บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2117 วิถีบรรลุเทพ ทุกชั่วกาลล้วนมีค่า
บทที่ 2117 วิถีบรรลุเทพ ทุกชั่วกาลล้วนมีค่า
หลี่มู่แพ้พ่าย
เขาไม่อาจฟื้นจากผลกระทบทางจิตใจนั้นได้จนจำต้องจรจากหอคอยเทพที่สองไป
จิตวิญญาณเลื่อนลอย
โดยไม่ทันได้พูดมากความ เขาก็ถูกสยบจนสิ้นท่าเสียก่อน
อำนาจจิตวิญญาณซึ่งกล่าวได้ว่าเลิศล้ำที่สุดในขอบเขตของเขาไร้ทางต่อสู้โดยสิ้นเชิง!!
ความสะเทือนใจนี้หนักหนาอย่างไม่ต้องสงสัย
ความคิดจิตใจแทบพังทลาย!
“ไฉนกัน เขา… ไฉนจิตวิญญาณของเขาจึงแข็งแกร่งเพียงนี้?”
สมองของหลี่มู่อื้ออึง หัวใจเองก็สับสนงุนงง
ณ สุดวิถีแห่งบรรพเทวา ในหุบเหวซากสุสาน
ม้วนหนังสัตว์ในมือชายร่างผอมได้สะท้อนภาพยามหลี่มู่แพ้พ่ายเช่นกัน
ทันใดนั้น ชายร่างผอมก็ตกอยู่ในห้วงครุ่นคิดลึกล้ำ
เขาตระหนักอย่างไม่เต็มใจว่าประเมินซูอี้ต่ำไปเสียแล้ว
ไม่สิ!
เขาประเมินความน่าสะพรึงกลัวของอำนาจวัฏสงสารต่ำเกินไปต่างหาก
“ในร่างของเขาต้องมีการแปรเปลี่ยนที่น่าอัศจรรย์บางอย่าง ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ ก่อนบรรลุเทพเป็นแน่”
“และความแตกต่างนี้ก็คือกุญแจที่ทำให้เขามั่นใจพอจะสร้างวิถีบรรลุเทพของตนเองลำพัง!”
“แค่ว่าเขาเกิดการแปรเปลี่ยนเช่นใดกัน?”
ชายร่างผอมครุ่นคิดลึกล้ำ
ท้ายที่สุด เขาก็ไม่อาจค้นหาเหตุผลได้เช่นกัน
เพราะเป็นไปตามซูอี้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ชายร่างผอมผู้เป็นร่างเวียนวัฏที่สามของเขาเองก็ไม่รู้ชัดเกี่ยวกับความลับของ ‘ขอบเขตพินิจสุดขั้ว’ !
แต่ต้องกล่าวว่าชาติที่สามนั้นร้ายกาจยิ่งนัก เพียงรายละเอียดศึกอย่างเดียว เจ้าตัวก็อนุมานได้ว่าซูอี้ต้องมีการแปรเปลี่ยนอันน่าเหลือเชื่อบางประการ!
“ในที่สุด เรื่องราวก็น่าสนุกขึ้นมาหน่อยแล้วสิ”
หลังจากนั้นเนิ่นนาน ชายร่างผอมพลันแย้มยิ้ม ในใจเกิดความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่อยากให้ซูอี้อ่อนแอเกินไป!
