หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 921 ทดสอบก่อนแต่งงาน
เล่มที่ 31 ตอนที่ 921 ทดสอบก่อนแต่งงาน
พบว่าเบื้องหน้า บุรุษเดินยืดตัวตรงเข้ามาด้วยท่าทีเคร่งขรึม ในมือของอวิ๋นมู่ถือผ้าแพรสีแดงผืนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งหลิง “วันนี้องค์ชายมิใช่องค์ชาย ล่วงเกินแล้ว”
เฟิ่งหลิงดวงตาเปล่งประกาย อวิ๋นมู่นำผ้าแพรไปปิดดวงตาของเขา ข้างหูมีเสียงคล้ายเสียงหัวเราะดังแว่วมา
“บุตรีตระกูลอวิ๋นของพวกเรา ท่านจะแต่งกลับไปได้หรือไม่ก็ต้องดูความสามารถของท่านเองแล้ว”
หลานอวิ๋นที่อยู่เบื้องหลังมีความแปลกใจอยู่เต็มหน้า เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของอวิ๋นมู่ได้โดยพลันจึงหัวเราะออกมา “องค์ชาย ความสุขต้องสร้างด้วยตัวเอง! ความสุขต้องสร้างด้วยตัวเอง!”
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าสาวถูกพวกเราซ่อนไว้ยังสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ขอเพียงเจ้าหานางพบ นายท่านอวิ๋นและฮูหยินอวิ๋นย่อมมอบบุตรีให้เจ้าอย่างวางใจ” ในน้ำเสียงของซูฉินเจือไปด้วยเสียงหัวเราะ นางผลักเขาเบาๆ เฟิ่งหลิงเดินไปข้างหน้าหลายก้าว
บุรุษที่ถูกปิดกั้นการมองเห็นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นี่คือสิ่งที่เรียกว่าฝ่าห้าด่านสังหารหกขุนพล [1] เช่นนั้นหรือ? ขั้นตอนนี้ยังไม่อาจทำให้เขาลำบากได้
จู่ๆ รอบด้านพลันเงียบลง มีเรี่ยวแรงสายหนึ่งสัมผัสแขนเสื้อเขาเบาๆ ชักนำให้เขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสีแดงแห่งความมงคล ประสาทสัมผัสอื่นๆ ของเขาเฉียบคมยิ่งขึ้น เสียงฝีเท้าอันอ่อนนุ่มเบาบางเช่นนี้คงจะเป็นเสด็จแม่ของเขา เสด็จแม่ต้องการพาเขาไปที่ใดกัน?
ทันใดนั้นเรี่ยวแรงที่ชักนำตนหายไป ข้างหูไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวใดอีก เฟิ่งหลิงค่อยๆ แกะผ้าปิดตาของตนออก พบว่าตนอยู่ในป่าที่ไร้ซึ่งผู้คน รอบด้านฟุ้งกระจายไปด้วยหมอกหนาเข้มข้น
ค่ายกล?! เฟิ่งหลิงยิ้มขืนอย่างจนใจ ดูท่าทางเสด็จแม่ของตนคงจะเข้าร่วมด้วยแล้ว นางอยากดื่มชามงคลจริงหรือไม่?
“หากวันนี้องค์ชายใหาเจ้าสาวไม่พบจะทำเช่นไร?” ในมุมหนึ่ง หลานอวิ๋นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของแต่ละคน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างกังวล
ซูฉินทอดถอนใจเบาๆ “หากหาไม่พบ เขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นผู้สืบทอดตระกูลมหาราชครูแล้ว”
“…” นี่จะเคร่งเครียดไปหรือไม่?
“หากหาไม่พบ วันหน้าเขาจะปกป้องซูเอ๋อร์ได้อย่างไร? ไม่แต่งก็ช่างเถิด!”
