หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 924 การมาถึงของราชครู
เล่มที่ 31 ตอนที่ 924 การมาถึงของราชครู
ดวงตาของซูฉินหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน “หลิงเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดราชวงศ์ของแคว้นเหลียนถึงไม่พอใจตระกูลมหาราชครูของพวกเรา?”
เฟิ่งหลิงเก็บสีหน้าโดยพลัน “ตระกูลมหาราชครูของพวกเราซื่อสัตย์จริงใจต่อแคว้นเหลียนมาตั้งแต่อดีต กุมความลับของชีพจรแห่งแคว้นไว้ในมือ ทั้งยังส่งเสริมผู้มีความสามารถให้แก่ราชวงศ์ไม่หยุดหย่อน อย่างไรก็ตามอำนาจของตระกูลมหาราชครูเริ่มล้นทะลักราชสำนัก ราชวงศ์ย่อมหวาดกลัว”
ซูฉินพยักหน้า “ความจริงตั้งแต่อดีต ขุนนางที่มีอำนาจเหนือจักรพรรดิย่อมไม่มีจุดจบที่ดีอันใด อำนาจของตระกูลมหาราชครูของพวกเรายิ่งใหญ่ แม้ราชวงศ์จะมีใจหวาดกลัวแต่กลับมิอาจกำจัดตระกูลของพวกเราได้ถึงราก เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ตระกูลมหาราชครูจึงได้เก็บตัวเช่นนี้?”
นั่นต้องเป็นเพราะการต่อต้านการปกครองของแคว้นเหลียนอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องสงสัยเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเหตุผลด้านความไว้วางใจของราชวงศ์อีกด้วย!
ในเมื่อตระกูลมหาราชครูไม่ทำงานให้แคว้นเหลียนแล้ว เช่นนั้นอำนาจของพวกเขาย่อมต้องถูกริบคืน หากมีความคิดต่อต้านแม้เพียงน้อยก็จะมอบโทษกบฏแห่งแคว้นให้พวกเขาแน่นอน!
“เพราะไท่ซ่างหวงคิดสังหารเสด็จแม่ ท่านตาย่อมมิอาจทำงานให้ราชวงศ์ได้อีก”
ซูฉินแย้มยิ้มเล็กน้อย “แม่คิดมาโดยตลอดว่า ในใจของท่านพ่อ แม่มิได้มีความสำคัญเพียงนั้น”
เฟิ่งหลิงดวงตาเปล่งประกาย “เสด็จแม่…”
“การเป็นพ่อแม่มิใช่ว่าควรหวังให้บุตรของตนมีความสุขหรอกหรือ? แม่ทำเพื่อเสด็จพ่อของเจ้า คัดค้านความคิดของท่านตาเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ความเด็ดเดี่ยวมิเสื่อมคลายเช่นนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว แม้แต่ก้อนหินก็สมควรถูกสั่นคลอนได้บ้าง แต่ท่านตาของเจ้ากลับยังคงไม่ยอมรับปาก ยอมปล่อยให้แม่อยู่ด้านนอกมาหลายปีเพียงนี้”
“แต่เขาตามหาท่านมาโดยตลอด”
“หาข้าพบก็จะทำเพียงจับกุมกักขังข้าไว้ แตกต่างจากการที่ข้ากลับไปโดยสิ้นเชิง เมื่อปีนั้นข้าเคยบอกแล้วว่าขอเพียงเขาไม่มีอคติกับฝ่าบาท สนับสนุนพวกเราอย่างสุดความสามารถ แม่จะยอมกลับไปเอง”
เฟิ่งหลิงตื่นตะลึงจนกล่าวคำใดไม่ออก ท่านตาไม่เคยกล่าวเรื่องเหล่านี้กับเขา กลับปล่อยให้เขาตามหาเสด็จแม่จากเบาะแสที่ทิ้งไว้ให้เสด็จพ่อมาโดยตลอด
ในดวงตาของซูฉินเจือไปด้วยความเจ็บปวด “ตอนที่ยังไม่ได้แต่งให้เสด็จพ่อของเจ้า ท่านตาของเจ้าคิดจะจับคู่ข้ากับนายน้อยตระกูลหวายหวัง”
ตระกูลหวายหวัง?! นายน้อยของพวกเขา…มิใช่ว่าเป็น…
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”
ถึงแม้ว่าตระกูลหวายหวังจะเก็บตัว แต่สำหรับราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนแล้วพวกเขาเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดมาโดยตลอด จะอย่างไรเมื่อปีนั้นบรรพบุรุษของหวายหวังก็ควรได้รับสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิ แต่กลับไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ จึงได้จากไป มิเช่นนั้นแคว้นเหลียนในยามนี้คงกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง
