายวันมานี้ของนางคลายออกได้แล้ว คิดไปก็ถูก มิใช่ว่าพวกเขาสองคนรู้สึกผิดต่ออวิ๋นซูเป็นอย่างยิ่งหรือไร ตอนนี้ได้ทำอะไรเพื่ออวิ๋นซู อารมณ์ของฮูหยินอวิ๋นคงดีขึ้นบ้าง
อวิ๋นมู่เดินอยู่บนระเบียงทางเดินเพียงลำพัง ระยะนี้ฮูหยินอวิ๋นมักถามถึงอาการป่วยของอวิ๋นซูกับเขา เขากลัวว่านางจะกังวลจึงทำได้เพียงกล่าวในแง่ดี แต่กระทั่งตอนนี้พวกเขาก็ยังมิอาจแก้ปัญหาได้ อย่างไรเสียยาก็เป็นพิษอยู่สามส่วน ผู้ใดก็ไม่กล้าทดสอบตามใจ ส่วนนายท่านทั้งหลายแม้มิได้ถามถึงฐานะที่แท้จริงของอวิ๋นซู แต่จะมากจะน้อยพวกเขาก็คงรู้สึกได้บ้าง
อวิ๋นมู่เพียงกล่าวกับพวกเขาว่าเป็นบุตรีของผู้อื่น บางทีใครหลายคนอาจคิดว่าฮูหยินอวิ๋นเห็นอวิ๋นซูเป็นตัวแทนของบุตรีตนเอง
ในใจราวกับมีหินก้อนหนึ่งกดทับ อวิ๋นมู่มิอาจรับประกันได้ว่าจะมีผลลัพธ์เช่นไร เขาเพียงอยากชดเชยให้อวิ๋นซูอย่างสุดความสามารถ อย่างน้อยก็ช่วยเติมเต็มความต้องการในอดีตของนาง
“องค์ชายใหญ่ ขอเวลาท่านสักครู่ได้หรือไม่?”
ภายในห้อง เฟิ่งหลิงกำลังหารือเรื่องของแคว้นเหลียนอยู่กับหลานอวิ๋น ด้านหลังมีเสียงอวิ๋นมู่ดังแว่วมา
เขาหันกลับไป เห็นอวิ๋นมู่ยืนอยู่บริเวณนั้นด้วยใบหน้าจริงจังจึงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลานอวิ๋น
บุรุษถอยออกไปอย่างรู้ความ อวิ๋นมู่ปิดประตูเบาๆ มองไปที่ประตูด้วยสายตาลึกล้ำแฝงความหมาย “ความจริงกระหม่อมมีเรื่องต้องการหารือกับองค์ชาย”
“นายท่านอวิ๋นไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เป็นเรื่องซูเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”
อวิ๋นมู่มารบกวนเฟิ่งหลิงน้อยครั้ง หากรบกวนย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวกับอวิ๋นซู
“เชื่อว่าองค์ชายใหญ่คงทราบเกี่ยวกับสภาพร่างกายของซูเอ๋อร์ในตอนนี้ดี แม้ท่านทั้งสองจะอภิเษกกันแล้ว แต่…หวังว่าองค์ชายจะใคร่ครวญถึงสุขภาพของซูเอ๋อร์ วันหน้าโปรดอย่าเร่งรัดให้นางมอบทายาทแก่ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน”
เฟิ่งหลิงชะงักไปชั่วครู่ ไม่นานก็มีปฏิกิริยากับความหมายในคำพูดของอวิ๋นมู่ เขาหน้าแดงโดยพลัน รีบหลุบตาลง “เฟิ่งหลิงเข้าใจแล้ว”
องค์ชายใหญ่เป็นบุรุษสุขภาพดี อวิ๋นมู่ทราบว่าทำเช่นนี้จะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อเขา แต่เขาคำนึงถึงสุขภาพของบุตรีอันเป็นที่รักจึงจำเป็นต้องออกหน้ากล่าวเตือนเฟิ่งหลิงเสียหน่อย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กระหม่อมไม่รบกวนการหารือขององค์ชายใหญ่แล้ว”
หลังจากกล่าวประโยคนี้จบ บุรุษร่างกำยำก็เดินจากไป เพียงไม่นานหลานอวิ๋นที่อยู่บริเวณประตูก็เดินเข้ามา ยิ้มมองเฟิ่งหลิงด้วยสายตาหยอกล้อ “ท่าทีของนายท่านอวิ๋นจริงจังยิ่งนัก หรือว่าท่านรังแกคุณหนูโกง?”
