หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 926 คนเก่าแก่รวมตัว
เล่มที่ 31 ตอนที่ 926 คนเก่าแก่รวมตัว
บุรุษตรงข้ามร่างกายแข็งทื่อ เมื่อเห็นแววตาลุกโชนของเขา ท่านราชครูกลับแย้มยิ้มอย่างเข้าใจ
“เจ้ายังไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงต้องการเป็นราชครูใช่หรือไม่?”
ท่านไป๋เงยหน้าขึ้น “ศิษย์เลื่อมใสในตัวท่านราชครูมาโดยตลอด หวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ทำประโยชน์เพื่อแว่นแคว้นเฉกเช่นท่านราชครู” เขากล่าวคำพูดนี้จากใจจริง กี่ครั้งแล้วที่เขาอ่านตำราจนดึกดื่น ศึกษาวิชาค่ายกลกลไก ศึกษาวิถีดวงดาว จะลำบากจะเหนื่อยล้าเพียงใด ขอเพียงคิดถึงบุรุษสูงใหญ่ที่ลูบหัวตนเมื่อปีนั้น เขาจะลืมความลำบากทั้งหมดไปได้ เพื่อที่สักวันหนึ่งจะได้ยืนอยู่ข้างกายเขา กลายเป็นคนเช่นเดียวกับเขา
“เจ้ากล่าวเองว่าต้องการทำประโยชน์เพื่อแว่นแคว้น หากทำประโยชน์เพื่อมหาราชครูเพียงผู้เดียว เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องเป็นราชครูด้วย? อยู่ที่นั่นต่อไปก็ไม่ดีขึ้น”
ดวงตาของท่านไป๋เปล่งประกาย แต่กลับมีความรู้สึกผิดและโศกเศร้าอยู่หลายส่วน “ศิษย์ยังไม่มีคุณสมบัติจริงๆ…”
“คุณสมบัติอันใดกัน? เจ้าเพียงยังหาขีดจำกัดของตนไม่พบเท่านั้น คนหนุ่มเอ๋ยเรื่องของความรู้สึกนั้นสิ่งปกติธรรมดามาก ต้องทราบว่าก่อนหน้านี้ผู้ชราก็เชื่อฟังเพียงคำสั่งของท่านอาจารย์เช่นเดียวกัน ทว่าภายหลังได้พบคนมากมาย เกิดเรื่องขึ้นมากมาย สุดท้ายจึงมีหลักการของตนเอง” ท่านราชครูยิ้มพลางลูบเคราขาว ในดวงตามิปรากฏเจตนาตำหนิแม้แต่น้อย
“เช่นนั้น ท่านราชครูมีใจซื่อสัตย์ต่อแคว้นเหลียน…”
ชายชราที่อยู่ตรงข้ามยื่นมือออกมาเคาะไปยังหน้าอกของท่านไป๋หนักๆ ครั้งหนึ่ง “เจ้าเด็กนี่ เหตุใดจึงหมดอาลัยตายอยากเช่นนี้? ผู้ชราจำได้ว่ายามเห็นเจ้าเมื่อปีนั้น เจ้าเป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาคนหนึ่ง มหาราชครูสอนเจ้าเช่นไรจึงได้มีสภาพไร้ชีวิตเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักทะนุถนอมเลยจริงๆ!”
“…” ท่านไป๋คิดไม่ถึงว่าท่านราชครูผู้สง่างามจะกระทำเช่นนี้ ทว่ากลับทำให้เขายิ่งรู้สึกอบอุ่นในใจ
ชายชราผมขาวที่อยู่ตรงข้ามค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายลมเย็นห้อมล้อมอยู่ข้างกายเขา อาภรณ์พริ้วไหว “ผู้ชราซื่อสัตย์กับตนเอง หากคิดว่าสิ่งใดถูก ผู้ชราจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ไม่ว่าผู้ใด หากได้ใจผู้ชรา ผู้ชราจะคิดเพื่อคนผู้นั้น เมื่อคิดเช่นนี้แล้วผู้ชราก็นับว่าทำตามอำเภอใจอยู่บ้าง ฮ่าๆๆ…”
เสียงแว่วมาตามสายลม คล้ายพัดมาจากห้องอีกด้านหนึ่ง จนกระทั่งท่านไป๋ได้สติกลับมา เบื้องหน้าไหนเลยจะมีเงาร่างของท่านราชครูอยู่อีก
ซื่อสัตย์กับ…ตนเองหรือ?