เสด็จพ่อและเสด็จแม่ยังมิได้อภิเษกกัน แสดงว่ายามนั้นราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนและตระกูลมหาราชครูมิได้มีเรื่องขัดแย้ง แต่ท่านตากลับคิดจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลหวายหวัง! นี่…ก่อนหน้านี้ท่านตายังคิดให้เขาแต่งกับฝูจี เดิมทีคิดว่าต้องการผนวกอำนาจกับตระกูลหวายหวังเพื่อต่อต้านไท่ซ่างหวง แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินเสด็จแม่กล่าวเช่นนี้ หรือว่า…
“เล่าขานกันว่าการที่แคว้นเหลียนเติบโตยิ่งใหญ่เช่นนี้เป็นเพราะชีพจรแห่งแคว้น ตระกูลมหาราชครูของพวกเรากุมความลับของชีพจรแห่งแคว้น ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เริ่มมีคนเห็นแก่ตัว”
“ความหมายของเสด็จแม่ก็คือ…”
บนใบหน้าของซูฉินเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา “บางทีในความคิดของท่านตาเจ้า อำนาจของตระกูลมหาราชครูคงสำคัญยิ่งกว่าบุตรีของตน ถูกต้อง เขาคิดจะเก็บรวบแคว้นเหลียนเข้ากระเป๋า ให้ตระกูลมหาราชครูเข้าแทนที่ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน!”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงเต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ อย่างไรก็ตามเมื่อคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหน้านี้ รู้สึกว่าการคาดเดาของซูฉินมีสาเหตุ
“หากเป็นเช่นที่เสด็จแม่กล่าวจริงๆ เหตุใดท่านตาจึงไม่ไปตามหาที่อยู่ของชีพจรแห่งแคว้นโดยตรงแล้วใช้จุดอ่อนนี้ไปข่มขู่เสด็จพ่อเล่า? ถึงอย่างไรตอนนี้ตระกูลมหาราชครูและราชวงศ์ก็ฉีกหน้ากันไปจนหมดสิ้นแล้ว เขาไม่ควรสนใจสิ่งใดถึงจะถูก”
“หากมันง่ายเพียงนั้น ท่านพ่อคงทำไปนานแล้ว ว่ากันว่าที่ซ่อนของชีพจรแห่งแคว้น ต่อให้มีความลับนั้นอยู่ในมือ แต่จะหามันก็มิใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้น..ยังต้องการสายเลือดของราชวงศ์จึงจะเปิดมันได้”
ซูฉินมองเข้าไปในดวงตาของเฟิ่งหลิง จู่ๆ ก็ทำให้เขาร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา ประกายและความหมายที่แฝงอยู่ในนั้นทำให้เฟิ่งหลิงคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
หรือว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านตาตามเขากลับมาสุดชีวิต มิใช่เพียงเพราะต้องการตามหาเสด็จแม่ แต่เป็นเพราะ…คิดจะเตรียมการเรื่องนี้?!
“แม่ไม่ยอมกลับไป แต่เขากลับให้ลูกศิษย์มาตามหา เห็นได้ว่าต้องการบอกแม่ว่าเขามีความสามารถที่จะตามหาข้า แต่คราวนี้ข้าไม่คิดประนีประนอมอีก” ท่าทีของซูฉินหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ตอนนี้เสด็จพ่อของเจ้าและไท่ซ่างหวงกำลังต่อสู้กันภายใน นับเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของท่านพ่อโดยไม่ต้องสงสัยเลย”
“เสด็จแม่ หรือว่าท่านตาคิดจะใช้ท่านมาข่มขู่เสด็จพ่อ?” ใช้ประโยชน์จากบุตรีของตน…
เมื่อเดินออกมาจากในห้อง ทุกคนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศบนร่างของเฟิ่งหลิงและซูฉินแปรเปลี่ยนไปหนักอึ้งหาใดเปรียบ บุรุษรูปงามเบนสายตาขึ้นมองไปยังท่านไป๋อย่างลึกล้ำ อีกฝ่ายรีบเก็บสีหน้าลง ยืนอย่างนอบน้อม
เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณ ท่านไป๋รับทราบจึงรีบเดินตามไป
“นายน้อย คิดไม่ถึงว่าท่านจะอยู่ที่นี่ ก่อนหน้านี้ได้ยินเรื่องของคุณหนูกงซุน ข้ารู้สึกเป็นห่วงยิ่งนัก”
เฟิ่งหลิงยืนเอามือไพล่หลังราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง สงบนิ่งหาใดเปรียบ
ลมเย็นพัดเข้ามา ใบไผ่รอบด้านส่งเสียงแซ่กๆ พัดอาภรณ์ของบุรุษพริ้วไหว ความสงบนิ่งเช่นนี้ทำให้ท่านไป๋รู้สึกไม่สบายใจ หรือว่านายน้อย…ไม่อยากให้ตนปรากฏตัว?
