หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 933 ไม่เลือกวิธีการ
เล่มที่ 32 ตอนที่ 933 ไม่เลือกวิธีการ
“ฟู่จวิน ท่านยังมัวตะลึงอันใดอยู่?” ฮูหยินอวิ๋นเดินมาข้างกายอวิ๋นมู่ อดไม่ได้ที่จะใช้มือสะกิดอีกฝ่ายให้ได้สติกลับมา
“หือ? อ้อ ข้าจะช่วยเดี๋ยวนี้…”
ไหนเลยฮูหยินอวิ๋นจะเคยเห็นอวิ๋นมู่เสียกริยาเช่นนี้จึงอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะ มองไปทางอวิ๋นซู พบว่าสตรีก้มหน้าหลุบตาทำให้มองดวงตาไม่ชัดเจน ทว่านางรู้ดีว่าเมื่อครู่ตนเรียกอวิ๋นมู่ว่าอะไร
ในที่สุดความขัดแย้งระหว่างสองพ่อลูกก็คลี่คลายแล้วหรือ? ฮูหยินอวิ๋นรู้สึกยินดียิ่งนัก ถึงขั้นคิดว่าตนดูผิดไปหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้ที่สามีไปจากเรือนพัก เขาไปทำอะไรที่ตนคิดไม่ถึง? นางยังคิดไปว่ากว่าอวิ๋นซูจะลืมความขัดแย้งก่อนหน้านี้จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเสียอีก
ในมุมหนึ่ง สตรีนางนั้นเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ในสายตาเงียบๆ ซูฉินพอจะคาดเดาเรื่องราวได้รางๆ เดินถอยหลังไปหลายก้าวราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง
ไม่นานเงาร่างนี้ก็ดึงดูดความสนใจของเฟิ่งหลิง เขารีบเดินเข้าไปโดยพลัน “เสด็จแม่ ท่านมาได้อย่างไร…”
“จู่ๆ ในหมู่บ้านก็มีคนถูกพิษมากมาย นอกจากเขาคงไม่มีผู้อื่นโหดเหี้ยมเพียงนี้แล้ว”
“ดังนั้นเสด็จแม่คิดจะไปหาเขาหรือ?!” เขารีบกดเสียงต่ำ “ไม่ นี่มันอันตรายเกินไป!”
เฟิ่งหลิงรู้อยู่แก่ใจ นายน้อยหวายหวังผู้นั้นมีเจตนาไม่ดีกับเสด็จแม่ของตน จะอย่างไรก็ไม่ปล่อยให้นางไปพบคนผู้นั้นเป็นแน่
ซูฉินมองท่าทีเคร่งเครียดของอีกฝ่าย ยิ้มด้วยความยินดี “หรือเจ้าไม่เชื่อความสามารถของแม่? หากถูกเขาพาตัวไปง่ายๆ เช่นนั้นคงไม่ต้องรอมาหลายปีเพียงนี้หรอก หากยังไม่วางใจ เจ้าก็ไปกับแม่เป็นอย่างไร?!”
เมื่อเห็นท่าทางราวกับมีแผนการของนาง เฟิ่งหลิงจึงรู้สึกลังเล หันกลับไปมองคนตระกูลอวิ๋นที่กำลังยุ่งอีกครั้ง บางทีการไปหานายน้อยหวายหวังโดยตรงเพื่อขอยาแก้พิษอาจเป็นแผนที่ดี หากไม่ได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้กำลัง!