เพราะถึงอย่างไร ซูอี้ก็เป็นร่างเวียนวัฏของนักดาบผู้นั้นเช่นเดียวกับตน
ดังนั้น ทั้งการกระทำของซูอี้ในเมืองแห่งการเริ่มต้น ทะเลดาราเทพผันแปร หรือการฝึกในเขตเทพโบราณล้วนไร้ค่าในสายตาของเขา
เขาก็แค่หยิบยืมพลังของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ใช้อำนาจกฎเกณฑ์บางอย่างมาสลายวิกฤตเท่านั้น
ไม่มีสิ่งใดให้สนใจ
สิ้นค่าไม่น่าชม
ทว่า เมื่อซูอี้ได้เผยอำนาจต่อสู้อันพิเศษ ลึกลับและท้าทายสวรรค์อย่างยิ่งออกมาในในยามนี้ ในที่สุดชายร่างผอมก็ถูกกระตุ้นความสนใจ
เขารู้ว่าร่างเวียนวัฏซึ่งถือครองวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยนี้ทรงพลังกว่าที่เขาคาดคิด
……
สองเค่อต่อมา
ภายในหอคอยเทพที่สองมีเสียงระฆังแว่วมาแผ่วเบา ครั้งนี้มันก็ยังดังเก้าหน!
ทั่วหอคอยเทพที่สองเลื่อนลั่นตั้งแต่ฐานจรดยอด พิรุณแสงทิพย์โปรยปรายลงมา
ทั่วบททดสอบด่านสวรรค์เดือดพล่าน อื้ออึงด้วยเสียงสนทนาและอุทานในทันใด
“ทำลายสถิติอีกแล้ว!”
“ซูอี้ผู้นั้นร้ายกาจเกินไปแล้ว เขาเพิ่งทำลายสถิติหอคอยเทพที่หนึ่งเมื่อครู่นี้ กลายเป็นผู้ฝึกกายอันดับหนึ่งในระดับสุดลึกล้ำตราบชั่วยุคสมัย และยามนี้เขาก็ทำลายทุกสถิติในหอคอยเทพที่สอง กลายเป็นผู้ฝึกจิตวิญญาณซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในระดับสุดลึกล้ำตราบกาลไปอีกครั้ง!”
“สวรรค์! ตัวประหลาดนี่มาจากแห่งหนใดกัน?”
……สารพัดเสียงเซ็งแซ่ระงมก้อง ศีรษะคนทุกผู้แทบระเบิด หัวใจมิอาจสงบลงได้
การได้ประจักษ์ต่อปาฏิหาริย์นับเป็นประวัติการณ์ที่มิเคยบังเกิดตราบนาน
และเมื่อเห็นสองปาฏิหาริย์บังเกิดติดกันในยามนี้ ผู้ใดเล่าจะสงบใจได้?
จริงตามผู้คนคาดการณ์ ซูอี้บนยอดหอคอยเทพที่สองเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เก้าคนอีกครั้ง
ศัตรูแต่ละคนล้วนเป็นตัวตนระดับสุดลึกล้ำผู้มีอำนาจจิตวิญญาณแข็งแกร่งที่สุดในอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีต!
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจจิตวิญญาณขอบเขตพินิจสุดขั้วของซูอี้ ศัตรูทั้งเก้าก็ล้วนตายตก!!
ขณะนี้ ยอดหอคอยเทพที่สอง ท่ามกลางหมอกเมฆฮุ่นตุ้น
เก้ารุ้งทิพย์ฮุ่นตุ้นอุบัติขึ้น!
นี่คือรางวัลจากหอคอยเทพที่สอง เรียกว่าอำนาจเกิดวิญญาณ ซึ่งเทียบได้กับอำนาจที่มาจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่สุดเก้าสาย มันกำเนิดขึ้นจากฮุ่นตุ้น
และอำนาจทั้งเก้าสายในยามนี้ก็หลอมรวมเข้ากับห้วงความนึกคิดของซูอี้
ตู้ม!
ห้วงความนึกคิดเดือดพล่านปานจะระเบิด สารพัดอำนาจที่มาจิตวิญญาณปะทะกัน ใช้ห้วงความนึกคิดของชายหนุ่มเป็นสมรภูมิ ต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ซูอี้ฝืนทนความเจ็บแปลบในวิญญาณ จากนั้นก็เริ่มทำสมาธิอย่างเงียบเชียบ
หนึ่งชั่วยามต่อมา
เขาเพิ่งหลอมรวมเก้าอำนาจเกิดวิญญาณได้ อำนาจจิตวิญญาณของชายหนุ่มจึงพัฒนาเข้าสู่ขอบเขตพินิจสุดขั้วในคราวเดียว!
