หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 923 ความทะเยอทะยานของมหาราชครู
เล่มที่ 31 ตอนที่ 923 ความทะเยอทะยานของมหาราชครู
อีกด้านหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยข้างเท้ากระสับกระส่ายไปมาไม่สงบ ซูฉินก้มตัวลงลูบขนมันอย่างอ่อนโยน ในใจรู้สึกสงสัย พบว่าสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยทะยานตัวออกไปราวกับได้รับความตกใจ พริบตาเดียวก็หายไปจากสายตาของซูฉิน
“สุนัขจิ้งจอกน้อย?!”
ยามนี้ ภายในห้อง อวิ๋นมู่ดึงธนูสั้นบนขาของสุนัขจิ้งจอกออกมาแล้ว สุนัขจิ้งจอกที่ถูกราดยาแก้พิษลืมตาขึ้นด้วยความเจ็บปวด หันไปเลียฝ่ามืออวิ๋นมู่เบาๆ ราวกับกำลังขอบคุณในบุญคุณช่วยชีวิต
“โฮ่ง…”
บริเวณประตูมีเสียงคำรามดังขึ้น พบว่าสุนัขจิ้งจอกน้อยพุ่งทะยานเข้ามาจากด้านนอก พริบตาเดียวก็กระโดดไปข้างกายมารดาของมัน กระทั่งมันก็ยังสัมผัสได้ว่ามารดาของตนได้รับความเจ็บปวด
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ซูฉินเดินตามมา พบว่าในห้องมีคนล้อมอยู่เต็ม
“ฮองเฮา สุนัขจิ้งจอกตัวนี้…ดูเหมือนจะถูกโจมตีมา” ฮูหยินอวิ๋นหันมา พบว่าดวงตาทั้งสองของซูฉินหดเกร็ง นางขมวดคิ้วเดินมาข้างโต๊ะ มองไปยังเงาร่างสีขาวเงินที่นอนอยู่ด้านบนอย่างอ่อนแรง สายตาหยุดอยู่บนบาดแผลที่มีเลือดไหลซึมออกมา
“ฮองเฮาซู โปรดทอดพระเนตรสิ่งนี้”
อวิ๋นมู่นำธนูดอกสั้นอาบยาพิษที่ถูกห่อไว้อย่างดีออกมา ยื่นไปเบื้องหน้าซูฉิน
หัวธนูอยู่ในลักษณะพลิกกลับ ตัวธนูเบาและแหลมคม เมื่อยิงออกมาจะรวดเร็วจนถึงขีดสุด ซูฉินรู้ว่าสุนัขจิ้งจอกเงินตัวนี้ยามวิ่งทะยานรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้า แต่ถึงกับถูกธนูนี้ยิงเข้า นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะทำได้
เฟิ่งหลิงพบว่าสีหน้าของซูฉินดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง นางถือธนูดอกสั้นนั้นอยู่นาน สุดท้ายจึงลูบหัวสุนัขจิ้งจอกเพื่อปลอบใจแล้วหมุนตัวเดินไป
“เสด็จแม่ ท่านจะไปที่ใด?” เฟิ่งหลิงรู้สึกกังวล คิดว่าเรื่องราวมิได้ง่ายดายเช่นนั้น
สตรีงามหันมาส่งสายตาบอกให้เฟิ่งหลิงวางใจ “แม่ไปครู่เดียวเดี๋ยวกลับมา”
ภายในค่ายกล บุรุษในอาภรณ์ชุดขาวผู้หนึ่งเหยียบกลุ่มหมอกใต้เท้า ค่อยๆ คลำทางหาเส้นทางที่ถูกต้องแท้จริง เขาหันกลับมามองภูเขาที่ถูกหมอกขาวปกคลุมด้านหลัง ในใจมีลางสังหรณ์ไม่ดี
เงาร่างอันคุ้นตาตกอยู่ในสายตาของซูฉิน ดวงตาของนางมีประกายไหลผ่านแต่กลับเจือไปด้วยความโศกเศร้า
หลายปีเพียงนี้ ในที่สุดก็ยังมาหาถึงที่
เบื้องหน้าปรากฏกระท่อมเรียบง่ายหลังหนึ่ง สายตาของบุรุษหยุดอยู่บนรั้วไม้ที่ถูกสร้างไว้อย่างเรียบร้อย ดูแล้วคล้ายจะมีคนพักอยู่
เพียงแต่…นี่มันท่ามกลางค่ายกล สร้างกระท่อมอยู่ในที่แบบนี้ หรือว่าคนที่ตนตามหาจะอยู่ด้านใน?! ความรู้สึกนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บุรุษเดินไปเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง ยื่นมือออกไปผลักประตูให้เปิดออก
ชั่วขณะต่อมา การเคลื่อนไหวของเขากลับหยุดชะงักลงเท่านั้น
ภายในห้อง แผ่นหลังอันงดงามเพียงหนึ่งเดียวนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ข้างมือมีชาร้อนกาหนึ่ง ยังคงมีไอร้อนพวยพุ่งออกมา
อีกฝ่ายคล้ายรอตนอยู่ที่นี่นานแล้ว กระทั่งยกเท้าเดินเข้าไป สตรีนางนั้นยังคงมิได้หันมา
“แม่นาง ผู้น้อยมิมีเจตนาล่วงเกิน กลางภูเขาเช่นนี้แม่นางอาศัยอยู่เพียงลำพังหรือ?”