ยามค่ำคืน ในป่าทึบบริเวณชายแดนแคว้นเหลียน
“เรียนนายน้อย สายลับที่พวกเราส่งไปในหมู่บ้านแห่งนั้นมีข่าวมาแล้วขอรับ” จดหมายลับฉบับหนึ่งถูกยื่นไปเบื้องหน้า หวงฝู่เฉินเปิดออกอ่าน พลันต้องตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืน
คนของตระกูลมหาราชครูปรากฏตัวที่หมู่บ้านแห่งนั้น เช่นนั้น…
ลางสังหรณ์อันรุนแรงเอ่อล้นอยู่ในใจอีกครั้ง คราวนี้เขาเชื่อมั่นในความคิดของตนมากขึ้น หมู่บ้านแห่งนั้นจะต้องซ่อนความลับบางอย่างอยู่เป็นแน่!
“มีข่าวของคนผู้นั้นหรือไม่?”
“ตอบนานยน้อย หลังจากบุรุษของตระกูลมหาราชครูเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นแล้วก็ตัวหายไป บางที…”
บางทีเขาอาจหาคนผู้นั้นพบแล้ว!
“เรื่องราวมิอาจรั้งรอ พวกเรารีบออกเดินทางทันที!”
ขณะนั้นเองสตรีงามพิลาสปรากฏตัวขึ้นบริเวณประตู บนใบหน้าของฝูจีปรากฏความยินดี เดิมทีนางไม่อยากกลับไปที่ตระกูลเร็วเช่นนั้น ตอนนี้ท่านพ่อจะกลับไปที่หมู่บ้านนั้นอีกแล้วหรือ?
คิดไม่ถึงว่าหวงฝู่เฉินจะทำเพียงมองนางอย่างเรียบเฉย “พาคุณหนูกลับไปส่ง”
“อะไรนะ? ท่านพ่อ ไม่ ลูกจะไปด้วยกันกับท่าน!”
“เหลวไหล! ยามนี้เมืองหลวงแห่งแคว้นเหลียนกำลังวุ่นวายครั้งใหญ่ เจ้ารีบกลับไปยังตระกูลเสีย หากไม่มีคำสั่งของพ่อก็อย่าได้เหยียบย่างออกมาแม้แต่ครึ่งก้าว!”
ฝูจีขมวดคิ้วมุ่น “ท่านพ่อคิดจะไปตามหาฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนใช่หรือไม่?”
“เจ้า…” หวงฝู่เฉินคิดไม่ถึงว่าฝูจีจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ ดวงตาของเขามืดครึ้มลง “อย่าให้พ่อต้องพูดเป็นครั้งที่สอง!”
อย่างไรก็ตาม สตรีงดงามกลับยิ้มเย็นชา “ลูกอยากจะเห็นเสียจริง ฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนท่านนั้นจะมีหน้าตาเช่นไรจึงทำให้ท่านพ่อยากลืมเลือนมาหลายปี ทำให้ท่านแม่มิได้รับการเหลียวแล! ลูกมีคุณสมบัติที่จะได้รู้!”
นางตัดสินใจแล้ว ยามนี้ต่อให้ต้องถูกสังหารด้วยมือของหวงฝู่เฉินก็จะไม่ยอมกลับไปอย่างน่าอนาถเด็ดขาด! อาศัยอะไรที่ท่านพ่อไล่ตามความรักของตนได้ แต่นางกลับถูกกักขังอยู่ในตระกูลชั่วชีวิต!
ยังจำได้ดี ท่านแม่มักจะยืนอยู่ข้างหน้าต่างทอดมองไปยังสถานที่ห่างไกล แผ่นหลังเช่นนั้นดูโดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยว นางรักท่านพ่ออย่างลึกล้ำเพียงนั้น ส่วนท่านพ่อ หลังจากที่ตนเกิดก็กลับไปน้อยครั้ง ในความคิดของฝูจี นางมีความเคารพยำเกรงต่อหวงฝู่เฉิน แต่ที่มีมากกว่าคือความรู้สึกกล่าวโทษ
ท่านแม่และตนมิได้รับความรักจากท่านพ่อมากนัก ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียน! นางสืบมาจนชัดเจนแล้ว ท่านพ่อไม่เคยกล่าวถึงเรื่องในอดีตกับตนมาก่อน ที่แท้เขาก็เหมือนกับตน ถูกทำให้อับอาย ถูกทอดทิ้ง เป็นอดีตที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิ!
เขาไม่มีคุณสมบัติมาสั่งให้ตนยอมแพ้ เพราะเขาก็เหมือนกับตน เป็นคนที่ไม่เต็มใจจะพ่ายแพ้!
หวงฝู่เฉินในยามนี้ไม่มีอารมณ์มาตำหนิฝูจี เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณ พลันมีองครักษ์เงาเข้ามาขวางนางไว้นอกประตู “คุณหนูเชิญ กลับไปกับพวกเราเถิด!”