ยิ่งกว่านั้น รากฐานและศักยภาพของจิตวิญญาณยังแข็งแกร่งขึ้นอย่างเทียบกับก่อนหน้านี้ไม่ได้
ในที่สุดเขาก็สรุปได้ว่าสามระดับแรกของบททดสอบด่านสวรรค์ น่าจะถูกชาติแรกตระเตรียมไว้เพื่อเขา!
ระดับแรก ขัดเกลาพลังกายให้เต็มที่
ระดับสอง เติมเต็มอำนาจจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ที่สุด
มิต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่าหากผ่านระดับที่สาม เขาจะสามารถพาตนเองมาจนถึงจุดสมบูรณ์แบบของขอบเขตพินิจสุดขั้วได้แน่นอน!
“นั่นสินะ สาเหตุที่ชาติแรกเวียนวัฏก็เพื่อแสวงหาวิถีอันสูงกว่า และยามนี้ข้าผู้ถือครองวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยก็บรรลุสู่ขอบเขตพินิจสุดขั้ว กำลังจะใช้วิถีดาบปูวิถีบรรลุเทพอันเป็นเพียงของข้าเท่านั้น!”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ชาติแรกทิ้งไว้ ข้าก็จะเป็นผู้ใช้มันเอง!”
ซูอี้จำเรื่องราวได้มากมาย
นับแต่ตอนที่เขาเอาชนะกระดานหมากอี้เทียนในหอคอยพิบัติโบราณ เขาก็ก้าวสู่วิถีที่แตกต่างจากชาติแรกอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้เอง ชายหนุ่มจึงได้โอกาสรับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยที่ชาติแรกทิ้งไว้ และจึงได้รับการยอมรับจากเหอปั๋ว ส่งเขามายังวิถีแห่งบรรพเทวาได้
สิ่งที่ชาติแรกทิ้งไว้บนวิถีแห่งบรรพเทวาล้วนเพื่อเป็นการตระหนักรู้แจ้งของเขาในชาตินี้ทั้งสิ้น
เช่น ให้เขาค้นหาอำนาจเทพมาหลอมเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย จนเกิดการพัฒนาในทะเลดาราเทพผันแปร
หรือทิ้งโอกาสในการพัฒนาทั้งร่างและวิญญาณให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดไว้ในบททดสอบด่านสวรรค์นี้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของขวัญจากตัวตนในชาติแรก!
จุดประสงค์นั้นก็เพื่อช่วยให้เขาบรรลุเป็นเทพ ก้าวสู่วิถีอันแตกต่างจากอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง!
เมื่อคิดเช่นนี้ ชายหนุ่มก็เกิดความรู้สึกมากมายในใจ
ข้ารับมือกับตนเอง!
ถึงอย่างไร วิถีฝึกฝนของเขาก็เป็นการพยายามรับมือกับตัวตนในอดีตชาติเสมอมา
จนบัดนี้ก็ยังใช่
เพราะถึงอย่างไร หากเขาไม่มุ่งหน้าสู่วิถีบรรลุเทพที่แตกต่างจากชาติแรก เขาย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากเหอปั๋วเหมือนเช่นหลี่ฝูโหยวในกาลก่อน
ย่อมไม่มีทางที่เขาจะได้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยและมายังวิถีแห่งบรรพเทวานี้!
……
เมื่อซูอี้เดินออกจากหอคอยเทพที่สอง เขาก็ได้รับความสนใจจากสายตานับไม่ถ้วนอีกครั้ง
บางคนไม่แม้แต่จะซุกซ่อนความชื่นชมในใจ เป็นฝ่ายก้าวเข้ามาแสดงความชื่นชม
และยังมีหลายคนผู้ดูซับซ้อน
มีทั้งความครั่นคร้าม ริษยา จนใจและโศกเศร้า
เพราะถึงอย่างไร ทุกผู้ล้วนมีขอบเขตเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับซูอี้แล้ว กลับแตกต่างราวเมฆาเหนือนภากับโคลนตม ใครเล่าจะยอมรับได้อย่างใจเย็นกัน?