เสียงนี้ทั้งถ่อมตัวมากมารยาท เจือไปด้วยเจตนาหยั่งเชิง
“เป็นเจ้าที่ทำร้ายสุนัขจิ้งจอกของข้าหรือ?”
ไหนเลยจะรู้ว่าเพียงอีกฝ่ายเอ่ยปากก็ทำให้เขาชะงักไป สุนัขจิ้งจอก?! บุรุษพลันเข้าใจกระจ่าง “สุนัขจิ้งจอกตัวนั้น….เป็นของแม่นางหรือ?”
วันนี้ตนบุกเข้ามาในค่ายกล กำลังแก้ไขกลไกอยู่ จู่ๆ สุนัขจิ้งจอกก็พุ่งเข้ามาจากความมืด เขาจึงใช้อาวุธลับในแขนเสื้อยิงมันไป มิเช่นนั้นลำคอของตนคงไม่เหลือ
สตรีเบื้องหน้ามิได้กล่าวคำใด จากมุมมองของบุรุษเห็นเพียงแก้มขาวนวล แผ่นหลังของคนผู้นี้ราวกับภาพวาด บรรยากาศและสำเนียงไม่เหมือนกับสตรีป่าเขาธรรมดาทั่วไป เขาสูดหายใจลึก “ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไร? ผู้น้อยมาที่นี่เพื่อตามหาคนผู้หนึ่ง”
คำพูดเพิ่งจะกล่าวจบ สตรีนางนั้นก็เคลื่อนไหว นางค่อยๆ หันมา ชั่วขณะต่อมาบุรุษรู้สึกราวกับสรรพสิ่งในฟ้าดินหยุดเคลื่อนไหวลงเพียงเท่านั้น ใบหน้างดงามพิลาสปรากฏอยู่เบื้องหน้าตนอย่างแจ่มชัดและสมจริง ทำให้เขาลืมหายใจไปชั่วขณะ
สตรีที่คล้ายเดินออกมาจากภาพวาด ยามนี้ถึงกับนั่งอยู่เบื้องหน้าตนอย่างแท้จริง บุรุษมีปฏิกิริยากลับมาโดยพลัน ถึงกับส่งเสียงเรียกออกมา “ฮองเฮา?!”
คราวนี้ซูฉินมิได้ปฏิเสธ นางรู้ว่าตนหลบได้ชั่วขณะแต่มิอาจหลบได้ชั่วชีวิต จะช้าจะเร็วก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่ท่านพ่อหานางพบ
“เจ้าคือ…ลูกศิษย์ของท่านพ่อหรือ?” บุรุษเบื้องหน้ายังอายุน้อย ท่าทางถ่อมตัวมากมารยาทคล้ายเทพเซียน
บุรุษมีความยินดีเต็มใบหน้า รีบยกชายอาภรณ์คุกเข่าลง “พ่ะย่ะค่ะ! ฮองเฮา ท่านมหาราชครูตามหาท่านมาหลายปี เชิญท่านเสด็จกลับไปที่พำนักใหญ่เถิด!”
สตรีงดงามแย้มยิ้มเล็กน้อย “ที่พำนักใหญ่? มีท่านพ่อเพียงคนเดียวก็พอแล้ว”
“ไม่ ฮองเฮา ท่านมหาราชครูอายุมากแล้ว วันหน้าตระกูลมหาราชครูยังต้องพึ่งพาฮองเฮาและนายน้อยจึงจะยิ่งใหญ่ได้! ตอนนี้ท่านมหาราชครูมีคำสั่งให้กระหม่อมมาเชิญฮองเฮาเสด็จกลับ!”