ภายในป่าที่ไร้ซึ่งผู้คน
สายลมยามค่ำคืนคละเคล้าไปด้วยความหนาวเย็น ดวงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงไปในทิวทัศน์อันเงียบสงบ ริมลำธารมีบุรุษสวมอาภรณ์ชุดยาวผู้หนึ่งยืนอยู่ ไม่นานด้านหลังของเขาก็มีคนชุดดำปรากฏตัว
“เรียนนายน้อย ฝังศพให้คุณหนูเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ลมเย็นพัดชายอาภรณ์ของบุรุษ หวงฝู่เฉินมิได้พูดอะไร ในชั่วพริบตาเดียว ด้านหลังถึงกับไม่มีเงาร่างของบุรุษชุดดำอยู่อีก
“หวงฝู่เฉิน”
เสียงนี้ราวกับของขวัญที่เทพจันทราประทานให้แก่บุรุษ หวงฝู่เฉินหันไปด้วยความยินดี มองนางเซียนผู้งดงามค่อยๆ เดินออกมาจากความมืด
“ซูฉิน ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาพบข้าแล้ว”
เขากำลังจะเดินเข้าไป แต่กลับมีเงาร่างอีกร่างหนึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างไม่สบอารมณ์
มือของเฟิ่งหลิงจับกระบี่บริเวณเอวแน่น ขอเพียงหวงฝู่เฉินเดินเข้ามาอีกก้าวเดียว เขาจะทำให้อีกฝ่ายได้ลิ้มลองรสชาติของกระบี่ทันที
เมื่อเห็นใบหน้าเบื้องหน้า ความโกรธเกรี้ยวที่เกิดจากการตายของฝูจีพลันหายไปกว่าครึ่ง “เจ้าสมควรขอบคุณที่เจ้าได้รับสืบทอดใบหน้ามาจากซูฉิน มิเช่นนั้น ข้าอาจจะสังหารเจ้าในกระบี่เดียวทันที เพื่อแก้แค้นให้บุตรีของข้า”
“ข้ามาวันนี้เพราะเรื่องของฝูจี”
ซูฉินมองท่าทีของหวงฝู่เฉิน เห็นได้ชัดว่าเขานำความผิดเรื่องการตายของฝูจีไปโยนไว้บนร่างของเฟิ่งหลิง
“ซูฉิน เพื่อเจ้า ข้ากระทั่งไม่คิดให้คนในตระกูลรู้เรื่องฝูจี ตอนนี้คนอยู่ในหลุมฝังศพแล้ว บางทีนี่อาจเป็นโชคชะตาของนางที่หลงรักบุตรชายของเจ้า ก็เหมือนกับที่ข้าหลงรักเจ้าเมื่อปีนั้น ต่อให้ต้องอุทิศชีวิตเพื่อเจ้า ข้าก็จะไม่กล่าวโทษ ไม่รู้สึกเสียใจ” ความจริงยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นก็คือหวงฝู่เฉินไม่อยากให้ท่านพ่อของตนมีความประทับใจไม่ดีกับซูฉินเพราะเรื่องการตายของฝูจี
หลายปีมานี้ตนละทิ้งกิจของตระกูลเพื่อออกมาตามหาซูฉิน บิดาของเขาไม่พอใจยิ่งนัก
ดวงตาของหวงฝู่เฉินลึกล้ำเพียงนี้ หากอีกฝ่ายเป็นดรุณีน้อยไม่ทันโลก เกรงว่าคงถูกความรักที่ข้ามผ่านความเป็นความตายนี้ทำให้หวั่นไหวไปแล้ว ทว่าซูฉินกลับมองเขาด้วยดวงตาชัดแจ้ง เบื้องหลังคนผู้นี้ซ่อนความเลือดเย็นเอาไว้
“เดิมทีข้าคิดว่าท่านจะแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมามากกว่านี้เสียอีก”
การตายของฝูจีถึงกับเป็นได้เพียงส่วนหนึ่งของการเสียสละที่เขามอบให้ตน ซูฉินไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์บุรุษเบื้องหน้าอีกต่อไป
“ชาวบ้านพวกนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ เหตุใดเจ้าจึงต้องลงมือกับพวกเขา?”
“ผู้บริสุทธิ์หรือ? พวกเขาล้วนช่วยเหลือคนร้ายสังหารฝูจี ข้าย่อมไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่ มิใช่ว่าทุกคนจะได้รับการอภัยจากข้า ซูฉิน เจ้าควรเข้าใจดี” หวงฝู่เฉินมองเฟิ่งหลิง คล้ายกับกำลังกล่าวว่าหากเขาไม่ใช่บุตรชายของซูฉิน จุดจบในตอนนี้คงเหมือนกับชาวบ้านเหล่านั้น
“ช่วยเหลือคนร้าย?!”
