ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 318 บ้านหลังใหม่
ตอนที่ 318 บ้านหลังใหม่
ตอนที่ 318 บ้านหลังใหม่
หยุนลี่เต๋อแจ้งอย่างเป็นทางการไปเช่นนั้นว่าจะย้ายบ้าน ทว่าบ้านฝั่งปีกตะวันตกไม่มีสิ่งใดให้เคลื่อนย้ายมากนัก นอกจากผ้าห่มผืนหนาสองผืนแล้ว ภายในบ้านก็เหลือเพียงเสื้อผ้ารอซักอีกจำนวนหนึ่งและเครื่องครัวถ้วยชามสำหรับสมาชิกทั้งห้าคน ไม่มีสิ่งของใหญ่โต
ด้วยของชิ้นน้อยและน้อยชิ้นทำให้พวกเขาช่วยกันขนเพียงสองรอบก็เสร็จสิ้นแล้ว หยุนเยี่ยนเพิ่งปูผ้าคลุมเตียงได้ไม่นาน หยุนเชวี่ยก็รีบปีนขึ้นไปนอนกลิ้งเกลือกอย่างอดใจไม่ไหว ก่อนจะพลิกตัวนอนหงายพร้อมเหยียดยืดแขนขาไปทั่ว
“ในที่สุดข้าก็มีห้องนอนเป็นของตัวเองเสียที!”
“ฟูกเพิ่งจะปูเสร็จไปได้ไม่นาน เจ้ากลับทำให้กลายเป็นก้อนกลมอีกแล้ว” หยุนเยี่ยนโบกมือไล่หยุนเชวี่ยลงจากเตียง “ข้าจะจัดการห้องนี้ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน เจ้าออกไปดูข้างนอกหน่อยเถิด เผื่อท่านแม่มีสิ่งใดให้ช่วยหยิบจับ”
“ได้!” หยุนเชวี่ยเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที “เราคงต้องเก็บฟืนมาเพิ่มอีกสักหน่อย รอจนอากาศหนาวเย็นเต็มที่จะได้นำมาเติมในเตาผิงให้บ้านของเราอบอุ่นขึ้น”
แม่นางเหลียนทำงานบ้านอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานสิ่งของทุกชิ้นก็จัดวางเข้าที่ไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นนางจึงหยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดทั้งด้านในและด้านนอก ไม่นานบ้านหลังใหม่จึงสะอาดสะอ้านและเปิดโล่งจนอากาศถ่ายเท
“โอ้ พวกเจ้าย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วหรือ?”
บ้านหลังใหม่ไม่ได้ก่อแนวกำแพงสูงเช่นบ้านตระกูลหยุน พวกเขาเพียงก่อโคลนขึ้นเป็นกำแพงอย่างเรียบง่ายล้อมรอบไว้ ท่านป้าเหอกำลังจะเดินออกจากหมู่บ้านพอดี เมื่อมองเข้าไปจึงเห็นว่าแม่นางเหลียนกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดบ้าน
“ฉวยโอกาสช่วงที่เว้นว่างจากงาน และอากาศไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไปนี่แหละ” แม่นางเหลียนรีบเดินไปเปิดประตูเล็กหน้าเรือนพร้อมเอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เจ้าเข้ามาดื่มน้ำสักถ้วยเถิด”
“ไม่รบกวนเจ้าแล้ว ข้าเย็บเสื้อกันลมหนาวไว้ให้หลานของข้าสองชุด กำลังจะนำไปส่งให้พวกเขาพอดี ไว้รอข้ากลับมาถึงก่อนก็แล้วกัน” ท่านป้าเหอตบห่อผ้าในมือให้ดูก่อนขอตัวเดินผละจากไป มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านต้นบัณฑิตอย่างมีความสุข
แม่นางเหลียนมองตามแผ่นหลังของท่านป้าเหอจากริมรั้ว ดวงตาฉายแววยินดีระคนอิจฉาเล็ก ๆ “ดูสะใภ้เหอสิ มีความสุขเสียจนยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงเชียว หากเป็นข้าก็คงไม่ต่างกันนักหรอก ได้อุ้มหลานชายรวดเร็วถึงเพียงนี้”
หยุนเชวี่ยที่กำลังต้อนไก่เข้าเล้าได้ยินดังนั้นจึงกลอกตาขึ้นฟ้า “ท่านแม่ ประโยคเหล่านั้นเอ่ยลอย ๆ ไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าเองก็ยังเล็กนัก เพราะฉะนั้นท่านควรไปบ่นกับพี่สาวจึงจะถูกควรนะเจ้าคะ”