ซูอี้ยังคงไม่สนใจเรื่องนี้เช่นกาลก่อน ความตื่นเต้นนี้อาจเกี่ยวกับเขา แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็เต้นเร่ากันไปเอง
ชายหนุ่มเดินไปยังหอคอยเทพที่สามตามคำนึงตน
เขาเฝ้ารอจะพบว่าคู่มือทั้งเก้าที่ตนเองจะได้พบในหอคอยเทพที่สามเป็นเช่นไร!
บททดสอบที่สามมีนามว่า ‘เส้นทางไร้จุดจบ’
สงครามไร้ขอบเขต
วิถีเองก็เช่นกัน
ระดับนี้ทดสอบวิถีเต๋าของผู้เข้าทดสอบ!
เมื่อชายหนุ่มเข้าไปในหอคอยเทพที่สาม ภาพที่คล้ายคลึงกับหอคอยเทพที่หนึ่งและสองก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
บททดสอบท้าทายทั้งหลายอาจทำให้ตัวตนระดับสุดลึกล้ำทั้งหลายหน้าคะมำ แต่มิใช่สำหรับซูอี้
เขาแทบจะผ่านทุกชั้นทดสอบบนหอคอยเทพที่สามแบบฉลุยตลอดทางจนถึงยอดหอคอย!
ที่นั่น เขาได้พบกับหนึ่งในเก้ายอดฝีมือซึ่งชาติที่สามส่งมา เป็นบุรุษนามลู่คง
วิถีเต๋าของอีกฝ่ายแข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตเดียวกัน!
ทว่านับแต่แรกพบกับซูอี้ ลู่คงพลันกล่าวรำพึงว่า “ข้าสังหรณ์จริงๆ ว่าข้ามีแต่ต้องแพ้ด้วยมือเจ้าเหมือนเจี่ยนสิงอวิ๋นกับหลี่มู่”
ซูอี้อดมองคนผู้นี้อีกครั้งมิได้ และกล่าวว่า “เจ้าคิดจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อนหรือ?”
ลู่คงส่ายหัว “ข้าจะพยายามโจมตีสุดกำลังหนึ่งหน หากท่านรับไว้ได้ ข้าจะจากไปทันที”
ซูอี้พยักหน้า ยอมรับคำขอของอีกฝ่าย
ลู่คงลงมือ
เขาแข็งแกร่งมากจริงๆ และอำนาจต่อสู้ที่แสดงออกก็เทียบเท่ากับตอนที่ซูอี้อยู่ในระดับสุดลึกล้ำ!
น่าเสียดายที่ยามนี้ ซูอี้ไม่ได้อยู่ในระดับสุดลึกล้ำแล้ว
นี่ไม่ใช่การใช้การฝึกฝนระดับสูงมารังแกคน แต่ขอบเขตพินิจสุดขั้วเองก็เป็นขอบเขตลับที่ซุกซ่อนอยู่ในระดับสุดลึกล้ำ
เพียงหนึ่งออกหมัด ลู่คงก็แพ้พ่าย!
ผลลัพธ์นี้ทำให้อีกฝ่ายแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ข้าคิดว่าตนประเมินเจ้าสูงเกินไปแล้ว แต่ที่แท้ ความต่างชั้นระหว่างเจ้าและข้านั้น…เกินรับรู้โดยแท้”
ว่าแล้ว เขาก็ยอมแพ้ เป็นฝ่ายจากจรก่อนจริงๆ
ดูแสนผ่าเผย แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าในใจของลู่คงผู้นี้กำลังตะลึงและไม่ยินยอมเล็กน้อย
ลองคิดดู ต่อหน้าความล้มเหลวเช่นนี้ ผู้ใดจะเฉยเมยได้กัน?
