หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 925 ชีพจรแห่งแคว้น
เล่มที่ 31 ตอนที่ 925 ชีพจรแห่งแคว้น
“ท่านอาจารย์!” เฟิ่งหลิงที่อยู่นอกห้องมีความยินดีเต็มหน้า รีบเดินเข้าไปโดยพลัน ราชครูยื่นมือออกไปตบไหล่ของเขา “อาจารย์ได้รับข่าวจากศิษย์พี่ของเจ้าแล้ว น่าเสียดายที่ตัวอยู่ไกลจึงมาไม่ทันดื่มชามงคลของเจ้า ไม่ตำหนิอาจารย์ใช่หรือไม่?”
เฟิ่งหลิงรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ตั้งแต่แยกกันครั้งที่แล้ว เขาก็ลืมไปแล้วว่าตนไม่ได้พบราชครูมานานเพียงใด
“ท่านอาจารย์ ระยะนี้ท่านไปที่ใดกันแน่? เสด็จพ่อไม่ยอมบอก ศิษย์ถึงกับเป็นห่วงว่า…”
พบว่าชายชราผมขวางยิ้มกว้าง “เป็นห่วงอันใด? ใต้หล้ากว้างใหญ่ ทว่ายังไม่มีผู้ใดทำให้อาจารย์ของเจ้าลำบากได้หรอก!” เขาเลิกคิ้วขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและลำพองใจ
เพียงไม่นานสายตาด้านข้างก็ทำให้เขาได้สติกลับมา ราชครูหันไป เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนค้ำประตู กำลังใช้สายตาซับซ้อนและหวั่นไหวมองมาที่ตน
“ผู้นี้คือ…” สายตาแวววาวนั้นหยุดมองอยูบนร่างของท่านไป๋ บุรุษหนุ่มผู้นี้มีบรรยากาศคล้ายตนอยู่หลายส่วน
“ท่านราชครู…”
“ท่านอาจารย์ เขาคือท่านไป๋” คำพูดของเฟิ่งหลิงเพิ่งจะจบ เบื้องหน้าของราชครูพลันเปล่งประกายแวววาว “เสี่ยวไป๋? ฮ่าๆๆ โตเพียงนี้แล้ว!”
ชื่อเรียกที่ทำให้ผู้อื่นหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้กระตุ้นให้ท่านไป๋ย้อนนึกไปถึงอดีตเนิ่นนานก่อนหน้านี้ ครั้งแรกที่ได้พบกันยามเขายังเด็ก มือที่วางอยู่บนศีรษะตนอบอุ่นและอ่อนโยน จนกระทั่งวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเขา
“โอ้ สูงกว่าผู้ชราแล้ว ยามนั้นตอนพบกัน เจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อย…” เหนือศีรษะมีเรี่ยวแรงอันอบอุ่นแพร่ออกมาอีกครั้ง ท่านไป๋ชะงักไปเล็กน้อย ปล่อยให้อีกฝ่ายลูบศีรษะตนเบาๆ ราชครูยังคงแย้มยิ้ม “ดูท่าทางคงเรียนได้ดีกระมัง?”
ท่านไป๋มีปฏิกิริยากลับมาโดยพลัน รีบยกชายอาภรณ์ถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วคุกเข่าลง “คารวะท่านราชครู!”
“ฮ่าๆๆ เหตุใดยังระมัดระวังเช่นนี้? ไม่ง่ายเลยกว่าจะออกมาจากที่นั่นได้ ใช้ชีวิตให้อิสระเสียหน่อยเถิด!” คำพูดของเขาคล้ายมีความหมายลึกล้ำ เพียงแต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดกลับทำให้หัวใจของท่านไป๋สั่นไหว
อิสระ? เหตุใดประโยคนี้ของท่านราชครูจึงทำให้ส่วนลึกในใจเขาถูกโจมตีอย่างแรง
“ในเมื่อเสี่ยวไป๋อยู่ที่นี่แสดงว่า…”
“ท่านราชครู ไม่พบกันนาน” ยามนี้เอง เสียงอันอ่อนโยนดังแว่วมาจากมุมหนึ่ง แววตาลึกล้ำแฝงความหมายของราชครูพลันเปลี่ยนไป เขามองไปยังสตรีตรงข้ามที่เดินเข้ามาอย่างเปิดเผยด้วยอาการตื่นตะลึง พริบตาเดียวก็รีบเก็บสีหน้า
“ฮองเฮา!”
ราชครูรีบเดินเข้าไป ดูคล้ายยินดียิ่งนัก พยายามกระพริบตาเพื่อพิสูจน์ว่าตนมิได้กำลังฝัน “ฮองเฮาอยู่ที่นี่จริงๆ! กระหม่อม กระหม่อม…ผิดต่อเหนียงเหนียงแล้ว!”