“บ่นเรื่องใดรึ?” หยุนเยี่ยนเดินออกมาจากห้องจึงได้ยินช่วงปลายบทสนทนาเข้าพอดี
“ท่านแม่น่ะซี อิจฉาที่ท่านป้าเหอจะได้อุ้มหลานใหญ่” หยุนเชวี่ยชิงเอ่ยตอบก่อนที่แม่นางเหลียนจะทันปริปาก จากนั้นจึงขยิบตาให้หยุนเยี่ยนพร้อมเผยรอยยิ้มกว้าง “ข้าจึงบอกท่านแม่ว่าอย่าอิจฉานางไปเลย ไม่นานนี้พี่สาวเองก็ใกล้จะ…”
“เจ้า… เจ้าพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว” ใบหน้าหยุนเยี่ยนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเขินอายนางถลึงตาใส่หยุนเชวี่ยแวบหนึ่ง “หากเจ้ายังไม่หยุดพูดเหลวไหล ข้าจะไม่ใส่ใจทำงานบ้านแทนเจ้าอีก บรรดาเสื้อผ้าสำหรับใส่ช่วงฤดูหนาวเจ้าจงนำออกไปตากแดดเองก็แล้วกัน”
“พี่สาว…”
หยุนเยี่ยนทำเมินเสียงร้องเรียกของหยุนเชวี่ยเสีย นางหอบเสื้อผ้าตัวหนาที่พับเก็บไว้ในหีบครบหนึ่งปีเดินกลับเข้าห้องไปด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด บริเวณพื้นที่รอบบ้านกว้างขวางพอสมควร หยุนลี่เต๋อสร้างชั้นวางกึ่งราวตากผ้าตั้งไว้หลังบ้าน มีความยาวประมาณครึ่งจั้ง* สูงเท่าศีรษะคน จุดประสงค์สำหรับใช้ตากผ้าโดยเฉพาะ ซึ่งทั้งแข็งแรง เคลื่อนย้ายสะดวกและใช้งานได้จริง
* จั้ง = มาตราวัดของจีน 1 จั้งเท่ากับ 10 ฉื่อ หรือประมาณ 2.5 เมตร
“เด็กคนนี้…” แม่นางเหลียนยกนิ้วเรียวยาวราวกลีบกล้วยไม้ที่ยังเปียกน้ำขึ้นจิ้มหน้าผากหยุนเชวี่ย “พี่สาวของเจ้าออกจะหน้าบางเพียงนั้น เจ้าเอาแต่หยอกล้อนางตลอดทั้งวันเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ไปให้อาหารหมูได้แล้ว”
หยุนเชวี่ยเดินไปยกถังบรรจุอาหารหมูที่วางไว้ข้างกำแพงพลางเอ่ยแก้ตัว “ข้าไม่ได้หยอกล้อนางเสียหน่อย…”
“เจ้าคิดว่าสตรีทุกคนมีนิสัยเช่นเดียวกันกับเจ้าหรืออย่างไร?”
“แล้วข้าเป็นคนเช่นไรเล่า?”
“เป็นเด็กหญิงที่แก่แดดเกินวัย ไม่เหนียมอายใด ๆ ทั้งสิ้น หัวเราะเสียงดังเปิดเผยเป็นเรื่องปกติสามัญ ใคร่พูดสิ่งใดก็พูดออกมาตามตรง…” แม่นางเหลียนชำเลืองมองหยุนเชวี่ยด้วยความอับอายแทน “คอยดูเถิด อีกสองปีนับจากนี้จะมีผู้ใดกล้ามาสู่ขอเจ้า”
“แม้แต่อาชิ่วเอ๋อยังแต่งงานออกเรือนได้ แล้วเหตุใดข้าจะไม่มีคนกล้ามาสู่ขอล่ะเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยยกม้านั่งตัวเตี้ยมาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นจึงฉวยเอามีดมาสับหญ้าคลุกเข้ากับอาหารหมูด้วยความชำนาญ
ตอนนี้งานให้อาหารหมู ให้อาหารไก่ รวมถึงทำความสะอาดคอกหมูและเล้าไก่ ซักผ้า หรือแม้แต่เก็บฟืนมามัดเป็นกองรวมกันไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาสาหัสสำหรับหยุนเชวี่ยแต่อย่างใด มีเพียงงานเย็บปักเท่านั้นที่ต่อให้ตั้งใจอย่างไรก็ไม่อาจทำได้อย่างประณีตเสียที
ครั้นเอ่ยถึงชื่อหยุนชิ่วเอ๋อ ความกังวลภายในจิตใจของแม่นางเหลียนพลันกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง นางทอดถอนใจ “ชิ่วเอ๋อไปจากเราเกินสี่ห้าวัน งานหมั้นหมายและพิธีคำนับฟ้าดินก็ควรเสร็จสิ้นลงแล้ว เหตุใดนางจึงไม่ยอมส่งจดหมายแจ้งข่าวกลับมาให้รับรู้เสียที?”