“พวกเจ้ากล้าแตะต้องข้าหรือ?!”
“คุณหนู ล่วงเกินแล้ว!”
ฝูจีถูกพาตัวออกไป อย่างไรก็ตามในดวงตาของนางกลับมีประกายบางอย่างไหลผ่าน
ม้าเร็วตัวหนึ่งทะยานผ่านป่าโดยไม่สนใจสิ่งใด
ในดวงตาของหวงฝู่เฉินเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้น หากคนของมหาราชครูหานางพบ เช่นนั้นไม่นานนางก็จะถูกพากลับไป ด้วยสถานะในตอนนี้ของนาง มิแน่ว่ามหาราชครูอาจนำนางมาข่มขู่จักรพรรดิเหลียนก็เป็นได้ เมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นการเหนี่ยวรั้งการเคลื่อนไหวของตน คราวนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องหานางให้พบ!
ค่ายกลเหล่านั้นจะต้องเป็นของนางแน่นอน! เหตุใดตอนนั้นตนจึงได้ลังเล? ทำให้เสียเวลาไปมากเช่นนี้ หวงฝู่เฉินคิดว่าสวรรค์ล้อเล่นกับตนแล้วจริงๆ!
ค่ำคืนนี้ยาวนานเป็นพิเศษ บุรุษบนหลังม้าแทบอยากจะติดปีกอย่างอดรนทนไม่ไหว อยากบินไปอยู่ข้างกายซูฉินทันที
ยามเช้า แสงอาทิตย์แรกสาดส่องเข้ามาในเรือนพักอันอบอุ่น
บนทุ่งหญ้าบริเวณเนินเขามีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่นั่นนานแล้ว เฝ้ามองการตื่นของสรรพสิ่ง
จากมุมมองของท่านไป๋สามารถเห็นทุกการเคลื่อนไหวในเรือนพักได้พอดี เขานอนไม่หลับมาหนึ่งคืน ใคร่ครวญถึงคำพูดของท่านราชครูเมื่อคืนนี้ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ดูเหมือนคำพูดนี้จะวนเวียนอยู่ในสมองไม่หยุด ทำให้เขาที่อยู่ในความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งเริ่มออกเดินไปยังแสงสว่างเบื้องหน้า
“พี่สะใภ้ มีอะไรให้ช่วยหรือไม่?”
ในมุมหนึ่งของเรือนพัก เงาร่างหลายร่างดึงดูดความสนใจของท่านไป๋ ใบหน้าแย้มยิ้มเหล่านั้นตลอดจนความสนิทสนมและเข้าใจกันที่แสดงออกมาในทุกการกระทำนั้น สิ่งเหล่านี้หากอยู่ข้างกายท่านมหาราชครูคงยากจะสัมผัส
ท่านราชครูกล่าวว่า เมื่อออกมาจากตระกูล ได้พบผู้คนมากมาย ได้พบเรื่องราวมากมาย ทำให้เขาได้เปิดโลกทัศน์ จู่ๆ ท่านไป๋คิดว่าความรู้สึกว่างเปล่าของตนเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่?
ในยามที่การเรียนเป็นเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขา ยามที่คำสั่งของมหาราชครูเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในชีวิตเขา ท่านไป๋คล้ายจะไม่รู้สึกว่าตนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง กิเลสและความรู้สึกของเขาล้วนถูกควบคุมเอาไว้
ท่านราชครูกล่าวว่าเขาเองก็เป็นคนชอบทำตามอำเภอใจ หมายถึงเช่นนี้หรือ? ตนจะเป็นเหมือนเขาได้หรือไม่ เป็นคนทำตามอำเภอใจ ฟังเพียงเสียงที่แท้จริงในใจตน
ฮองเฮา นายน้อย คุณหนูกงซุน ตลอดจนทุกคนในเรือนพักเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขาเป็นคนดีที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอบอุ่นโดยไม่ต้องสงสัยเลย หากตนฟังคำสั่งของมหาราชครู เช่นนั้นมิใช่ว่าจะเป็นการทำลายภาพอบอุ่นกลมเกลียวนี้หรือ จะให้เขาทำร้ายคนอบอุ่นอ่อนโยนเหล่านี้หรือ? ท่านไป๋คิดว่าตนทำไม่ลงจริงๆ
ขณะนั้นคล้ายว่าเขาจะหาคำตอบพบแล้ว ทอดตัวนอนลง มองไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่เหนือศีรษะ
ที่แท้เมื่อตัดสินใจแล้ว อารมณ์จะผ่อนคลายเปี่ยมอิสระเพียงนี้เชียว
เรื่องที่เขาคิดว่าถูก หลักการของเขา ต่อให้สุดท้ายต้องตายอยู่ในมือของท่านมหาราชครู เขาก็ยินยอม
ท่านไป๋ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนตนจากไป อย่างน้อยก็ควรดื่มกับนายน้อยสักจอก นับว่าขอบคุณในบุญคุณช่วยชีวิตที่อีกฝ่ายมีต่อตนก่อนหน้านี้
“ท่านไป๋เล่า?”