เฟิ่งหลิงรีบเก็บสีหน้าถลึงตาใส่อีกฝ่าย ทว่าในใจกลับเกิดคลื่นกระเพื่อมเพราะคำพูดเมื่อครู่นี้ของอวิ๋นมู่
ยามนี้เมื่อคิดดูแล้ว เขากับอวิ๋นซูกราบไหว้ฟ้าดินแล้ว นับว่าเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง
สามีภรรยา…ตอนนี้นางกลายเป็นภรรยาของตนแล้วจริงๆ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้หัวใจของเฟิ่งหลิงรู้สึกอบอุ่น บนโลกใบนี้มีบุคคลใกล้ชิดเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นในใจ
“องค์ชาย? องค์ชาย?” หลานอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป โบกไปมาเบื้องหน้าเฟิ่งหลิง อีกฝ่ายจึงค่อยได้สติกลับมา “อืม ไม่เป็นไร ต่อกันเถิด…”
…
ยามค่ำคืน ภายในห้องของซูฉินยังคงมีแสงเทียนส่องสว่าง
ฮูหยินอวิ๋นถือโคมไฟเดินผ่านนอกหน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในห้อง
พบว่าข้างโต๊ะ สตรีงดงามเพริศพรายกำลังปักชุดแต่งงานสีแดงในมืออย่างจริงจัง ในดวงตามีเพียงเข็มและด้าย ใบหน้างดงามราวกับภาพวาดที่มีเพียงหนึ่งเดียว เวลาทั้งหมดคล้ายจะสงบนิ่งเมื่ออยู่ข้างกายนาง
เมื่อมองไปอีกครั้ง ยังคงทำให้ฮูหยินอวิ๋นรู้สึกแปลกใจ
บนร่างของนางราวกับปกคลุมไปด้วยรัศมีของมารดา ทั้งยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ ซูฉินมิได้สังเกตเลยว่าฮูหยินอวิ๋นยืนสังเกตตนอยู่นอกหน้าต่าง เข็มและด้ายปักลงไปอย่างจริงจังเพียงนั้น ลมหนาวพัดมา ฮูหยินอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะปิดหน้าต่างแทนนาง
เช้าวันนี้ยามเมื่ออวิ๋นซูตื่นขึ้นมา ด้านนอกเต็มไปด้วยทัศนียภาพอันวิจิตรงดงาม ในสายที่ลมพัดมาคละเคล้าไปด้วยกลิ่นของใบไผ่อันสดชื่น ทำให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก
นางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง เรือนพักเล็กๆ ในวันนี้เงียบสงบจนผิดปกติ
เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น พบว่าฮูหยินอวิ๋นยืนอยู่ที่นั่นนานแล้ว ในมือถือกล่องใบหนึ่งที่มีผ้าเช็ดหน้าสีแดงคลุมอยู่
“ท่านแม่?!”