“บางทีชีวิตหลังแต่งงานของนางอาจสุขสบายจนแทบกระอัก ทำให้หลงลืมบ้านเกิดรังนอนเก่าก็เป็นได้” หยุนเชวี่ยพูดพลางสับหญ้าเป็นอาหารหมูจนแหลกละเอียด จากนั้นจึงกอบใส่ตะกร้าและคลุกเคล้าให้เข้ากันดี จากนั้นจึงเติมน้ำเพิ่มให้เฉอะแฉะอีกหน่อยพร้อมคลุกเคล้าอีกครั้ง นางยกถังอาหารด้วยมือข้างเดียวเดินตรงไปที่คอกหมู
เจ้าหมูตัวอ้วนทั้งสี่ครั้นเห็นหน้าหยุนเชวี่ยก็แสดงท่าทีดีใจประหนึ่งพบเจอญาติพี่น้อง แต่ละตัวต่างเบียดเสียดกันเดินมาด้านหน้า หยุนเชวี่ยโบกมือไล่ “อย่ามัวแย่งกันเลย ไม่ใช่ของน่าเอร็ดอร่อยเสียเมื่อไร กินหญ้าคลุกข้าวฟ่างทุกวันแบบนี้ยังตะกละตะกลาม ไม่สำเหนียกบ้างรึว่ายิ่งอ้วนก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตน่ะ?”
เจ้าหมูส่งเสียงฮึดฮัดเพราะไม่รู้ภาษามนุษย์ ก้นอวบใหญ่บิดไปทางซ้ายและขวาแทบจนหยุนเชวี่ยกระเด็น หยุนเชวี่ยยกขาถีบเจ้าหมูที่มีท่าทางร่าเริงที่สุดแล้วรีบเทอาหารลงในราง
หมูสี่ตัวกรูเข้ามารุมล้อมกินอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย หยุนเชวี่ยเห็นดังนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ
“พวกมันไม่ใช่มนุษย์เสียหน่อย คิดว่ามันจะฟังความเข้าใจอย่างนั้นหรือ?” หยุนเยี่ยนตากผ้าเสร็จแล้วได้แต่หัวเราะอย่างขบขันอยู่ข้างคอกหมู
“แท้จริงแล้วหมูเหล่านี้ไม่ได้โง่เขลาเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยหวนนึกถึงงานวิจัยของโลกยุคปัจจุบัน ผลการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์นั้นกล่าวว่าสมองของหมูมีไอคิวสูงกว่าสมองของสุนัขเสียอีก ทั้งยังถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สิบจากสัตว์กว่าหนึ่งแสนประเภททั่วโลก
“อุบ…” หยุนเยี่ยนหลุดหัวเราะทันควัน “เช่นนั้นเหตุใดผู้คนจึงหยิบยกมันไปใช้เวลาต้องการก่นด่าคนว่าโง่เหมือนหมูเล่า?! เป็นครั้งแรกเชียวนะที่ข้าได้ยินว่าหมูฉลาด!”
“ไม่เชื่อท่านก็ดูสิ ข้าให้อาหารพวกมันตั้งหลายครั้ง พวกมันก็จดจำข้าได้เป็นอย่างดี ทันทีที่เห็นข้าก็เบียดเสียดแย่งกันอย่างสุดกำลังเพื่อจะเดินเข้ามาหาข้าให้ได้ นี่ยังไม่นับว่าฉลาดอีกหรือ?” หยุนเชวี่ยพูดพลางเดินออกมาจากคอกหมู ก่อนก้มปัดฝุ่นดินสกปรกที่เปรอะเปื้อนตามกางเกง
หยุนเยี่ยนได้ยินเช่นนั้นยิ่งรู้สึกขบขันจนเปล่งเสียงหัวเราะดังขึ้นกว่าเก่า น้ำหูน้ำตาแทบไหล “พวกมันจะจดจำเจ้าได้อย่างไรกัน? จมูกของพวกมันออกจะดีปานนั้น ครั้นได้กลิ่นอาหารก็กรูกันเข้ามาแย่งตามกลิ่นนั้นต่างหากเล่า!”