เขากำลังจะคารวะ แต่กลับถูกซูฉินหยุดไว้
“เหตุใดท่านราชครูต้องกล่าวเช่นนี้ ไม่พบกันหลายปี ท่านยังเหมือนเมื่อก่อน”
“ไม่ กระหม่อมแก่แล้วจริงๆ แต่เหนียงเหนียงยังคงเหมือนเมื่อก่อน ได้รับการดูแลจากสวรรค์จริงๆ” ทั้งสองคล้ายกับสหายที่มิได้พบกันนานหลายปี เขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปมองท่านไป๋ครู่หนึ่ง
สายตาเช่นนั้นถึงกับทำให้ท่านไป๋ก้มหน้าอย่างร้อนตัว ไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย เชื่อว่าราชครูคงคาดเดาได้แล้วกระมังว่าเป็นท่านมหาราชครูสั่งให้ตนมาตามหาเหนียงเหนียง?
“เหนียงเหนียง กระหม่อมมีข่าวดีอยากแบ่งปันกับเหนียงเหนียงอยู่พอดี เสี่ยวไป๋ ไปรอผู้ชราด้านนอกก่อน ผู้ชราต้องการสนทนาเรื่องเก่าก่อนกับเจ้าเสียหน่อย”
เรื่องเก่าก่อน? ท่านไป๋ได้รับความโปรดปรานอย่างมิคาดคิดจนถึงกับยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกว่าท่านราชครูเป็นตัวตนที่มิอาจสั่นคลอน ในใจถึงกับมีความโหยหาและเคารพ ก่อนหน้านี้เขาคัดตำราอยู่ที่ตระกูลมหาราชครู จนท่องจำเรื่องของเขาได้อย่างคล่องแคล่วราวสายน้ำไหล ถูกความสามารถและพรสวรรค์ของเขาทำให้รู้สึกเลื่อมใสอย่างลึกล้ำมาตลอด วันนี้เขากล่าวว่าต้องการสนทนาเรื่องเก่าก่อนกับตนหรือ? น้ำเสียงสนิทสนมเช่นนี้คล้ายกับพวกเขาเป็นสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันนานหลายปีจริงๆ
ท่านไป๋ย้อนนึก ดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่ท่านราชครูไม่ได้กลับไปที่ตระกูลมหาราชครูก็ได้ยินเรื่องของเขาจากปากท่านมหาราชครูน้อยมาก ไม่ทราบว่ายังรักษาความสัมพันธ์เรื่องการงานกับท่านมหาราชครูอยู่หรือไม่?
อวิ๋นซูค่อยๆ เดินมาข้างกายท่านไป๋ มองบุรุษที่จมอยู่กับความสับสนและการใคร่ครวญ เอ่ยปากอย่างอ่อนโยน “หากท่านไป๋มีความสงสัยใด อีกสักครู่ก็ถามท่านราชครูด้วยตนเองเถิด บางทีเขาอาจจะมอบทางสว่างให้ท่านได้”
ภายในห้องอันเงียบสงบ ซูฉินมองดูรอยยิ้มในดวงตาของราชครู แววตาเจือไปด้วยความแปลกใจ คิดไม่ถึงว่าไม่พบกันหลายปี เขาจะทำให้ตนรู้สึกเช่นเดิม ทุกคนต่างเคารพและหวาดกลัวราชครูที่รู้ทุกเรื่องตั้งแต่ดาราศาสตร์ถึงภูมิศาสตร์ท่านนี้มาก แต่กลับไม่คิดว่าเขาจะใช้ชีวิตเป็นดั่งเฒ่าทารก ชอบยั่วให้ผู้อื่นอยากรู้ทั้งยังชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น ทว่าเวลาที่สมควรจริงจังเขากลับเปี่ยมบารมียิ่งกว่าผู้ใด
“คิดไม่ถึงว่าองค์ชายจะหาท่านเจอจริงๆ”
“ขอบคุณท่านราชครูที่ดูแลหลิงเอ๋อร์ หากวันหน้า…ฉินเอ๋อร์เป็นอะไรไป หวังว่าท่านราชครูจะช่วยเหลือเขาเต็มที่”
ท่านราชครูขมวดคิ้วโดยพลัน “กระหม่อมไม่ชอบฟังคำพูดเช่นนี้ของเหนียงเหนียงเลย อุปสรรคเมื่อยี่สิบปีก่อนล้วนผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ไม่มีอะไรจะสั่นคลอนพวกท่านได้ องค์ชายใหญ่เป็นผู้ยอดเยี่ยมโดดเด่น เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยาก ในจุดนี้นับว่าได้รับสืบทอดสติปัญญามาจากเหนียงเหนียงจริงๆ”
ซูฉินไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมา “ท่านกล่าวเช่นนี้ฉินเอ๋อร์ภาคภูมิใจยิ่งนัก เข้าเรื่องกันเถิด ไม่ทราบว่าหลายปีมานี้ท่านราชครูหาของที่พวกเราต้องการพบหรือไม่?”
