บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2081 ทะเลดาราเทพผันแปร
บทที่ 2081 ทะเลดาราเทพผันแปร
บริเวณด้านนอกของจวนเจ้าเมือง
ผู้พิทักษ์เมืองทั้งหลายซึ่งออกมารับทัณฑ์เองล้วนนอนอยู่บนพื้น พวกเขาต่างบาดเจ็บมากน้อยแตกต่างกัน
“นักบวชสูงสุดที่สาม ยามนี้เหลือเจ้าเป็นผู้ชนะแท้จริงแล้วนะ”
ลั่วเสวียนจีเอ่ยแซว
นักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงเหลือเพียงเสี้ยววิญญาณ ต้องโทษจองจำพันปี
นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวถูกไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์สังหาร สิ้นขันธ์ดับวิญญาณ
ในเมืองแห่งการเริ่มต้นในยามนี้เหลือเพียงนักบวชสูงสุดที่สามเลี่ยซิงชวีรอดอยู่ลำพัง
จึงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงหากจะบอกว่าเขาเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
ทว่าสีหน้าของเลี่ยซิงชวีกลับแปรเปลี่ยน เขากล่าวขึ้นอย่างขมขื่นว่า “ท่านอย่าพูดเช่นนี้เลย เมื่อคืนก่อน ฉินเหวินเสี้ยวข่มขู่ข้า ข้าจึงไม่กล้าออกตัวสนับสนุนสหายเต๋าซูในวันนี้ได้”
“คำพูดของเริ่นเป่ยโหยวก่อนหน้านี้กล่าวไว้ดียิ่ง การลงทัณฑ์นั้นต้องดูที่การกระทำไม่ใช่อคติ การที่เจ้ายืนอยู่ฝั่งกฎเมืองในท้ายที่สุดก็เพียงพอแล้ว”
ซูอี้แย้มยิ้ม ไม่ได้กล่าวโทษอีกฝ่าย
“แต่ข้า……”
สีหน้าของเลี่ยซิงชวีแปรเปลี่ยน จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างหดหู่ใจว่า “ข้ากระทำผิดครั้งใหญ่……”
“ข้ารู้”
ชายหนุ่มกล่าวต่อว่า “ไม้ตีของกลองฟ้องร้อง เจ้าเป็นคนเก็บรักษาเสมอมา แต่กลับมีผู้ขโมยมันไป ฉินเหวินเสี้ยวน่าจะเอาเรื่องนี้มาขู่เจ้ากระมัง? เพราะหากว่ากันตามกฎแล้ว มันก็เพียงพอจะกล่าวหาเจ้าว่าบกพร่องในหน้าที่ได้”
เลี่ยซิงชวีผงะตะลึง “สหายเต๋ารู้แล้วหรือ?”
ซูอี้กล่าว “คันฉ่องเทพกระจ่างชัดบอกข้าน่ะ”
คันฉ่องเทพกระจ่างชัดเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมือง จึงรู้ว่านักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวข่มขู่เลี่ยซิงชวีเมื่อคืนเช่นไร
“มิน่าเล่า……”
เลี่ยซิงชวียิ้มขมขื่น “ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างในวันนี้ถูกสหายเต๋าจับตามองมาตลอด และการกระทำของเรา… ก็หาแตกต่างจากตัวตลกไม่”
ไพ่ตายและรายละเอียดต่างๆ ล้วนถูกมองออก ยิ่งโหวกเหวกเสียงดังยิ่งล้มแรงและน่าเกลียด!
ลั่วเสวียนจีจดจำภาพเมื่อคืนนี้ขึ้นได้
ขณะนั้น ซูอี้ทอดกายเกียจคร้านบนเก้าอี้หวาย จิบเมรัยชมจันทร์ และเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์วุ่นวายซึ่งจะอุบัติขึ้นในวันนี้ เขาก็เคยใช้คำว่า ‘น่าเบื่อ’ มาจำกัดความ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้เห็นเรื่องราวทั้งหมดนี้ตั้งแต่ยามนั้น!