“…” นายท่านอวิ๋นจริงจังหรือไม่? จู่ๆ หลานอวิ๋นก็รู้สึกโชคดีอยู่บ้าง ยังดี คนที่ตนชอบมิใช่แม่นางตระกูลอวิ๋น มิเช่นนั้นด่านสุดท้ายเกรงว่าคงต้องกลับไปมือเปล่า
ภายในป่า บุรุษผู้สวมชุดแต่งงานมองดูค่ายกลบนพื้น “ทิศตะวันออกหรือ?”
เขาเดินตามสัญลักษณ์ไป แต่กลับพบว่าครึ่งค่อนวันผ่านไป ตนกลับวกมาที่เดิม
นี่เสด็จแม่กำลังทดสอบวิชาค่ายกลกลไกกับเขาหรือ คิดไม่ถึงว่าจะไม่ทิ้งช่องว่างไว้ให้เขาแม้แต่น้อย มิแน่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจกำลังจับตาดูตนอยู่ในมุมมืดก็เป็นได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้เฟิ่งหลิงพลันมีสีหน้ามืดครึ้มลง ในเมื่อไม่ใช่เส้นทางนี้ ลองใหม่อีกครั้งก็พอแล้ว!
จริงดังคาด คนบนเนินเขากลุ่มหนึ่งมองดูบุรุษที่กำลังคลำทางอยู่ในป่าอย่างสนใจ
“ไม่กล่าวไม่ได้ว่าองค์ชายใหญ่ดื้อรั้นจริงๆ”
“บางครั้งการดื้อรั้นก็มิใช่เรื่องดี” ซูฉินเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย หลานอวิ๋นพลันตื่นตะลึง มิเสียทีที่เป็นฮองเฮา ไม่เห็นองค์ชายใหญ่เป็นคนนอกจริงๆ! เมื่อเห็นสภาพเคร่งเครียดเช่นนี้แล้ว หรือว่าจะล้มเหลว?
“ความจริงข้าคิดว่าอย่างองค์ชายใหญ่ต้องเรียกว่ามีใจอดทน มีความเด็ดเดี่ยวแน่” ฮูหยินอวิ๋นยิ่งมองเฟิ่งหลิงก็ยิ่งชอบ นี่คือลูกเขยของนาง!
“ฮูหยินอวิ๋นอย่าได้กู้หน้าแทนหลิงเอ๋อร์เลย เมื่อพวกเขาแต่งงานกันแล้ว ทุกเส้นทางในวันหน้าต้องเดินไปด้วยกัน หากเลือกผิดทาง ความรับผิดชอบที่ใหญ่ที่สุดย่อมต้องอยู่บนร่างของหลิงเอ๋อร์!”
“ฮองเฮาโปรดวางพระทัย ต่อให้ตัดสินใจผิด ซูเอ๋อร์ก็จะฝ่าลมฝนไปด้วยกันกับองค์ชายใหญ่ นี่จึงจะเป็นการสนับสนุนที่สามีภรรยาสมควรมีต่อกัน”
“ในเมื่อฮูหยินอวิ๋นมอบซูเอ๋อร์ให้เขาแล้ว เขาก็ควรรับผิดชอบทำให้ซูเอ๋อร์อยู่อย่างไร้กังวล ข้าทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้สะใภ้ของตนมาตกระกำลำบาก”
สตรีคู่นี้ผลัดกันกล่าวคนละประโยค แสดงความแตกต่างระหว่างมารดาและแม่ยายได้อย่างถึงพริกถึงขิง ทว่าในความคิดของหลานอวิ๋น คล้ายกับว่าฮูหยินอวิ๋นจึงจะเป็นมารดาที่แท้จริงขององค์ชายใหญ่ ส่วนฮองเฮามีท่าทางคล้ายกับกลัวว่าบุตรีของตนจะได้รับความลำบาก!
“ประเดี๋ยวก่อน พวกท่านดู!”