“ความเฉลียวฉลาดของเหนียงเหนียงไม่แพ้เมื่อปีนั้นเลยจริงๆ ถึงกับทราบว่ากระหม่อมต้องการกล่าวเรื่องใด ถูกต้อง คราวนี้กระหม่อมออกสำรวจไปทุกที่ ในที่สุดก็หาที่ที่อาจมีชีพจรแห่งแคว้นพบแล้ว!”
ดวงตาของซูฉินพลันเกิดประกายสดใส “หาพบแล้วจริงหรือ?!”
ท่านราชครูยิ้ม “แม้จะไม่มั่นใจเต็มสิบส่วน แต่สถานที่นั้น หากมิใช่ชีพจรแห่งแคว้นก็คงเป็นดินแดนเซียนบนโลกมนุษย์ เป็นแผ่นดินในอุดมคติแล้ว” เขาหยิบแผนที่แผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งไปเบื้องหน้าซูฉิน “นี่คือแผนที่แคว้นเหลียนที่กระหม่อมวาดออกมาในหลายปีนี้ ควรจะครบครันที่สุดแล้ว”
เนื่องมาจากสาเหตุทางด้านภูมิประเทศและตำแหน่งที่ตั้งของแคว้นเหลียนทำให้ในแคว้นไม่มีแผนที่ที่สมบูรณ์ หลายปีมานี้นอกจากราชครูจะทำงานให้ราชวงศ์แล้ว หลายครั้งยังออกเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อเติมเต็มแผนที่ให้สมบูรณ์
เขาชี้ไปยังส่วนท้ายสุดของแผนที่ “เขตนี้คือแอ่งกระทะที่ถูกล้อมด้วยกลุ่มเขา ตั้งอยู่ปลายสุดของแคว้นเหลียน อย่างไรก็ตามภูเขาทั้งหมดคล้ายจะกระจายตัวไปรอบด้านโดยมีมันเป็นจุดศูนย์กลาง แผ่กิ่งก้านออกไปอย่างสมบูรณ์ รอบด้านภูเขาและแม่น้ำไร้ซึ่งผู้คนอาศัยอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นสภาพอากาศที่นั่นทำให้เกิดหมอกราวกับสรวงสวรรค์ปกคลุมจนเป็นเอกลักษณ์ คล้ายกับค่ายกลขนาดใหญ่ กระหม่อมหลงทางอยู่ที่นั่นหนึ่งเดือน โชคดีที่มีฝนตกจึงหาทางออกพบ”
สัญลักษณ์บนแผนที่ชัดเจนยิ่งนัก ซูฉินมองดูภูมิประเทศที่คล้ายกับเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง ยิ่งรู้สึกว่าการคาดเดาของท่านราชครูถูกต้องแล้ว
“หากที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของชีพจรแห่งแคว้นจริงๆ เช่นนั้นในมือของพวกเราก็มีไพ่ตายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง…”
“ฮองเฮาคิดจะเป็นศัตรูกับมหาราชครูจริงหรือ?”
เดิมทีคำพูดเช่นนี้มิสมควรออกมาจากปากของท่านราชครู คิดไม่ถึงว่าเขากลับกระตือรือร้นจนยากจะปกปิด หากผู้อื่นได้ยินเกรงว่าคงตกใจจนกล่าวคำใดไม่ออก
“สิ่งที่ท่านพ่อเลือกมิใช่หนทางที่จะทำให้ตระกูลมหาราชครูรุ่งโรจน์ได้อย่างยั่งยืนเป็นแน่ สายเลือดของราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนมิอาจเปลี่ยนแปลง”
“เอาล่ะ ฮองเฮาทอดพระเนตรแผนที่นี้ไปเถิด กระหม่อมจะออกไปสนทนากับเด็กโง่ผู้นั้นเสียหน่อย” ท่านราชครูลุกขึ้นยืน ไม่นานก็เดินหายไปจากประตู
อีกด้านหนึ่ง ท่านไป๋ยังคงอยู่ในการใคร่ครวญ เขาไม่กล้ามั่นใจว่าท่านราชครูจะกล่าวอะไรกับตน หากให้ตนปิดบังเรื่องเหนียงเหนียง ตนจะทำเช่นไรดี?
“เสี่ยวไป๋ ยามปกติเจ้าระมัดระวังตัวเพียงนี้เชียวหรือ?”
ยามนี้เอง ด้านนอกมีเสียงจนใจดังแว่วมา ท่านไป๋รีบลุกขึ้นยืน “ท่านราชครู!”