“คนผู้นี้ช่างน่าเหลือเชื่อจริงแท้ ยามคิดว่าเขาจะเผชิญหายนะ เขาก็สลายมันด้วยวิธีอันผิดคาดทุกคราไป”
ลั่วเสวียนจีรู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อยในใจ
นางหวนนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ได้หลายอย่าง ทั้งยามแรกพบกับซูอี้ในนครสาบสูญ
ยามที่พุทธองค์กงเหยี่ยออกมาช่วยชายหนุ่มพลิกสถานการณ์ตรงหน้าหอคอยพิบัติโบราณ
และยังจำได้ว่าก่อนวิถีแห่งบรรพเทวาเปิดออก เหอปั๋วผู้ลึกลับสูงสุดในธารสายยาวแห่งยุคสมัยก็ปรากฏขึ้นช่วยซูอี้
เมื่อผนวกกับทุกสิ่งที่พบเห็นมาตลอดในวันนี้ หญิงสาวก็ไม่อาจสะกดความอยากรู้ในใจได้
คนผู้นี้ซ่อนปริศนาเกินรับรู้ไว้มากเพียงไรกันแน่?
“หมายความว่า สหายเต๋ารู้แล้วหรือว่าโจรผู้ขโมยไม้กลองของกลองฟ้องร้องไปคือผู้ใด?”
เลี่ยซิงชวีอดถามมิได้
“ข้าคาดเดาไว้ได้บ้างแล้ว”
ซูอี้กล่าว “หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด มันน่าจะเกี่ยวกับตระกูลเลี่ยโบราณที่หนุนหลังเจ้าอยู่”
สีหน้าของผู้ฟังพลันแปรเปลี่ยน และครู่ต่อมาเขาก็กล่าวด้วยสีหน้าผิดหวัง “ข้าเองก็คาดการณ์เช่นนั้นมานานแล้ว ทว่า… ไม่เคยกล้าเชื่อ”
ผู้ที่สามารถมาพิทักษ์เมืองแห่งการเริ่มต้นได้นั้นมีเพียงยอดฝีมือจากสามฝ่าย ได้แก่ ตระกูลฉิน ฝ่า และเลี่ยโบราณเท่านั้น!
ในหมู่พวกเขา ตระกูลฝ่าใช้คันฉ่องเทพกระจ่างชัดได้
ตระกูลฉินโบราณใช้ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ได้
ขณะที่ตระกูลเลี่ยใช้กลองฟ้องร้องได้!
ดังนั้นการสูญหายของไม้กลองย่อมไม่อาจตัดขาดจากตระกูลเลี่ยโบราณไปได้
แต่หากจะมีผู้ใดตบตานักบวชสูงสุดทั้งสามและขโมยไม้กลองไปได้ เรื่องนี้ก็มิง่ายนัก
จากนั้นชายหนุ่มก็กล่าวว่า “หากเจ้าตรวจสอบ ภายหน้าก็จะกระจ่างแจ้งเอง ข้าบอกเจ้าสักหน่อยแล้วกัน ข้าอยากให้เจ้าส่งสารกลับไปยังตระกูล แหวกหญ้าให้งูตื่น ล่ออสรพิษออกจากโพรง หากโจรผู้นั้นเอาไม้กลองมาคืน บททัณฑ์ก็ลดหลั่นได้ตามสมควร แต่หากยังดึงดัน ข้าจะมิปล่อยไว้”
เลี่ยซิงชวีตกตะลึง ก่อนจะกุมกำปั้นกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เข้าใจแล้ว”
“ข้าจะออกจากเมืองวันนี้ และน่าจะได้พบกับยอดฝีมือจากตระกูลเลี่ยของเจ้าระหว่างอยู่บนวิถีทดสอบ และยามนั้น ข้าจะเข้าใจจุดยืนของตระกูลเจ้าเอง”
จากนั้นเขาก็กล่าวต่ออีกว่า “ข้าไม่อยากมีเรื่องแล้ว และก็เชื่อว่าเจ้าก็ไม่อยากเห็นมันเช่นกันใช่หรือไม่?”