“เจ้ากลับไปเถิด”
เนิ่นนานผ่านไปเฟิ่งหลิงจึงค่อยเอ่ยปาก
“นายน้อย!” ท่านไป๋รู้สึกตื่นตะลึง รีบเดินเข้ามา “ท่านหาราชครูให้ข้ามาตามหาฮองเฮา…”
“ข้ารู้ แต่เจ้าฟังข้าสักครั้งได้หรือไม่ กลับไป จากนั้นบอกท่านตาว่าเจ้าหาสิ่งใดไม่พบ” เฟิ่งหลิงหันมา ท่าทีเช่นนี้ทำให้ท่านไป๋ยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง
ด้านหนึ่งคือท่านมหาราชครูที่เลี้ยงดูสั่งสอนเขามา อีกด้านหนึ่งคือนายน้อยที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเขา
“ข้าจำได้ เจ้าเคยกล่าวว่าวันหน้าหากได้นั่งในตำแหน่งราชครูจะใช้ทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสร้างประโยชน์ให้แคว้นเหลียน ยังจำได้หรือไม่?”
“จำได้ขอรับ…” นายน้อยอยากบอกอะไรกันแน่?! หรือจะเป็นเรื่องที่ฮองเฮาทรงตรัสก่อนหน้านั้น? ท่านไป๋คล้ายไม่อยากคิดมาก เม้มริมฝีปาก กำมือทั้งสอง
“ข้ารู้ว่าเจ้าซื่อสัตย์ภักดีต่อท่านตา ตอนนี้ข้าให้เจ้าเลือกสองทาง หนึ่งก็คือกลับไป วันหน้าทำประโยชน์ให้แก่แว่นแคว้น หรือจะบอกร่องรอยของเสด็จแม่ให้ท่านตา สุดท้ายก็ทำประโยชน์ให้ท่านตา” ความหมายของเฟิ่งหลิงชัดเจนเพียงนี้ ท่านไป๋ค่อยๆ ก้มหน้าลง ประกายลุกโชนในดวงตาเผยความสับสนในใจเขาจนหมดสิ้นแล้ว
เขารักแผ่นดินนี้ รักแว่นแคว้นนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เด็กก็คิดฝันว่าวันหน้าจะได้เป็นราชครูแห่งแคว้นเหลียน แต่ตอนนี้ คำพูดของนายน้อยและฮองเฮากลับดังก้องอยู่ในหู แม้เขาคิดอยากสงสัยมากเพียงใดแต่กลับไม่มีเหตุผลมากพอจะหักล้าง
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังแว่วมา เฟิ่งหลิงเห็นใบหน้าสุขุมเยือกเย็นนั้นจึงรีบเดินเข้าไปด้วยความเคร่งเครียด “ซูเอ๋อร์ ที่นี่ลมแรง เข้าไปพักผ่อนในห้องเถิด”
อวิ๋นซูยิ้มพลางส่ายหน้า แต่กลับมองไปยังท่านไป๋ ส่งสายตาเป็นมิตรไปให้ “ท่านไป๋ ไม่เข้าไปดื่มชาในห้องหรือ?”
“คุณหนูกงซุน…”
อวิ๋นซูส่งสายตาให้เฟิ่งหลิง ท่านไป๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ยังคงเดินตามไป
ภายในห้องอันเงียบสงบมีควันขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากจอกชา ท่านไป๋มองดูสีหน้าขาวซีดของอวิ๋นซู อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “คุณหนูกงซุนไม่สบายหรือ เหตุใดสีหน้าจึงย่ำแย่เช่นนี้?”
“เพียงแค่ช่วงนี้เหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น ระยะนี้ท่านไป๋เป็นอย่างไรบ้าง?”
บุรุษเบื้องหน้าดวงตาเปล่งประกาย แต่ไม่นานก็ยกยิ้ม “ท่านอาจารย์ให้อภัยข้าแล้ว ลำบากคุณหนูกงซุนแล้วขอรับ”
“หากเป็นเช่นนี้จริงๆ เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่? ข้างกายท่านมหาราชครูสมควรมีตัวเลือกไม่น้อยกระมัง?”