ซูฉินมองเขาอย่างสงบ “เจ้าแก้ค่ายกลของข้าได้รวดเร็วเพียงนี้ แสดงให้เห็นว่าท่านพ่อถ่ายทอดความสามารถให้เจ้าอย่างแท้จริง หรือว่าเจ้าเป็นตัวเลือกราชครูในคราวนี้?”
ท่านไป๋ดวงตาเปล่งประกาย เม้มริมผีปากแต่กลับมิได้ตอบ
ซูฉินแปลกใจอยู่บ้าง นางเห็นความสับสนและลังเลในดวงตาของบุรุษผู้นี้
ก่อนหน้านี้ตอนที่ตนยังอยู่ในตระกูล ท่านพ่อคัดเลือกเด็กชายฉลาดเฉลียวมากไหวพริบหลายคนมาเป็นลูกศิษย์ ราชครูในตอนนั้นไปจากตระกูลมหาราชครูเพื่อทำงานให้ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนแล้ว เด็กชายเหล่านี้ถูกเลี้ยงดูสั่งสอนเพื่อเป็นผู้รับช่วงต่อคนใหม่ ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นสมควรหล่อหลอมความเย็นชายโสจนถึงกระดูก คิดไม่ถึงว่าจะมีข้อยกเว้นเช่นนี้ด้วย
“เจ้ากลับไปเถิด บอกท่านพ่อว่าเจตนาของข้ายังคงมิเปลี่ยนแปลง”
“ฮองเฮา ตระกูลมหาราชครูในตอนนี้ต้องการท่านมากที่สุด! ตอนนี้ฝ่าบาทและไท่ซ่างหวงปะทะกันซึ่งหน้า หลายครั้งก่อนหน้านี้มีคนโจมตีภูเขาที่พวกเราอยู่ พวกมันทำลายค่ายกลของพวกเรา แม้ว่าคราวนี้จะป้องกันได้สำเร็จและมิได้มีศัตรูรอดชีวิต แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าสถานที่ซ่อนตัวของตระกูลมหาราชครูจะถูกเปิดเผย”
ซูฉินมองเขาอยู่เช่นนั้น ดวงตาคู่นั้นคล้ายไม่ทราบสิ่งใดเลย ทำให้มุมปากของนางยกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มยากเข้าใจ
“ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของท่านพ่อ เจ้ารู้สิ่งใดบ้าง?”
ในดวงตาของบุรุษเกิดความสงสัย เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของซูฉิน อย่างไรก็ตามเขารับรู้ได้รางๆ คล้ายกับว่าเรื่องไม่ดีบางอย่างกำลังถูกเผยออกมา
“ในเมื่อเจ้าเป็นตัวเลือกราชครู สมควรรู้ว่าหน้าที่รับผิดชอบของราชครูคืออะไรกระมัง?”
ท่านไป๋ผงกหัวอย่างหนักแน่น “สร้างประโยชน์ให้แก่ราชวงศ์แคว้นเหลียน”
“เช่นนั้นเจ้าจะทรยศท่านพ่อของข้าหรือ?”
อะไรนะ?! ท่านไป๋สั่นสะท้านไปทั้งร่าง มองไปยังซูฉินอย่างยากจะเชื่อ จากนั้นจึงก้มตัวลง “ศิษย์ไม่กล้า!”
“เช่นนั้นเจ้าจะทรยศแคว้นเหลียนหรือ?”
“…” ท่านไป๋มองพื้น คิ้วขมวดแน่น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ฮองเฮาต้องการบอกอะไรเขากันแน่?
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงไม่กลับไป? นั่นเป็นเพราะข้าไม่อยากทรยศท่านพ่อ แต่ก็ไม่สามารถทรยศแคว้นเหลียนได้เช่นกัน”
ความหมายคือ…ไม่ ต้องไม่ใช่อย่างที่ตนคาดคิดเป็นแน่
“จะภักดีต่อตระกูลมหาราชครูหรือจะภักดีต่อราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน เจ้าเลือกเดินได้เพียงเส้นทางเดียว” ซูฉินรู้สึกว่าหากตนเองเลือกทำลาย เกรงว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้คงยากจะกลับไปอยู่ข้างกายท่านพ่ออีก นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน “เรื่องทำร้ายสุนัขจิ้งจอก ข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้ากลับไปเถิด จะบอกท่านพ่อว่าข้าอยู่ที่นี่หรือไม่ก็สุดแล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ แต่เจตนาของข้ายังคงมิเปลี่ยนแปลง”
ท่านไป๋ลุกขึ้นยืน มองไปยังสตรีที่เดินไปยังประตู
“ชาบนโต๊ะ ดื่มสักจอกค่อยไปเถิด เดินทางมาไกลคงไม่ง่ายเลย” นางหันกลับมา สายตาหยุดอยู่บนอาภรณ์ชุดขาวที่ดูมอมแมมเปรอะเปื้อนบนร่างของท่านไป๋ เห็นได้ว่าบุรุษผู้นี้ได้รับความลำบากมาไม่น้อย
“ฮองเฮา!”