เลี่ยซิงชวีพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าจะทำทุกสิ่งด้วยอำนาจของข้า เพื่อคืนไม้กลองให้แก่เมืองแห่งการเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด!”
ซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใดอีก จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
อำนาจวัฏสงสารแผ่ซ่าน ทั้งกลองฟ้องร้อง ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ และคันฉ่องเทพกระจ่างแจ้งล้วนกู่คำรามอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะหายวับเข้าไปในกฎสวรรค์เมืองแห่งการเริ่มต้น
“ในช่วงเวลาต่อจากนี้ มีข้าอยู่บนวิถีแห่งบรรพเทวา เจ้าเมืองแห่งการเริ่มต้นก็ไม่จำเป็นต้องมีแล้ว”
ซูอี้กล่าว “แต่ผู้ใดที่ฝ่าฝืนกฎก็จะถูกลงทัณฑ์”
……
เหตุการณ์โกลาหลในจวนเจ้าเมืองในวันนี้จบลงแล้ว ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในหมู่ผู้ชม
และซูอี้ก็ตัดสินใจออกเดินทางจากเมืองแห่งการเริ่มต้น สัญจรลำพังสู่เส้นทางทดสอบที่เตรียมไว้สำหรับยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำ!
เมืองแห่งจุดเริ่มต้นมีเส้นทางทดสอบอยู่สามสาย
ยอดฝีมือใต้ระดับสุดลึกล้ำผู้ถือป้ายตัวตนจะสามารถเข้าไปรับการทดสอบที่ ‘แดนศึกสามสหัส’ ได้
ในแดนศึกสามสหัสมีโอกาสและสมบัติมากมายกระจายอยู่
หากบรรลุถึงระดับสุดลึกล้ำบนเส้นทางทดสอบนี้ได้ ก็จะเข้าไปรับการทดสอบต่อได้ที่ ‘ทะเลดาราเทพผันแปร’ !
ทะเลดาราเทพผันแปร
มันเป็นเส้นทางทดสอบที่เตรียมไว้ให้ยอดฝีมือในระดับสุดลึกล้ำโดยเฉพาะ และยังเป็นที่รู้จักในนามของวิถีบรรลุเทพ
ในทะเลดาราเทพผันแปรมีโลกเร้นลับสารพัดขนาดกระจัดกระจายอยู่มากมายราวหมู่ดารา
แต่ว่าตามตรงแล้ว ทะเลดาราเทพผันแปรก็อันตรายยิ่งกว่า และพร้อมจะคร่าชีวิตได้ทุกชั่วกาล
หากผ่านออกมาจาก ‘ทะเลดาราเทพผันแปร’ ได้ ไม่ว่าจะบรรลุเป็นเทพหรือไม่ ก็สามารถไปต่อที่ ‘เขตเทพโบราณ’ !
บททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้านั้นตั้งอยู่ในเขตเทพโบราณ
และวิถีทดสอบของทวยเทพก็คือบททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้าในเขตเทพโบราณ
มันควรค่าที่จะกล่าวว่า บททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้าต่างมีความวิเศษแตกต่าง ไม่ใช่ผู้ใดก็เข้ารับการทดสอบได้
สำหรับซูอี้ สิ่งที่เขาต้องทำในยามนี้ก็คือผ่านทะเลดาราเทพผันแปร
“สหายเต๋า ข้าจะไปรอเจ้าที่เขตเทพโบราณนะ”
ลั่วเสวียนจีกล่าวอย่างคาดหวังว่า “ก่อนเจ้าจะมา ข้าจะไปไถ่ถามข่าวสารก่อน หวังว่า… ข้าจะได้พบเบาะแสเกี่ยวกับผู้ที่ข้าอาทรเช่นกัน”
เขตเทพโบราณนั้นพิเศษยิ่ง และอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีตอันสาบสูญมากมายก็จะทิ้งร่องรอยไว้ที่นั่น
ภายในเขตเทพโบราณอาจได้พบกระทั่งคนกับสิ่งของมากมายจากอารยธรรมยุคสมัยที่สาบสูญเหล่านั้น!