“…” เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขา ท่านราชครูจึงหัวเราะเสียงแห้ง “เห็นเจ้าแล้ว เหมือนได้เห็นตนเองเมื่อยามนั้นจริงๆ”
อะไรนะ? เห็นได้ชัดว่าท่านไป๋คิดไม่ถึงว่าราชครูจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ราชครูที่ดูคล้ายกับมีกลิ่นอายเซียนอยู่ทั่วทั้งร่างนั่งลงตรงข้ามเขา “เจ้ายังอายุน้อย สมควรไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำยิ่งกว่าผู้ชราถึงจะถูก ดูท่าทางนิสัยของมหาราชครูยังคงเหมือนเดิม”
คำพูดเช่นนี้เมื่อฟังดูแล้ว ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างราชครูและมหาราชครูจะมิได้ง่ายดายเช่นที่ตนคิด
“ผู้ชราก็ชรามากแล้ว วันหน้าเมื่อเจ้าได้นั่งในตำแหน่งนี้จึงจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น มิได้ยากลำบากเช่นที่เจ้าคิด”
ท่านไป๋คิดว่าตนมีคำพูดอัดแน่นอยู่เต็มท้องคิดอยากสนทนากับอีกฝ่าย คงมีเพียงท่านราชครูจึงจะเข้าใจความสับสนในใจตน ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็อยากรู้ว่าท่านราชครูคิดเช่นไรกับหน้าที่และภารกิจของตน
“ศิษย์คิดว่าตนไม่เหมาะกับตำแหน่งราชครูขอรับ”
“อ้อ? พบเจอความยากลำบากอันใดมาเล่า? ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งราชครู หากยังเรียนไม่จบย่อมไม่สามารถออกมาจากสถานที่แห่งนั้นได้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ แสดงให้เห็นแล้วว่ามหาราชครูให้ความสำคัญกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”
ทว่าท่านไป๋กลับหัวเราะเสียงขืน “ก่อนหน้านี้ศิษย์ทรยศคำสั่งของท่านอาจารย์ ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง”
เมื่อเห็นท่าทีตำหนิตนเองและรู้สึกผิดของเขา ราชครูจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นหากมีสักวันหนึ่งที่คำสั่งของมหาราชครูและฝ่าบาทขัดแย้งกัน เจ้าจะเชื่อฟังผู้ใด?”
คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล่าวถึงความสับสนในใจตนออกมาตามตรงเช่นนี้ ท่านไป๋สั่นสะท้านไปทั้งร่างแต่กลับกล่าวคำใดไม่ออก
“มิทราบว่าท่านราชครูจะชี้แนะศิษย์ผู้หลงทางได้หรือไม่?”
“ความจริง เส้นทางที่อยู่เบื้องหน้าเจ้ามีอยู่สองเส้นทาง ความสัมพันธ์และความชอบธรรม” ท่านราชครูมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “หลายร้อยหลายพันปีมานี้ตระกูลมหาราชครูล้วนทำงานให้กับราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน หากความคิดของมหาราชครูและฝ่าบาทขัดแย้งกัน นี่นับว่า…มีใจคิดกบฏหรือไม่?”
กบฏ…ท่านไป๋ค่อยๆ ก้มหน้าลง ความนัยของฮองเฮาก็ชัดเจนเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงฟังไม่ออก
“วางตำแหน่งศิษย์ตระกูลมหาราชครูของเจ้าไว้ข้างๆ เสียก่อน หากเจ้าเป็นเพียงศิษย์ของข้า ไม่มีความเกี่ยวพันกับมหาราชครูแม้แต่ครึ่งส่วน เจ้าจะลังเลเช่นนี้หรือไม่? ในฐานะที่เป็นราชครู ต้องกล้าเอ่ยยามเมื่อฝ่าบาทตัดสินพระทัยผิด ชักนำแคว้นไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เทียบกันแล้วก็เหมือนกระจกด้านหนึ่ง นี่คืออำนาจและหน้าที่ของพวกเรา” ท่านมหาราชครูเทน้ำชาสองถ้วย ผลักไปเบื้องหน้าท่านไป๋ “น้ำสองถ้วยนี้ หากเจ้ามิวางถ้วยใดถ้วยหนึ่งลง ก็มิอาจทำหน้าที่ของตนได้ตลอดไป”
คำพูดเดียวปลุกเขาให้ตื่นจากความฝัน หากเขาไม่ยอมตัดสินใจเช่นนี้ไปตลอด วันหน้ามือเท้าของเขาจะถูกพันธนาการ
“หากแคว้นเกิดความวุ่นวายเพราะขุนนางก่อกบฏ เจ้าจะเลือกเช่นไร?”
ขุนนางก่อกบฏ?! ดวงตาของท่านไป๋หดเกร็ง ในใจหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก