ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 221 มีอะไรให้กินบ้าง?
เวลาล่วงไปเกือบครึ่งชั่วยาม…
น้ำในหม้อหลงเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันหยุนเชวี่ยพลันเกิดความคิดบางประการขึ้น
เพื่อให้เกลือที่ได้จากการสะตุหินเกลือในครั้งนี้มีความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น หยุนเชวี่ยจึงจงใจเพิ่มขั้นตอนในการกรองเป็นพิเศษ
นางเลือกใช้ผืนผ้าซึ่งมีความบางพอสมควรทำหน้าที่แทนตะแกรงตาข่ายเพื่อกรองน้ำเกลือในหม้อซึ่งมีความเข้มข้นสูง หลังทำการเทให้ไหลผ่านผืนผ้าแล้วจึงนำน้ำเกลือเทกลับลงในหม้อและเคี่ยวต่อไปอีกประมาณสองชั่วก้านธูป ในที่สุดของเหลวในหม้อพลันแห้งเหือด บริเวณก้นหม้อปรากฏผลึกสีขาวบริสุทธิ์เป็นชั้นหนา
“เกลือ! เป็นเกลืออย่างแท้จริง!” เจ้าอ้วนเฉียนตื่นเต้นยิ่งเมื่อได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ปรากฏขึ้นกับตาตนเอง เขาตะโกนลั่นด้วยความปีติจากนั้นจึงจิ้มปลายนิ้วลงในหม้อโดยไม่สนใจอากาศร้อนระอุโดยรอบอีกต่อไป ครั้นขูดขึ้นมาได้จำนวนหนึ่งแล้วจึงแตะมันลงบนลิ้นเพื่อชิมรส
ฝ่ายเจ้าเมืองและใต้เท้าเฉียนซึ่งใกล้หมดความอดทนเต็มที เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนของเฉียนเสี่ยวปังจึงกรูเข้ามาล้อมรอบเพื่อสังเกตการณ์อย่างไม่รอช้า เมื่อเห็นว่าน้ำในหม้อระเหยแห้งไปจริงดังคำกล่าวอ้างจึงอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เหอยาโถวใช้ช้อนขูดผลึกเกลือตรงก้นหม้อก่อนยื่นให้ใต้เท้าทั้งสองอย่างนอบน้อม “ใต้เท้าทั้งสองโปรดพิจารณา นี่คือเกลือซึ่งสกัดมาจากหินขอรับ รสชาติไม่ผิดแปลกไปจากเกลือในครัวเรือนทั่วไปซึ่งใช้ในการทำอาหาร”
“ไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่นิดเดียว” เจ้าอ้วนเฉียนควานหากระปุกเกลือในครัวแล้วหยิบมันขึ้นมา “ท่านพ่อ ใต้เท้าจงขอรับ ท่านดูนี่เถิด นี่บริสุทธิ์และรสดียิ่งกว่าเกลือแกงทั่วไปเสียอีก เกลือที่พวกเราใช้ทำอาหารยังมีเศษดินโคลน ทว่าเกลือเหล่านี้กลับสะอาดราวหิมะที่ตกลงจากฟากฟ้า!”
เจ้าเมืองยังคงตะลึงงัน เขาจับจ้องไปยังหม้อต้มเกลืออย่างไม่เชื่อสายตา
เมื่อครู่นี้เขาไพล่คิดไปว่าเด็กหญิงจากชนบทผู้นี้คงสร้างเรื่องมุสาขึ้นเป็นแน่แท้ หากไม่เห็นกับตาตนเองเช่นนี้คงไม่มีทางหลงเชื่อเป็นอันขาดว่าการนำหินไม่กี่ก้อนมาทุบจนละเอียดและนำไปต้มก็สามารถแปรรูปเป็นเกลือแกงได้
“ใต้เท้าจง ใต้เท้าจง! นี่เป็นความจริงขอรับ!”