ท่านไป๋มีปฏิกิริยากลับมาโดยพลัน แต่ซูฉินเดินออกไปจากห้องแล้ว เขารีบยืดตัวขึ้นเดินตามไป สตรีเบื้องหน้าเดินเข้าไปในป่าไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับไม่ใส่ใจว่าเขาจะตามอยู่เบื้องหลังหรือไม่
คำพูดเมื่อครู่นี้ของอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรกันแน่? แม้ว่าไท่ซ่างหวงจะไม่พอใจตระกูลมหาราชครู แต่ท่านไป๋คิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะเรื่องของฝ่าบาทและฮองเฮามาโดยตลอด
มหาราชครูสร้างประโยชน์เพื่อแคว้นเหลียนมาโดยตลอด มิอาจแปรเปลี่ยนเพราะเรื่องใดเป็นอันขาด เช่นนั้นเหตุใดฮองเฮาจึงตรัสเช่นนี้?
ในใจของท่านไป๋อัดแน่นไปด้วยความสงสัย เดินตามหลังซูฉินไปติดๆ
นางมิได้ขัดขวาง ซูฉินรู้ว่าหากบุรุษผู้นี้ตั้งใจ ไม่นานคงหาเฟิ่งหลิงพบ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติผลลัพธ์ย่อมดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นบุรุษผู้นี้รู้สึกหวั่นไหวบ้างแล้ว
เบื้องหน้ามีเรือนพักปรากฏขึ้น ท่านไป๋กระพริบตาด้วยความแปลกใจ คิดไม่ถึงว่าในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย
“เสด็จแม่…” เฟิ่งหลิงรออยู่ที่ประตูเรือนอย่างกังวล ไม่นานก็สังเกตเห็นบุรุษที่ตามมาด้านหลังซูฉิน “ท่านไป๋?!”
“นายน้อย?!” ท่านไป๋คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเฟิ่งหลิงในสถานที่เช่นนี้ เขารีบเดินเข้าไปคารวะ ขณะนั้นเองมีหลายคนเดินออกมาจากในเรือน สายตาของเขาหยุดอยู่บนร่างของสตรีสุขุมเยือกเย็นโดยพลัน ดวงตาอดไม่ได้ที่จะหดเกร็ง
คุณหนูกงซุนถึงกับอยู่ที่นี่? ยิ่งไปกว่านั้น…
ผมดำขับถูกเกล้าดั่งสตรีออกเรือน ท่านไป๋เกือบลืมไปแล้ว ไม่นานก่อนหน้านี้ในวังจัดพิธีแต่งตั้งพระชายา ตอนนี้คุณหนูกงซุนคือพระชายาองค์ชายใหญ่อย่างแท้จริง
เพียงแต่เขาได้ยินมาว่าพระชายาองค์ชายใหญ่หายตัวไปในคืนอภิเษก คิดไม่ถึงว่านาง องค์ชายใหญ่รวมไปถึงฮองเฮาจะอยู่ด้วยกัน!
“ท่านตาบอกให้เจ้ามาหรือ?”
ท่านไป๋เม้มปาก นับว่ายอมรับแล้ว
“ท่านไป๋ สบายดีหรือไม่” อวิ๋นซูเดินมาข้างกายเฟิ่งหลิง มองไปยังท่าทางลำบากใจของท่านไป๋ในยามนี้ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกังวล
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้พบนายน้อยและคุณหนูกงซุนที่นี่”
“หลิงเอ๋อร์ ตามข้ามา” ยามนี้ซูฉินที่อยู่ด้านข้างเอ่ยปากอย่างลึกล้ำแฝงความหมาย นางเบี่ยงตัวรอเฟิ่งหลิงเดินตามมาอย่างสงบ
เดิมทีคิดว่าเสด็จแม่ต้องการหารือว่าจะรับมือกับท่านตาเช่นไร ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อเข้าไปในห้อง สตรีเบื้องหน้ากลับเอ่ยปากอย่างเคร่งขรึม “หลิงเอ๋อร์ ท่านพ่อกล่าวอะไรกับเจ้าบ้าง?”
เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ซูฉินทอดถอนใจเบาๆ “ตอนนี้เจ้าแต่งงานแล้ว มีบางเรื่องที่แม่ต้องบอกเจ้า”