ไหนเลยจะรู้ว่าอวิ๋นซูถึงกับใช้คำพูดโจมตีถูกจุด คราวที่แล้วเพราะท่านไป๋ทรยศคำสั่งของมหาราชครูลอบช่วยเหลือตน ทำให้ศิษย์อาจารย์มีใจออกห่าง จากความเข้าใจที่อวิ๋นซูมีต่อท่านมหาราชครู เขาจะยอมวางอคติที่มีต่อท่านไป๋ง่ายดายเพียงนั้นจริงหรือ?
ท่านไป๋อ้าปากเล็กน้อย มองไปยังดวงตากระจ่างใสของอวิ๋นซู อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “คุณหนูกงซุนยังคงฉลาดเฉลียวเช่นเดิม ไม่มีอะไรปิดบังท่านได้”
จริงดังคาด ครั้งนี้เรียกว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาแล้ว หากไม่ใช่ว่าท่านอาจารย์สงสัยเขาคงไม่ส่งเข้ามาตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อน นี่ถือเป็นการมอบโอกาสพิสูจน์ความซื่อสัตย์ภักดีให้เขา
เขาทราบดี ท่านมหาราชครูสิ้นเปลืองความพยายามไปกับเขามากมาย จะต้องไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่นอน แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขากลับหวังให้ท่านอาจารย์ยอมปล่อยเขาไปแล้วให้ผู้อื่นตามหาฮองเฮาแทน
ความคิดที่เขายืนหยัดมาหลายปีกลับถูกทำลายในเวลาเพียงหนึ่งวัน เกรงว่าหลังจากกลับไป เขาคงยากจะเผชิญหน้ากับท่านอาจารย์ด้วยท่าทีเช่นเดิม
ด้านหนึ่งคือแคว้นเหลียนที่ตนสาบานจะจงรักภักดีไปชั่วชีวิต อีกด้านหนึ่งคือท่านอาจารย์ที่มีบุญคุณต่อตน เขายากจะเลือกจริงๆ
“หากท่านไป๋กลับไป นำที่อยู่ของฮองเฮากลับไปรายงานให้ท่านมหาราชครูทราบ พวกเราก็จะไม่ตำหนิท่าน”
“คุณหนูกงซุน…” ท่านไป๋เงยหน้าขึ้น เขาคิดว่าอวิ๋นซูจะบอกให้เขายอมแพ้เสียอีก
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “จุดยืนของทุกคนแตกต่างกัน ความจริงท่านไป๋ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเพียงนี้ เมื่อใดต้องการไปขอเพียงบอกซูเอ๋อร์สักคำ ซูเอ๋อร์จะทำอะไรบางอย่างกับท่านไป๋เสียก่อน” หากปล่อยให้เขากลับไปเช่นนี้ย่อมไม่อาจกำจัดความสงสัยในใจท่านมหาราชครูได้แน่ หากให้เขาปรากฏตัวต่อหน้าท่านมหาราชครูในสภาพบาดเจ็บสาหัส ย่อมมีทางถอยให้ท่านไป๋
บุรุษฝั่งตรงข้ามดวงตาเปล่งประกายแวววาว เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของอวิ๋นซูแล้ว คิดไม่ถึงว่าแขกไม่ได้รับเชิญเช่นตน คุณหนูกงซุนจะยังคิดใส่ใจด้วย
ท่านไป๋ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด จมจ่ออยู่กับความทรมานอันไร้ก้นบึ้ง
ยามนี้เอง ด้านนอกมีเสียงการเคลื่อนไหวที่ผิดแผกไปดังขึ้น
“ฮ่าๆๆๆ…ศิษย์คนดี ไม่พบกันนาน แต่งงานไปเสียแล้ว!”
เสียงไม่คุ้นเคยดังแว่วมาตามสายลม ท่านไป๋สั่นไปทั้งตัว หันกลับไปมองนอกหน้าต่างอย่างยากจะเชื่อ
เสียงนี้ หากเขาฟังไม่ผิด หรือว่าจะเป็น…
เขารีบลุกขึ้นยืน เปิดประตูห้องออกไป เบื้องหน้าคล้ายจะพร่ามัว พบว่าในป่าไผ่ฝั่งตรงข้ามมีบุรุษอาภรณ์ขาวพริ้วไหวมาตามสายลม เส้นผมขาวโพลนโบกสะบัด ลักษณะเปี่ยมความเมตตาใจดีดุจเทพเซียน เดินมาทางเขาราวออกมาจากภาพฝัน
“ท่านราชครู…”