เจ้าอ้วนเฉียนร้องเรียกชื่อเจ้าเมืองอยู่สองครั้งเขาจึงได้สติกลับคืนมา เขาพับแขนเสื้อขึ้นก่อนขูดเอาเกลือจากก้นหม้อวางลงในจานด้วยตนเอง “งานนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ข้าต้องเร่งเขียนรายงานและส่งไปยังเมืองหลวงพร้อมกับเกลือเหล่านี้!”
ใบหน้าของใต้เท้าจงแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดี หลังเก็บเกลือไปจนหมดแล้วจึงก้าวข้ามธรณีประตูครัวออกไป แต่แล้วก็ถอยกลับมาสองก้าวและกล่าวกำชับ “เหล่าเฉียน หลานชาย รบกวนให้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าในการรับรองเด็กทั้งสองคนนี้ หากราชสำนักประกาศความดีความชอบจงยกประโยชน์ให้กับพวกเขา!”
ครั้นกล่าวจบเจ้าเมืองก็ไม่สนใจกลุ่มคนทั้งหมดอีกต่อไป เขาประคองจานบรรจุเกลือไว้ราวกำลังหอบสมบัติล้ำค่า จากนั้นจึงเดินตรงไปยังห้องตำราอย่างรวดเร็ว
หลังทำงานอย่างหนักมาตลอดทั้งช่วงบ่ายก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ใต้เท้าเฉียนมีทรัพย์สินเงินทองมากมายจึงเสนอให้จัดงานเลี้ยงที่ดีที่สุด ณ ภัตตาคารหลงชิงเพื่อต้อนรับหยุนเชวี่ยและเหอยาโถว
“ใต้เท้าเฉียนเจ้าคะ วันนี้เกรงว่ายังไม่สะดวกนัก นี่ก็เย็นย่ำเต็มทีแล้ว หากพวกเรายังไม่กลับไปเห็นทีครอบครัวต้องร้อนใจมากอย่างแน่นอน”หยุนเชวี่ยกล่าว
“เรื่องนั้นอย่าได้เป็นกังวลไป ข้าจะส่งม้าเร็วไปส่งข่าวให้ครอบครัวของเจ้า หากดึกดื่นแล้วก็พำนักอยู่ที่จวนของข้าเสีย” เฉียนเสียนเฉิงหัวเราะ
“นี่อาจ… ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ
เจ้าอ้วนเฉียนรีบกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นพ่อทันที “ท่านพ่อ! ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? เชวี่ยเอ๋อเป็นสตรีจะพักค้างอ้างแรมนอกบ้านได้อย่างไรขอรับ?! งานเลี้ยงจะจัดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ทว่าวันนี้ดึกมากแล้ว ให้นางกลับบ้านไปก่อนเถิด!”
“โอ้ ดูความเซ่อของข้าซิ!” ใต้เท้าเฉียนตบหน้าผากตนเอง “ความคิดของข้าช่างประมาทเลินเล่อนัก ต้องขอบคุณเจ้าลูกชายที่เตือนสติ”
ใต้เท้าเฉียนทอดถอนใจ เนื้อแท้ของเด็กหญิงผู้นี้ช่างหาญกล้าเหนือบุรุษทั่วไป วาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมาล้วนฉะฉาน อีกทั้งท่าทางยังปราศจากความเขินอายเยี่ยงสตรีเพศ ทำให้เขาเกือบมองข้ามไปเสียแล้วว่านางเป็นเพียงเด็กหญิงจากชนบทที่มีอายุเพียงสิบสองขวบปี
“ต้าจี๋ สั่งให้คนเตรียมรถม้าและพาพวกเขาไปส่งให้ถึงที่บ้านเสีย!” ใต้เท้าเฉียนสั่งการทันที
“ขอบคุณใต้เท้าเฉียนแล้วเจ้าค่ะ!” หยุนเชวี่ยประสานมือคำนับพร้อมกล่าวขอบคุณ
เมื่อใต้เท้าเฉียนเห็นว่าหยุนเชวี่ยใช้วิธีประสานมือโค้งคำนับเยี่ยงบุรุษเพศแทนการย่อตัวลงเช่นสตรีทั่วไปจึงเผยรอยยิ้มเสียจนตาหยี ยิ่งพินิจเด็กหญิงผู้นี้เพียงใดยิ่งรู้สึกชื่นชมมากขึ้นเท่านั้น