จุดประสงค์ในการมาที่นี่คือลั่วเสวียนจีเกี่ยวพันกับการตามหาญาติมิตรเก่าแก่ที่นางอาทร
และในฐานะตัวตนระดับผู้นำเขตหวงห้าม นางเพียงก้าวเดินบนวิถีทดสอบ ก็จะไปถึงเขตเทพโบราณได้ในทันที
“ได้”
ซูอี้พยักหน้าพลางกล่าวว่า “รักษาตัวด้วย”
รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของลั่วเสวียนจี “สหายเต๋าก็ด้วยนะ”
แล้วนางก็ละล่องจากไปในทันใด
ซูอี้เองก็ตั้งใจออกเดินทาง ทว่าทันใดนั้น เลี่ยซิงชวีกลับรีบร้อนเข้ามาหา เขากล่าวรัวเร็วขึ้นว่า “สหายเต๋าซูรอเดี๋ยว!”
“มีอันใดหรือ?”
“ข้าส่งข่าวการตรวจสอบไม้กลองกลับไปยังตระกูลแล้ว แต่ตระกูลเขียนตอบกลับมาว่าไม้กลองถูกนำออกนอกตระกูลไปเนิ่นนานแล้ว”
สีหน้าของเลี่ยซิงชวีคล้ำเครียด “และคนร้ายที่ชิงไม้กลองไปนั้นเกี่ยวข้องกับตระกูลฉินโบราณ! ข้าน่าจะเดาได้ตั้งแต่แรก ในเมื่อฉินเหวินเสี้ยวกล้านำเรื่องไม้กลองหายมาขู่ข้า เขาก็น่าจะรู้อยู่นานแล้ว!”
“มีเพียงสองขุมกำลังหลักอย่างตระกูลฉินโบราณและตระกูลฝ่าเท่านั้นจึงเดาไดว่า เดิมที ไม้กลองของกลองฟ้องร้องถูกขโมยไปโดยคนตระกูลเลี่ยของข้าเอง”
เขาขบเขี้ยวกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมโทสะ
กระทั่งไม่มีหน้าจะมาเผชิญกับซูอี้!
ทว่าชายหนุ่มหาติดใจเรื่องนี้ไม่ และกล่าวเพียงว่า “ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะไปถึงเขตเทพโบราณ เจ้าบอกตระกูลเลี่ยเจ้าไว้แล้วกันว่ายามข้าไปถึง หวังจะได้รับคำตอบอันน่าพอใจ”
ของถูกตระกูลเลี่ยขโมยไป แม้ท้ายที่สุดตระกูลฉินโบราณจะฉกไปอีกทอด แต่ตระกูลเลี่ยก็หนีความผิดไม่พ้น
พวกเขาเองก็ต้องให้คำอธิบาย!
หัวใจของเลี่ยซิงชวีตกตะลึง กล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าอย่าห่วงไป ข้าจะจัดการเรื่องนี้อย่างดีที่สุด!”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “นอกจากนั้น ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่าพวกเทพจากโลกเทพเหล่านั้น ไม่ว่าจะมีการฝึกฝนสูงต่ำเพียงไร ต่างออกเดินทางล่วงหน้าไปยังทะเลดาราเทพผันแปรแล้ว!”
ซูอี้ผงะไป “ทะเลดาราเทพผันแปรเป็นเส้นทางทดสอบสำหรับตัวตนระดับสุดลึกล้ำ ไฉนเทพอย่างพวกเขาจึงไปได้?”
เลี่ยซิงชวีอธิบายในทันที
สรุปแล้ว มันก็ยังเป็นเพราะอำนาจวัฏสงสารห่างหายนานเกินไป ทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนมากมายบนวิถีแห่งบรรพเทวา
อีกทั้งยอดฝีมือจากโลกเทพทั้งหลายก็ได้รับป้ายตัวตนมาจากฉินเหวินเสี้ยวแล้ว และระดมความคิดใช้กฎเมืองแห่งการเริ่มต้นเพื่อแสวงโอกาสให้พวกตนเข้าไปยังทะเลดาราเทพผันแปร!