จู่ๆ อวิ๋นมู่ที่จับตาดูเฟิ่งหลิงอยู่ตลอดก็เอ่ยปากขึ้น ทุกคนเห็นว่าบุรุษที่เดิมทียังเดินไปเดินมาอยู่ในความผิดพลาด จู่ๆ กลับเปลี่ยนความคิด เดินมุ่งไปยังทางออกของค่ายกลแล้ว
“หลิงเอ๋อร์หาทางออกพบแล้วหรือ?!” ซูฉินดวงตาเปล่งประกาย นับว่าวางใจลงได้แล้ว ยังคิดว่าวันนี้เขาจะแต่งเจ้าสาวไม่ได้จริงๆ เสียแล้ว
“ฮ่าๆๆ เร็ว ให้คนกลับไปเตรียมสุราอาหารเร็ว! ในที่สุดวันนี้ก็ได้ดื่มชามงคลแล้ว!” อวิ๋นมู่ที่มีท่าทีเคร่งขรึมมาโดยตลอดหัวเราะออกมาเสียงดัง นายท่านทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังรีบกลับไปเตรียมตัว
เบื้องหน้า หมอกอันหนาทึบเริ่มสลายตัวออกไป เส้นทางเล็กๆ อันแจ่มชัดปรากฏเบื้องหน้า
ดวงตาของเฟิ่งหลิงมีประกายไหลผ่าน เขาจำเส้นทางนี้ได้ เมื่อหลายวันก่อนเสด็จแม่พาเขามาที่นี่แล้ว ด้านหน้านี้คือทุ่งดอกไม้อันงดงาม
สายลมเย็นพัดมา บนพื้นหญ้าเขียวชอุ่มประดับประดาไปด้วยบุปผาเบ่งบาน ในอากาศมีกลิ่นหอมของดอกไม้ ในสายลมคล้ายจะมีกลีบบุปผาโปรยปราย
ท่ามกลางกลีบบุปผาโปรยปรายมีสตรีผู้สวมชุดกระโปรงสีแดงยืนอยู่ แขนเสื้อโปร่งบางโบกสะบัดไปตามสายลม เส้นผมดำขลับถูกมัดไว้บริเวณหน้าอกดูแปลกตา พู่ประดับสีทองถูกสวมใส่อยู่บนลำคอเรียวระหงงดงาม ดวงตาลึกล้ำกำลังมองท้องฟ้า มองไปยังทิวทัศน์อันงดงามราวภาพฝัน
ร่างกายของนางสูงโปร่งแบบบาง เมื่ออยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ ชุดแต่งงานบนร่างถึงกับมีประกายสีทองไหลผ่าน ใบหน้าที่เดิมทีขาวซีดยามนี้มีความงดงามเจืออยู่ นางคือทิวทัศน์ที่งดงามมอมเมาผู้คนที่สุดในทุ่งบุปผาแห่งนี้ เกี่ยวรัดอยู่ในใจของเฟิ่งหลิงอย่างลึกล้ำ
ด้านหลังมีเสียงสีเทาเบาๆ ดังแว่วมา อวิ๋นซูจึงค่อยได้สติกลับมาจากทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้า ค่อยๆ หันไป
บุรุษรูปงามโดดเด่นเมื่ออยู่ภายใต้ชุดแต่งงานกลับสามารถขับเน้นความหล่อเหลาได้อย่างยิ่งยวด ยามนี้กำลังมองมาที่ตนด้วยสายตาเปี่ยมความรัก ทั้งยังเจือไปด้วยความจนใจอยู่หลายส่วน
มุมปากของอวิ๋นซูยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ข้าคิดว่ายามเย็นจึงจะได้พบท่านเสียอีก หรือหลานอวิ๋นเล่นลูกไม้อันใด?”