คิดได้ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามว่า “สาวน้อย เจ้าชอบกินสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่? ข้าจะได้สั่งคนตระเตรียมไว้ให้ วันนี้ไม่อาจร่วมงานเลี้ยงเช่นนั้นขอนัดหมายเสียใหม่เป็นวันพรุ่งนี้ เวลาเที่ยง ณ ห้องเทียนเป่าในภัตตาคารหลงชิง”
“เด็กบ้านนอกอย่างเรา ๆ ไม่มีสิ่งใดชื่นชอบเป็นพิเศษ โดยปกติแล้วเคยชินเพียงข้าวอย่างหยาบเท่านั้น ไม่ว่าลิ้มรสอาหารประเภทใดในภัตตาคารหลงชิงก็ล้วนเลิศรสไปเสียหมด ใต้เท้าเฉียนมีความรู้มากมายสามารถจัดการได้ตามความสะดวกเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยไม่ปฏิเสธทั้งยังเรียบเรียงคำตอบอย่างมีวาทศิลป์
ใต้เท้าเฉียนจึงตอบกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ได้! ได้! ย่อมได้! เช่นนั้นข้าจะจัดการเอง อีกอย่างหากไม่ใช่ที่ว่าการมณฑลแล้ว ในเมื่อเจ้าเป็นสหายของจินเป่าก็จงอย่ามากพิธี… เรียกข้าว่าท่านลุงก็พอแล้ว”
ขณะที่หยุนเชวี่ยและใต้เท้าเฉียนกำลังพูดคุยกัน เหอยาโถวจึงดึงแขนเจ้าอ้วนเฉียนเข้ามาใกล้ก่อนถามด้วยเสียงกระซิบ“นี่ หากใต้เท้าจงรายงานเรื่องนี้แก่ราชสำนักแล้ว ทางราชสำนักจะตกรางวัลให้แก่พวกเราจริงหรือ?”
“คงได้กระมัง” เจ้าอ้วนเฉียนไม่มั่นใจนัก “ข้าเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนทางราชการมากนัก แต่อย่างไรจะลองถามท่านพ่อเป็นการส่วนตัวให้ พวกเจ้าคลายกังวลเถิด”
“เปล่ากังวล… เปล่ากังวล” เหอยาโถวรีบโบกมือ“ข้าเพียงต้องการบอกกล่าวให้เจ้าทราบว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของเชวี่ยเอ๋อ ข้าเป็นเพียงลูกมือที่ขยันขันแข็ง หากทางราชสำนักต้องการตบรางวัลจริง ก็ควรมอบให้นางมากหน่อย แบ่งไว้ให้ข้าเพียงเล็กน้อยพอแล้ว!”
เหอยาโถวตระหนักว่าสถานการณ์บ้านตระกูลหยุนไม่สู้ดีนัก อีกทั้งครอบครัวของนางก็แยกตัวออกมาแล้ว ส่วนผู้เฒ่าหยุนก็ทุ่มเทความหวังด้านการสอบรับราชการไปที่หยุนลี่จงทั้งหมด ทำให้แม้แต่ในเครือญาติยังปฏิบัติต่อครอบครัวของหยุนเชวี่ยด้วยความโหดร้าย
ดังนั้นหากทางราชสำนักต้องการตกรางวัลให้ผู้แจ้งเบาะแสจริง หยุนเชวี่ยคือผู้ซึ่งเหมาะสมที่สุดที่จะรับไว้ และนับจากนั้นไม่ว่าลุงใหญ่ผู้บ้าอำนาจหรืออาสามผู้ไร้เหตุผลคงไม่กล้ากระทำเลวทรามให้ครอบครัวรองลำบากใจอีกต่อไป
“เหออวี้ แล้วตัวเจ้าไม่ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนในครั้งนี้รึ?” เจ้าอ้วนเฉียนถาม
“ข้า?” เหอยาโถวเกาศีรษะ “ใช่ว่าข้าไม่ต้องการ ทว่าข้าไม่มีความสามารถมากถึงเพียงนั้น ท่านแม่เคยบอกว่าหากข้าใคร่ได้รับสิ่งดีงามจำเป็นต้องเพียรพยายามให้หนักขึ้น ฮิฮิ…”
“พวกเจ้าสองคนกำลังนินทาข้าอยู่ใช่หรือไม่?” หยุนเชวี่ยโผล่หน้ามาจากทางด้านหลัง
“ปะ… เปล่าเสียหน่อย เจ้าอ้วนเพียงกล่าวว่าเขาอยากไปดูกังหันน้ำที่หมู่บ้านของเราให้เห็นกับตา!”
“อืม อืม!” เจ้าอ้วนเฉียนพยักหน้าถี่ “ยิ่งเหออวี้สาธยายให้ฟังเพียงใด ข้ายิ่งต้องการเห็นมันเท่านั้น…”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ช่วงเที่ยงเจ้าก็ตามพวกเรากลับไปยังหมู่บ้านซี ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสอาหารรสเลิศในแถบชนบทของเรา ต้มซุปปลาสด ๆ กลิ่นหอมอบอวลของผืนป่าบนภูเขาจะทำให้เจ้าสดชื่นมากทีเดียว…” หยุนเชวี่ยกล่าวเชิญชวน ขณะที่พูดถึงอาหารท้องของนางกลับส่งเสียงโครกครากเพราะความหิวโหย
ต้าจี๋นำรถม้าเคลื่อนมาถึงพอดี บนเกี้ยวมีกาน้ำชาและของว่างจำนวนหนึ่งซึ่งตระเตรียมไว้อย่างเอาใจใส่ เด็กทั้งสองก้าวขึ้นรถม้าก่อนเปิดม่านและโบกมือลาใต้เท้าเฉียนและบุตรชายของเขา
พระอาทิตย์คล้อยต่ำจวนตกดิน ล้อรถและกีบม้าบดย่ำไปบนถนนพื้นปูนด้วยความเร็วพอประมาณ เสียงกระทบกันดังเป็นจังหวะอย่างไพเราะเสนาะหู
“ลูกเอ๋ย พ่อขอถามอะไรบางอย่างเถิด” ใต้เท้าเฉียนมองตามหลังรถม้าซึ่งเคลื่อนที่ไกลออกไปก่อนเอ่ยต่อ “เด็กหญิงนามเชวี่ยเอ๋อนั่นอายุเท่าไรแล้ว? มีคนในครอบครัวกี่คน? มารดาของนางได้ทาบทามนางไว้ให้ผู้ใดแล้วหรือไม่?”
เจ้าอ้วนเฉียนตกตะลึง
“ท่านพ่อ… ท่านต้องการทราบไปด้วยเหตุใดหรือขอรับ?”
“พ่อจะหมายความอย่างไรได้นอกจากต้องการทาบทามว่าที่ภรรยาให้กับเจ้า พ่อเห็นควรว่านางเป็นคนดีทีเดียว เก่งกาจ ทั้งยังเฉียบแหลมไม่น้อย ใบหน้าหรือก็สะสวย มีความสามารถถึงเพียงนี้เหมาะสมยิ่งที่จะเป็นสะใภ้เศรษฐี!”
“ท่านพ่อ…”
“วันพรุ่งนี้ในงานเลี้ยง ณ ภัตตาคารหลงชิง ควรเชิญให้ท่านแม่ของเจ้าไปดูตัวนางพร้อมกันเป็นอย่างไร? ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ท่านพ่อ ท่านเคยกล่าวว่าสตรีรอบรู้ต่างหากจึงจะเปี่ยมด้วยคุณธรรม สำหรับนางแล้ว ข้าคิดว่านางอาจเข้มแข็งเกินไปเสียหน่อย…” เจ้าอ้วนเฉียนรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แม้เขาชื่นชอบหยุนเชวี่ยทว่านางยังเยาว์วัยนัก และหากนางไม่นึกสนใจเขาแม้แต่น้อย เช่นนั้นควรปั้นหน้าอย่างไรต่อไปดี?
…………………………………………………………..