“ซูเอ๋อร์ วันนี้เป็นวันแต่งงานของเจ้า ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้แม่จัดการไปดีๆ เถิด”
อะไรนะ? อวิ๋นซูยังไม่ทันมีปฏิกิริยาอันใด ฮูหยินอวิ๋นก็ดันนางเข้าไป ให้นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
“ท่านแม่ นี่…”
ฮูหยินอวิ๋นมองดูใบหน้างดงามไร้การแต่งแต้ม ดวงตาอดไม่ได้ที่จะเปียกชื้น “ที่นี่ล้วนเป็นครอบครัวชาวป่าชาวเขา แม่มิอาจทำเพื่อเจ้าได้ดีกว่านี้ ได้แต่แต่งหน้าทำผมให้เจ้า ช่วยเจ้าสวมชุดแต่งงาน”
“ชุดแต่งงาน?” อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ ฮูหยินอวิ๋นแย้มยิ้มเปี่ยมความสุข “นี่เป็นความคิดของพวกเราและฮองเฮา เป็นวิธีการชดเชยให้เจ้าเพื่อความสุขสมบูรณ์ เหนียงเหนียงมีเจตนาดีเช่นนี้เจ้าก็ควรรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ คิดเสียว่า…เป็นการทำตามอำเภอใจของเหล่ามารดาเถิด”
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายในคำพูดของนางได้โดยพลัน มิน่าเล่าระยะนี้นายท่านทั้งหลายในเรือนพักจึงมักทำตัวลับๆ ล่อๆ ที่แท้พวกเขาก็ยุ่งอยู่กับเรื่องนี้นี่เอง
ผมสีดำขลับแผ่สยาย ฮูหยินอวิ๋นหยิบหวีไม้ที่เตรียมไว้นานแล้วขึ้นมา ค่อยๆ จัดการให้นาง
ฮูหยินอวิ๋นสูดหายใจลึก “หวีแรกสุขสมชั่วนิรันดร์ หวีที่สองเคียงคู่จนศีรษะขาวโพลน หวีที่สามลูกหลานสมบูรณ์เต็มบ้าน หวีที่สี่นายท่านเปี่ยมวาสนา ออกจากบ้านพานพบผู้สูงศักดิ์ หวีที่ห้าได้เลื่อนยศเพิ่มตำแหน่ง เงินทองหลั่งไหลเต็มบ้าน หวีที่หกญาติมิตรช่วยเหลือ สตรีในห้องหออาบย้อมมงคลแดง…”
ฮูหยินอวิ๋นกล่าวคำอวยพรที่จำมาจากสตรีชาวบ้าน อวิ๋นซูมองไปในกระจก เห็นสตรีด้านหลังคลอไปด้วยน้ำตา ทำทุกสิ่งทุกอย่างนี้เพื่อนาง ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่น
“ซูเอ๋อร์ วันนี้เจ้าต้องงดงามที่สุด แม่อยากเห็นเจ้าออกเรือนอย่างมีความสุข องค์ชายใหญ่จะต้องเป็นสามีที่ดีแน่ แม่เชื่อว่าครั้งนี้พวกเรามิได้ดูพลาด”
“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว”
ชุดแต่งงานสีแดงเพลิงถูกสยายออก ลายปักหงษ์สีทองงดงามสมจริง อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัสฝีเข็มด้านบนอย่างระมัดระวัง นางคุ้นเคยหาใดเปรียบ ชุดแต่งงานนี้มาจากฝีมือมารดาของตน!
“ท่านแม่ ท่านคงเหนื่อยยิ่ง” กว่าจะทำชุดแต่งงานนี้ได้สมบูรณ์ เห็นได้ว่าฮูหยินอวิ๋นต้องสิ้นเปลืองเวลาและความพยายามไปมากน้อยเพียงใด สายตาของนางหยุดอยู่บนมือทั้งสองที่มีรอยแดงเล็กน้อยของฮูหยินอวิ๋น แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มคลอน้ำตา “กล่าววาจาโง่งมอันใดกัน แม่ไม่เคยมีความสุขเช่นนี้มาก่อน”
ทุกฝีเข็มคละเคล้าไปด้วยความรักที่ฮูหยินอวิ๋นมีต่อบุตรี ต่อให้มิได้จัดงานแต่งงานอันหรูหราสมเกียรติ แต่ฮูหยินอวิ๋นรู้ดีว่าอวิ๋นซูให้ความสำคัญกับสิ่งใดที่สุด เพียงแค่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าอย่างเรียบง่ายก็ทำให้นางมีความสุขได้แล้ว