“ไม่เห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” นายท่านตระกูลสาขาตอบอย่างสงสัย
ซูฉินค่อยๆ มีสีหน้าเคร่งขรึมลง หรือว่าเขาจะกลับไปรายงานท่านพ่อแล้ว?
“เสด็จแม่ บางทีอาจได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว” เฟิ่งหลิงเดินมาด้านหลัง เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของซูฉินเมื่อวานนี้ เขาก็คิดว่าจะไม่ปล่อยให้นางกลับไปอยู่ข้างกายท่านมหาราชครูเป็นอันขาด
“สุขภาพของซูเอ๋อร์ยังไม่ดี หากไปจากที่นี่เกรงว่าจะเป็นการถ่วงเวลารักษานาง” ซูฉินย่อมมีความคิดของตนเอง ทั้งสองค่อยๆ เงียบลง จากนั้นสตรีงามเพริศพรายจึงสูดหายใจลึก “แม่จะไปพูดกับเขาเสียหน่อย มิแน่ว่าท่านไป๋อาจจะเปลี่ยนใจ”
บนถนนเล็กๆ ท่านไป๋ถือสุราที่เขาซื้อมาจากหมู่บ้านไว้ในมือ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ
เบื้องหน้า เงาร่างงดงามเป็นเอกยืนอยู่ตรงนั้น ทำให้เขาค่อยๆ ชะงักฝีเท้าลง “ฮองเฮา?”
ซูฉินมองไปยังบุรุษเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ บนร่างของเขาคล้ายจะมีรัศมีเปล่งประกายแผ่ออกมา ถึงกับแตกต่างจากท่าทีสับสนวุ่นวายเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งในมือของเขา สุราหรือ?
ท่านไป๋เดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม “ฮองเฮา ผู้น้อยแซ่ไป๋ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปรับโทษกับท่านอาจารย์ที่ผู้น้อยแซ่บไป๋ไม่อาจหาร่องรอยของเหนียงเหนียงพบ”
คำตอบของเขาทำให้ซูฉินดวงตาเปล่งประกาย “เจ้า…”
พบว่าบุรุษหนุ่มแย้มยิ้ม “ก่อนจากไปผู้น้อยแซ่ไป๋อยากสนทนากับนายน้อยดีๆ เสียหน่อย ฮองเฮาโปรดวางพระทัย เรื่องที่ผู้น้อยแซ่ไป๋ตัดสินใจแล้วย่อมไม่เปลี่ยนแปลง เหนียงเหนียงอยู่ใช้ชีวิตกับนายน้อยในหมู่บ้านแห่งนี้อย่างสงบเถิด หากผู้น้อยแซ่ไป๋มีโอกาสจะมาพบนายน้อยและเหนียงเหนียงอีกครั้งแน่นอน…”
คำพูดของเขาทำให้ซูฉินเข้าใจกระจ่าง อีกฝ่ายตระหนักรู้แล้ว บางทีอาจทำเพื่อพวกเขาหรืออาจทำเพื่อสิ่งอื่นใด ในใจนางรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่ที่มีมากกว่าคือความกังวล
“มิสู้ เจ้ารั้งอยู่…” ตอนนี้เอง จู่ๆ สีหน้าของซูฉินพลันเปลี่ยนไป นางมองไปเบื้องหลังท่านไป๋ด้วยท่าทีตื่นตะลึง เต็มไปด้วยความอยากจะเชื่อ
“เหนียงเหนียง?” ท่านไป๋หันกลับไปด้วยความสงสัย พบว่าด้านหลังตนมีบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งยืนอยู่ตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ กำลังใช้สายตาเปี่ยมความรัก มิใช่สิ เป็นสายตายากบรรยายมองไปยังฮองเฮา
ในใจของท่านไป๋เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี เขารีบปกป้องซูฉินไว้เบื้องหลัง “เหนียงเหนียงโปรดระวัง”
หวงฝู่เฉินมองสตรีงามพิลาสที่อยู่ตรงข้าม เวลาราวกับย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ความงดงามจนหวั่นไหวพาให้ตื่นตะลึงเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง
“ในที่สุด…ข้าก็หาท่านพบแล้ว”