“ข้าแน่ใจว่าพวกเขามุ่งเป้าไปที่สหายเต๋าแน่!”
เลี่ยซิงชวีกล่าวอย่างกังวลว่า “นอกจากนั้น ข่าวที่ฉินเหวินเสี้ยวถูกไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ประหาร และฝ่าเทียนหมิงถูกคุมขังก็น่าจะแพร่กลับยังตระกูลของพวกเขาแล้วเช่นกัน ข้ากังวลว่า…คนจากสองตระกูลหลักนี้ก็น่าจะส่งกำลังมาจัดการกับสหายเต๋าเช่นกัน”
ซูอี้ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ข้าไม่กลัวปัญหาหรอก กลัวก็แค่ปัญหาน่าเบื่อเท่านั้นเอง”
เหมือนที่เขาตอบคำถามฝ่าเทียนหมิงในวันนี้ ชายหนุ่มรู้อยู่ก่อนบรรลุสู่วิถีแห่งบรรพเทวาแล้วว่า ตัวเขาผู้ถือครองวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยจะกลายเป็นคบเพลิงในความมืด ซึ่งนำพาปัญหาและจิตมุ่งร้ายนานามาให้
หากเขากลัวเรื่องนี้ มีหรือจะเลือกมา?
ส่วนเหตุการณ์แปรผันต่างๆ ในวิถีแห่งบรรพเทวานั้น ซูอี้ก็คาดการณ์ไว้เช่นกัน
เพราะวัฏสงสารสาบสูญนานเกินไป!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา อำนาจวัฏสงสารสยบตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งในวิถีแห่งบรรพเทวาไว้มากมาย เปรียบดั่งกฎบัญญัติแห่งสวรรค์อันไม่อาจมองเห็นปกคลุมทั่วทั้งวิถีแห่งบรรพเทวา สกัดขวางทุกสิ่ง!
แต่เพราะวัฏสงสารสาบสูญมานานเกินไป สรรพสิ่งที่ถูกวัฏสงสารจองจำไว้จึงแปรเปลี่ยน
ผลก็คือบังเกิดเหตุผันผวนมากมาย
เขาคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์พลิกผันทำนองเดียวกันนี้จะเพิ่มขึ้นอีกตามกาลเวลา
สิ่งที่ชายหนุ่มทำได้ในยามนี้ก็คือตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายอย่างคงเส้นคงวา ใช้คมดาบในมือสร้างวิถีบรรลุเทพของเขาเอง!
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ได้ออกเดินทาง
ณ ท้องนภาไพศาลอันพร่างพราวด้วยหมู่ดารา
ดวงดาวนับไม่ถ้วนแต่งแต้มละลานตา กะพริบวูบไหว กว้างใหญ่สุดหูสุดตา
ในจักรวาลพร่างดาวนี้มีวิถีทดสอบอันทอดยาวไร้ที่สิ้นสุดอยู่
ที่นี่คือทะเลดาราเทพผันแปร!
ในยามนี้ ซูอี้ยืนอยู่บนวิถีทดสอบ สองมือไพล่หลังขณะทอดสายตามองไปไกล
จักรวาลพร่างดาวนี้เป็นเช่นทะเล หมู่ดาวนับไม่ถ้วนพริบพราย กรุยวิถีบรรลุเทพอันโบราณและลึกลับขึ้น!
สถานที่อันทอดผ่านอดีตกาลแห่งหนึ่ง ทำให้ตัวตนระดับสุดลึกล้ำทั่วทั้งฟ้าดินเฝ้าฝันอยากไปถึง!
“เจ้าเป็นใคร ขานนามออกมาเสีย!”
และทันทีที่ซูอี้มาถึง ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็แว่วมาจากไกลๆ อย่างมาดร้าย