ยิ่งต่อสู้จริงจังเพียงไร ยิ่งยากจะไม่อยากติดค้างสิ่งใดในใจหลังแพ้พ่าย
หลังลู่คงจากไปไม่นาน คู่ต่อสู้ทั้งเก้าก็ปรากฏขึ้นบนยอดหอคอยเทพที่สาม
พวกเขาล้วนมีวิถีเต๋าสูงสุด ไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกันจากอารยธรรมยุคสมัยในอดีต
ทรงพลังเหลือเชื่อ
บางผู้กล่าวได้กระทั่งเป็นผู้สะบั้นกฎ! มากพอจะข้ามสองขอบเขตไปสังหารเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วได้!
สิ่งนี้ยังทำให้ซูอี้ได้เปิดหูเปิดตา เขาตระหนักแล้วว่าในอารยธรรมยุคสมัยเก่าก่อนยังมี ‘สหายเต๋า’ ประเภทเดียวกับเขาอยู่ และมีวิถีเต๋า ณ ระดับสุดลึกล้ำท้าทายสวรรค์กันเช่นนี้
น่าเสียดายที่คนทั้งเก้าต่างพากันแพ้พ่ายด้วยน้ำมือซูอี้
จากนั้น รางวัลของบททดสอบด่านสวรรค์ที่สามพลันปรากฏขึ้น
มันเป็นอำนาจมหาวิถีสูงสุดเก้าสาย ก่อเกิดจากที่มาฮุ่นตุ้น!
เมื่อซูอี้หลอมรวมเก้าอำนาจมหาวิถีเหล่านี้ทั้งหมด วิถีเต๋าทั่วร่างของเขาจึงถูกขัดเกลาถึงขั้นสมบูรณ์ สูงส่งกว่ายามใด!
ในที่สุด ทั้งกายเนื้อ จิตวิญญาณ และวิถีเต๋าของเขาล้วนมาถึงขั้นสมบูรณ์!
ซูอี้สัมผัสได้ว่า ตัวเองในยามนี้ดุจดั่งเตาหลอมซึ่งเดือดพล่าน ปรากฏสัญญาณเคลื่อนขอบเขตขึ้นในร่าง พร้อมเคลื่อนขยับได้ทุกขณะ
แต่เขาก็รู้สึกเสมอว่าขาดบางสิ่งไป
จนกระทั่งเนิ่นนานจากนั้น ชายหนุ่มจึงเข้าใจว่าเขาไม่ได้ขาดสมบัติแล้ว และไม่ได้ขาดการเก็บตัวตกตะกอนด้วย
แต่เป็นโอกาสหลอมรวมร่างวิถี จิตวิญญาณและวิถีเต๋าเป็นหนึ่งเดียว!
โอกาสเช่นนี้ต้องเดิมพันชีวิตจึงได้มา!
นี่เป็นความน่าสะพรึงกลัวอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางความเป็นความตาย
แต่การขัดเกลาท่ามกลางเส้นแบ่งเป็นตายนั้นก็เพียงพอให้ปลดปล่อยศักยภาพทั่วร่างอย่างเต็มที่ได้เช่นกัน!
“หากเปลี่ยนเป็นผู้ใดอื่น การผ่านหอคอยเทพทั้งสาม เพื่อให้ได้โอกาสเช่นนี้มาคงเคลื่อนขอบเขตเป็นเทพกันไปแล้ว แต่สำหรับข้า วิถีบรรลุเทพเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น……”
ซูอี้พึมพำเสียยืดยาว ทั้งยังแฝงด้วยอารมณ์และความอับอายเล็กน้อย
เพราะเขาเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนาน และเตรียมตัวรอมานานนัก!
ยามนี้ ทุกชั่วกาลล้วนมีค่า!