ในวันพิเศษเช่นนี้ กระทั่งซูเอ๋อร์ก็ยังชอบที่จะกลั่นแกล้งเขา
เฟิ่งหลิงแย้มยิ้มก้มหน้าลง “ผู้ที่เผยข้อมูลให้ข้าก็คือเจ้า ซูเอ๋อร์”
อะไรนะ?! ในดวงตาของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความสงสัย จากนั้นจึงมองไปตามสายตาเฟิ่งหลิง พบว่ามีผึ้งอยู่หลายตัวกำลังบินวนรอบชายอาภรณ์ของนาง ราวกับนางคือบุปผารสโอชา ไม่ยอมบินไปไกล
อวิ๋นซูเข้าใจได้โดยพลัน นางก้มหน้าลง พบว่าที่เอวของตนมีถุงหอมแขวนอยู่ เป็นถุงหอมที่ตนนำมาประดับก่อนหน้านี้ แต่วันนี้เป็นฮูหยินอวิ๋นหยิบมาผิด
“ไม่นับ เริ่มใหม่”
สตรีแย้มยิ้มอย่างซุกซน เฟิ่งหลิงรีบเดินไปดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด “ซูเอ๋อร์ หลังจากวันนี้ไป เจ้าอยากรังแกข้าเช่นไรย่อมได้ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ให้ข้าแต่งเจ้ากลับบ้านดีๆ เถิด ได้หรือไม่?”
“ยินดีด้วย ยินดีด้วย! ได้ฤกษ์แล้ว รีบกราบไหว้ฟ้าดินเถิด ขอให้ทั้งสองอยู่ร่วมกันนับร้อยปี มีลูกหลานเต็มบ้าน!”
เสียงของหลานอวิ๋นดังขึ้นจากด้านหลัง เขาส่งสายตาให้เฟิ่งหลิง เมื่อมองไปตามทิศทางที่เขาชี้ พบว่าในทุ่งดอกไม้มีเทียนแดงมงคลถูกจัดเตรียมไว้นานแล้ว
ฮูหยินอวิ๋นและอวิ๋นมู่นั่งลง สตรีงามสง่าดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา มองคู่บ่าวสาวที่ประคองกันเข้ามา ในใจเกิดความรู้สึกบรรยายไม่ถูก
“บิดามารดาอยู่เบื้องบน โปรดรับคาราวะจากบุตรีและบุตรเขย”
รับชามาสองจอก อวิ๋นมู่ในยามนี้ฟื้นคืนสู่สภาพเคร่งขรึมจริงจังหาใดเปรียบแล้ว เขามองไปยังเฟิ่งหลิงด้วยท่าทีใคร่ครวญ เขาเชื่อว่าครั้งนี้ตนมิได้มองคนผิด มิได้เชื่อคนผิดอีก “มอบซูเอ๋อร์ให้ท่านแล้ว หากวันหน้าท่านรังแกนาง…”
ฮูหยินอวิ๋นที่อยู่ข้างกายรีบกล่าวขัด “ซูเอ๋อร์รีบลุกขึ้นเถิด วันหน้าพวกเจ้าต้องประคับประคองซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะผ่านความยากลำบากหรืออุปสรรคอันใด พวกเจ้าต้องพึ่งพาและเชื่อใจกันและกันที่สุด”
หลานอวิ๋นยิ้ม รู้สึกว่าเฟิ่งหลิงมีแม่ยายอย่างฮูหยินอวิ๋นได้นับว่าโชคดีแล้วจริงๆ ไม่ว่าเรื่องใดก็จะช่วยเขา หากตนเป็นนายท่านอวิ๋นจะต้องถือโอกาสนี้ต่อว่าองค์ชายเสียหน่อย เขาไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ! ไม่ใช่จริงๆ
ซูฉินสูดหายใจลึก ค่อยๆ นั่งลง คู่บ่าวสาวเดินมาเบื้องหน้านาง ใบหน้าของสตรีผู้นี้เจือไปด้วยรอยยิ้มเมตตา ในใจรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเฟิ่งหลิงยิ่งนัก
สามารถออกจากค่ายกลของนางในระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ เห็นได้ว่าบุตรชายของนางฉลาดเฉลียวโดยกำเนิดจริงๆ
“มารดาอยู่เบื้องบน โปรดรับคาราวะจากสะใภ้และบุตรชาย”
“ซูเอ๋อร์รีบลุกเร็วเข้า” ซูฉินรีบประคองอวิ๋นซู ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด “ที่นี่คือหมู่บ้านชนบท มิอาจมอบพิธีอันสมบูรณ์ให้เจ้าได้ แต่แม่รับประกันกับเจ้า วันหน้าหากหลิงเอ๋อร์รังแกเจ้า แม่ย่อมมีนับพันนับหมื่นวิธีที่จะทำให้เขาหาเจ้าไม่พบ!”