“ลูกสาวของข้า ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไรก็ยังงดงามเสมอ”
ฮูหยินอวิ๋นมองไปยังอวิ๋นซูในชุดแต่งงานด้วยความพึงพอใจ อดไม่ได้ที่จะขอบคุณสวรรค์ “ยังมีเวลาอีกมาก ให้แม่ประทินโฉมให้เจ้างดงามที่สุดเถิด”
อีกด้านหนึ่ง
เฟิ่งหลิงยืนหลังตรง มีสตรีข้างกายสวมอาภรณ์และทำผมให้เขา
ทุกการเคลื่อนไหวของนาง ทุกสายตาของนางราวกับอยู่ในความฝัน เฟิ่งหลิงยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ เหตุใดเขาจะไม่เคยคิดฝัน เขาย่อมอยากให้เสด็จแม่เห็นวันแต่งงานของเขาด้วยตาตัวเอง
ซูฉินมองสำรวจบุรุษรูปงามเบื้องหน้า ดวงตาแดงระเรื่อ “แม่คิดว่าจะไม่ได้เห็นวันนี้เสียแล้ว”
นางยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าเฟิ่งหลิงเบาๆ “เมื่อผ่านวันนี้ไปเจ้าก็จะเติบโตอย่างแท้จริง เมื่อกลายเป็นสามีของผู้อื่น จะต้องดูแลแม่นางบ้านเจ้าไปตลอดชีวิต อย่าได้รังแกนางเด็ดขาด มิเช่นนั้นแม่จะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปล่อยเจ้าไป”
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมา ใบหน้าที่เคร่งขรึมมาโดยตลอดถึงกับเผยท่าทีเช่นนี้ออกมาได้ ซูฉินถึงกับมองจนนิ่งงัน
“ฮองเฮาโปรดวางพระทัย หากองค์ชายใหญ่กล้ารังแกพระชายา คนตระกูลอวิ๋นทุกคนปรุงยาพิษคนละหนึ่งห่อก็สามารถ…ฮ่าๆ” หลานอวิ๋นรู้สึกตัวโดยพลัน วันมงคลเช่นนี้ไม่ควรพูดถึงเรื่องฆ่าฟันอันใดจึงรีบแย้มยิ้มแฝงความหมาย
“กล่าวได้ถูกต้อง เมื่อถึงตอนนั้นแม่ไม่ช่วยเจ้าแน่!”
หลานอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ มองท่าทีจนใจของเฟิ่งหลิง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “องค์ชายใหญ่โปรดรักษาตัวให้ดี มิทราบว่าฮองเฮารอดื่มชามงคลของสะใภ้ผู้นี้นานเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังเป็นถิ่นของตระกูลอวิ๋นอีกด้วย”
เฟิ่งหลิงได้ยินน้ำเสียงมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่ “ยุ่ง”
“จะอย่างไรกระหม่อมก็เป็นพยานในพิธีใหญ่ วันนี้จะใช้ฐานะพี่น้องขององค์ชายออกงาน!” หลานอวิ๋นยืดอกขึ้น ท่าทางคล้ายกำลังกล่าวว่า ข้าไม่กลัว
“ได้ฤกษ์แล้ว ไม่ทราบว่าองค์ชายเตรียมตัวดีแล้วหรือไม่?”
นายท่านหลายคนที่อยู่ด้านนอกกล่าวเร่ง พบว่าบุรุษรูปงามเป็นเอกเดินมาปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน มีเสียงอุทานดังมาเป็นระลอก
พวกเขารู้นานแล้วว่าองค์ชายใหญ่รูปงามโดดเด่น แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด วันนี้จึงดูสูงส่งเหนือมนุษย์ ราวกับเป็นเซียนออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
“ประเดี๋ยวก่อนหลิงเอ๋อร์ โถงมงคลมิได้อยู่ที่เรือนพักแห่งนี้”
ดวงตาของซูฉินมีประกายพาดผ่าน เฟิ่งหลิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่นานเขาก็สังเกตท่าทีของแต่ละคน ดูคล้ายกับว่ามีความแปลกใจอันใดรอเขาอยู่
Venus36
พระเอกโดนแกล้งแน่ๆ