“ก่อนฝูจีตาย นางไปหาดรุณีน้อยนางหนึ่ง ภายหลังดรุณีน้อยนางนี้ก็ไปจากหมู่บ้าน ข้าส่งคนไปสอบถามพวกเขาแล้ว ล้วนกล่าวว่าไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นไปที่ใด ดังนั้นหากมิใช่ว่าพวกเขาช่วยเหลือคนร้ายแล้วจะเรียกว่าอะไร?” หวงฝู่เฉินคิดว่าชาวบ้านจงใจปกปิดร่องรอยของดรุณีน้อย ดังนั้นดังนั้นการตายของฝูจีจำเป็นต้องมีคนตายเป็นเพื่อน
ซูฉินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “เจ้าถึงกับทำเพราะสาเหตุนี้เชียวหรือ…”
“ทำให้เจ้ามาพบข้าได้ นับว่าพวกเขามีผลงานอยู่บ้าง”
ซูฉินสูดหายใจลึก ยิ่งได้ใกล้ชิดกับหวงฝู่เฉินก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่นับเป็นมนุษย์ ถึงกับเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาเช่นนี้ หลายปีมานี้นิสัยและทัศนคติของเขาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย กลับแย่ขึ้นด้วยซ้ำ
“ฝูจีคิดจะใช้เด็กคนนั้นเป็นตัวประกัน คิดร้ายต่อสะใภ้ของข้า”
ดวงตาของหวงฝู่เฉินสว่างวาบ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ดรุณีน้อยนางนั้นก็ถูกข้าส่งออกไปแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับชาวบ้าน ดังนั้นส่งยาแก้พิษมาให้ข้าเสีย”
“กล่าวเช่นนี้ นางถูกสะใภ้ของเจ้าสังหารหรือ?”
เฟิ่งหลิงเพิ่มการระมัดระวังขึ้นทันใด คอยสังเกตดวงตาของบุรุษผู้นั้น เขาไม่อยากเห็นไอสังหารในดวงตาของหวงฝู่เฉิน ไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดร้ายกับอวิ๋นซู
“เป็นฝูจีสู้ผู้อื่นไม่ได้ นับว่านางตายเพราะทำตัวเองแล้ว”
อะไรนะ? ซูฉินคิดไม่ถึงว่าหวงฝู่เฉินจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ทว่าความตื่นตะลึงของนางกลับแลกมาด้วยความบ้าคลั่งในดวงตาของบุรุษ
“นิสัยของนางเหมือนข้า ของที่ตนต้องการย่อมต้องแย่งชิงสุดชีวิต ดังนั้นการที่นางไปหาสะใภ้ของเจ้ามิใช่เรื่องเหนือคาดของข้า เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าสะใภ้ของเจ้าจะเอาชนะฝูจีของข้าได้” หวงฝู่เฉินมองไปยังเฟิ่งหลิงอย่างเรียบเฉย “ดูแล้วเจ้าเลือกคนได้ถูกต้องจริงๆ”
“…” ความรังเกียจที่เฟิ่งหลิงมีต่อหวงฝู่เฉินลึกล้ำยิ่งขึ้น ตนมิได้ชอบอวิ๋นซูเพราะเหตุผลเช่นนี้! ต่อให้ฝูจีชนะ ระหว่างพวกเขาก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! เพราะว่าพวกเขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกันโดยสิ้นเชิง
ยามนี้เฟิ่งหลิงสัมผัสได้อย่างลึกล้ำแล้วว่าเพราะเหตุใดเสด็จแม่ของตนจึงไม่เคยพิจารณาหวงฝู่เฉินมาก่อน ความเย็นชาและความหวาดระแวงของเขา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งที่จะรับได้
ซูฉินสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนร่างของเฟิ่งหลิง เกรงว่าหากสนทนากันต่อไปจะทำให้เกิดการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น
“ที่เจ้าเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ มิใช่ว่าต้องการล่อข้าอออกมาหรือ ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่แล้ว มอบยาถอนพิษให้ข้าเสีย เจ้าอยากพูดอะไร ข้าจะค่อยๆ ฟังไป”
การที่หวงฝู่เฉินเลือกสังหารชาวบ้านเหล่านั้นจนสะอาดสะอ้านเพราะต้องการวางแผนใส่ร้ายคนตระกูลอวิ๋น เขาเข้าใจนิสัยของซูฉินเป็นอย่างดี รู้ว่านางเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ จะต้องมาหาเขาเพื่อสหายเป็นแน่ ดังนั้นจึงใช้ประโยชน์จากชาวบ้านเหล่านั้นเพื่อสร้างความยุ่งยากให้กับตระกูลอวิ๋น ต่อให้ซูฉินไม่อยากมาพบเขาก็จำเป็นต้องปรากฏตัวออกมา
“ซูฉิน ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ เจ้ายังคงไม่เปลี่ยน ยังคงใจดี ยังคงให้ความสำคัญกับสหาย คนเหล่านั้นไม่ใช่ญาติมิตรของเจ้า เจ้าถึงกับยอมช่วยพวกเขาเชียวหรือ” หวงฝู่เฉินหยิบยาแก้พิษขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นจึงโยนไปให้เฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านข้าง
ซูฉินส่งสายตาให้เขาครั้งหนึ่ง นางรู้ว่าตอนนี้หวงฝู่เฉินไม่จำเป็นต้องเล่นลูกไม้อันใดอีก ยาแก้พิษสมควรเป็นของจริง
“หลายวันมานี้ เจ้าใคร่ครวญว่าอย่างไร?”
เฟิ่งหลิงถอยไปอยู่ข้างกายซูฉิน กล่าวเสียงต่ำ “เสด็จแม่ พวกเราไปกันเถิด” ในเมื่อได้ยาแก้พิษมาแล้ว หวงฝู่เฉินก็ได้พบคนตามปรารถนาแล้ว มิจำเป็นต้องสิ้นเปลืองแรงใจไปกับเขาอีก
“ข้ายังมีบางอย่างต้องการพูดกับเขา”
ซูฉินตอบกลับเสียงเบา จากนั้นจึงเบนสายตาขึ้นมองบุรุษเบื้องหน้า “ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปี คำตอบของข้าก็ยังมิเปลี่ยนแปลง หวงฝู่เฉิน เจ้ามีฐานะเป็นนายน้อยตระกูลหวายหวัง เคยคิดหาทางเพื่อตระกูลบ้างหรือไม่?”
เดิมทีบุรุษตรงข้ามรู้สึกผิดหวังเพราะคำตอบของซูฉิน แต่เมื่อเห็นนางสนทนากับตนราวพานพบสหายเก่า อารมณ์จึงค่อยๆ ดีขึ้น
“ดังนั้นข้าจึงมีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องอยู่กับเจ้า”
“หรือเจ้าคิดว่าท่านพ่อของข้าจะร่วมมือกับพวกเจ้าอย่างจริงใจ? เขาเพียงอยากยืมพลังของตระกูลหวายหวังของพวกเจ้ามาโจมตีราชวงศ์เท่านั้น”
เฟิ่งหลิงคิดไม่ถึงว่าซูฉินจะกล่าวออกมาตามตรงเช่นนี้ หรือนางคิดจะบอกเขาเรื่องความทะเยอทะยานของท่านตา? ไม่นานเฟิ่งหลิงก็เข้าใจแผนการของซูฉิน ในฐานะที่เป็นนายน้อยตระกูลหวายหวัง หากหวงฝู่เฉินรู้แผนของท่านมหาราชครู มิแน่ว่าอาจยอมแพ้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายชั่วคราว หันไปหยุดยั้งการร่วมมือกับตระกูลมหาราชครูเสียก่อน จากนั้นเมื่อทำลายความคิดของท่านตาได้แล้วคงสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปมาก ไม่กล่าวไม่ได้ว่าตระกูลหวายหวังมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งจริงๆ สามารถทำให้ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนหวาดระแวงได้
“ขอเพียงพวกเรากลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ตระกูลหวายหวังย่อมทำงานเพื่อท่านมหาราชครู” หวงฝู่เฉินผายมือออก ราวกับต้องการแสดงความจริงใจของเขา “เมื่อถึงตอนนั้น ซูฉิน เจ้าก็จะเป็นฮองเฮาของข้า”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเย็น “หึ คนโง่ฝันเฟื่อง”
หวงฝู่เฉินขมวดคิ้ว “เห็นแก่หน้าเสด็จแม่ของเจ้า ข้าจะไม่สังหารเจ้า แต่หากเจ้าได้คืบจะเอาศอก เกรงว่าข้าคงไม่มีความอดทนเช่นนี้อีก”
“เช่นนั้นต้องดูแล้วว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่!” เฟิ่งหลิงชักกระบี่ออกมาจากเอว ในดวงตาของหวงฝู่เฉินปรากฏไอสังหารเช่นเดียวกัน
ซูฉินรีบยื่นมือไปหยุดความบุ่มบ่ามของเฟิ่งหลิง จะอย่างไรเด็กคนนี้ก็ยังอายุน้อย ยังมองถึงเจตนายั่วยุที่ซ่อนไว้ของหวงฝู่เฉินไม่ออก เกรงว่าตอนนี้ในมุมมืดคงมีคนของเขาซุ่มอยู่ ศัตรูอยู่ที่ลับพวกเขาอยู่ที่แจ้ง จะอย่างไรก็เสียเปรียบ
“ตระกูลมหาราชครูทำงานให้ราชวงศ์มาโดยตลอด แต่จู่ๆ ท่านพ่อก็เชิญพวกเจ้ามาเข้าร่วมการต่อสู้ภายในราชวงศ์ ไม่คิดว่าน่าสงสัยหรือ?”
“เดิมทีบิดาของข้าก็มีเจตนากลับมาแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิอยู่แล้ว ท่านมหาราชครูเพียงอำนวยความสะดวกเท่านั้น” เขากล่าวแผนการของนายท่านหวายหวังออกมาโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย เห็นได้ว่าเชื่อมั่นในเรื่องนี้ยิ่งนัก
เฟิ่งหลิงไม่รู้ว่าความสามารถของตระกูลหวายหวังลึกล้ำไม่อาจหยั่งเพียงใด แต่ตอนนี้เสด็จพ่อและไท่ซ่างหวงกำลังสู้กันอยู่ เกรงว่าคนเหล่านี้คงนั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
“หรือพวกเจ้าไม่เคยสงสัยแผนการที่แท้จริงของบิดาข้ามาก่อน? หากตระกูลมหาราชครูเต็มใจเป็นผู้พิทักษ์ของแคว้นเหลียนจริงๆ เหตุใดต้องเปลี่ยนเจ้านายด้วยเล่า? หวงฝู่เฉิน พวกเจ้าคงคิดไม่ถึงกระมัง?” หากนายท่านหวายหวังมีใจคิดเป็นจักรพรรดิจริงๆ เช่นนั้นพวกเขาก็มีอัตราชนะอยู่หลายส่วน ผู้ใดจะเต็มใจทำงานกับพยัคฆ์บ้างเล่า นางจำเป็นต้องทำลายความเชื่อใจระหว่างนายท่านหวายหวังและท่านพ่อของตน
“ฮ่าๆๆๆ… คิดไม่ถึงเลยว่า เวลาผ่านไปนานเพียงนี้ ยามได้รวมตัวกันอีกครั้ง ข้าจะได้เห็นบุตรีของตนวางแผนใส่ร้ายบิดาเช่นนี้ ดูท่าทางนี่คงไม่ใช่โอกาสที่ดี”
เสียงนี้ดังออกมาจากส่วนลึกของป่า ทำให้ซูฉินและเฟิ่งหลิงพลันสีหน้าเปลี่ยนไป!