“…”
รอบด้านมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาตลอดพิธีการ เฟิ่งหลิงจับมืออวิ๋นซูแน่น จนกระทั่งเสร็จสิ้นพิธีเขาจึงวางใจลงได้อย่างแท้จริง
“เสร็จสิ้นพิธี ส่งตัวเข้าหอ!” หลานอวิ๋นกล่าวเสียงดังอย่างรู้งาน เขาย่อมได้รับสายตาชื่นชมจากเฟิ่งหลิง ทว่าในใจอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ คิดว่าเช่นนี้ก็จะสิ้นสุดแล้วหรือ? “ใช่แล้วนายท่านอวิ๋น อีกสักครู่มีการก่อกวนห้องหอใช่หรือไม่?”
จู่ๆ ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็แพร่ออกมาจากเท้า หลานอวิ๋นตัวแข็งทื่อ พบว่าสายตาของเฟิ่งหลิงกำลังจับจ้องมาที่เขา
บุรุษรูปงามหาใดเปรียบเดินใกล้เข้ามา กล่าวข้างหูหลานอวิ๋นเสียงเบา “ศิษย์พี่ ศิษย์น้องเฝ้ารอวันที่ท่านจะแต่งงานยิ่งนัก เชื่อว่าคงมีสีสันเป็นอย่างยิ่ง”
“…ฮ่าๆๆ เชื่อว่าเจ้าสาวคงเหนื่อยแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถิด พักผ่อนเถิด ฮ่าๆ!”
ยามดึก
ภายในเรือนพักเต็มไปด้วยทิวทัศน์มงคล ในสายลมมีกลิ่นสุราอยู่จางๆ
ที่นี่ไม่มีการประจบประแจง ไม่มีการคล้อยตามขานรับ เฟิ่งหลิงไม่เคยรู้สึกยินดีเท่าวันนี้มาก่อน สุราสามจอกไหลลงท้อง เดินไปทางห้องหอภายใต้การปกป้องของฮูหยินอวิ๋น
เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น เฟิ่งหลิงยืนอยู่บริเวณประตูเนิ่นนานไม่ยอมเข้าไป
จากมุมนี้เขาสามารถมองเห็นเงาร่างในอาภรณ์สีแดงนั่งอยู่บนเตียงอย่างสงบได้รางๆ หัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง
เขารู้ว่าภรรยาของเขากำลังรอเขาอยู่ด้านใน แต่ขาทั้งสองราวกับถูกตอกติดกับพื้น จะอย่างไรก็ยกไม่ขึ้น
เฟิ่งหลิงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เขาตื่นเต้นถึงเพียงนี้ด้วย ในสมองเริ่มคิดถึงยามที่ตนยืนอยู่เบื้องหน้าอวิ๋นซู ประโยคแรกควรกล่าวเช่นไรดี
รอบด้านเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใจเต้นของตนเอง เฟิ่งหลิงหลับตาลง พยายามสงบอารมณ์ของตน จากนั้นจึงสลัดความตื่นเต้นออกไป เดินก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวังหาใดเปรียบ
——————————-
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ฝ่าห้าด่านสังหารหกขุนพล หมายถึงการกระทำอย่างอุกอาจกล้าหาญเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค
Venus36
เป็นตอนที่ปลื้มปริ่มมาก อ่านมาเพิ่งจะพบความสุขนี่แหละ แต่ลมพายุข้างหน้าก่อตัวแน่ๆ ตอนนี้โกยสุขก่อน แม่สามี แม่ภรรยา สลับขั้วแล้ว