หยุนเชวี่ย…
หยุนเยี่ยน “ฮ่า ๆ ๆ ข้าขบขันจะตายอยู่แล้ว ต้องนำเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่…”
หยุนเชวี่ยเกาศีรษะยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงหัวเราะราวขบขันเสียเต็มประดาของสองแม่ลูกก็ดังขึ้นจากบริเวณลานหน้าบ้าน หยุนเยี่ยนฉวยโอกาสแก้เผ็ดโดยนำเรื่องน่าขบขันของหยุนเชวี่ยไปบอกกล่าวให้ผู้อื่นรับรู้
วันแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ แม่นางเหลียนวางแผนว่าจะปลูกต้นไม้ต้นใหญ่ไว้หลังเรือนเพื่อให้มันขยายกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ทว่ายังสับสนว่าควรปลูกต้นพลับหรือต้นพุทราดี นางและหยุนเยี่ยนพูดคุยปรึกษากันอยู่นานแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัว สุดท้ายจึงต้องลองถามความคิดเห็นจากหยุนเชวี่ย
แสงแดดส่องสว่างแยงตาหยุนเชวี่ยกระทั่งต้องหรี่ตาลง นางเอนกายครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวกลางลานบ้านเพื่ออาบแดด ทันทีที่ได้ยินความประสงค์ของผู้เป็นแม่จึงกล่าวขึ้นอย่างเกียจคร้าน “ปลูกต้นไม้ใหญ่ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าจะสูงใหญ่ให้ร่มเงาได้ ท่านอย่าวางแผนไกลไปเลย ไม่แน่ว่าป่านนั้นพวกเราคงย้ายไปอยู่ในบ้านอีกหลังที่ใหญ่โตกว่านี้แล้ว”
“เจ้าฝันกลางวันอีกแล้ว เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ไม่ทันไรกลับวางแผนจะสร้างบ้านหลังใหญ่กว่านี้อีกรึ?” แม่นางเหลียนหัวเราะ “เรือนหลังนี้ยังไม่รองรับความต้องการของเจ้าอีกหรือไร?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก” หยุนเชวี่ยบิดขี้เกียจพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามสดใส ขณะนี้อากาศกำลังสดชื่น มีเสียงนกร้องขับขานผสานกับเสียงสายน้ำไหลผ่านแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ เป็นบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ไม่น้อย
“ข้าชื่นชอบบ้านหลังนี้นัก ทั้งทำเลดีและกว้างขวาง เมื่อถึงฤดูหนาวก็อบอุ่นกันลมได้เป็นอย่างดี ข้าไม่อยากย้ายไปที่อื่นอีกแล้ว” หยุนเยี่ยนชี้นิ้วไปยังบริเวณหลังเรือน “รอจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิค่อยจัดสวนเสียใหม่ จะปลูกต้นไม้ใดก็ย่อมได้”
“พี่สาว…” หยุนเชวี่ยแกว่งขาทั้งสองข้างสลับกัน จงใจลากเสียงให้ยืดยาว “ช่วงฤดูใบไม้ผลิมาเยือนเมื่อไร ท่านก็ถึงคราวย้ายออกไปอยู่ที่บ้านของพี่ต้าหวังแล้ว ถึงเวลานั้นอาณาเขตในบ้าน รวมถึงห้องของท่านก็ต้องเป็นของข้าอยู่ดี”
หยุนเยี่ยน…
ช่วงบ่ายท้ายฤดูใบไม้ร่วงอันแสนเย็นสบาย ภายในลานบ้านน้อยใหญ่ของเหล่าชาวบ้านต่างอบอวลไปด้วยความสุข ขณะนั้นเองมีเกวียนล่อคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดอยู่ด้านหน้าหินโม่ก้อนใหญ่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน เด็กหนุ่มท่าทางคล้ายเด็กรับใช้ลงมาถามไถ่เส้นทางจากชาวบ้านประมาณสองสามประโยค ครั้นได้ความครบถ้วนแล้วจึงขับเกวียนล่อมุ่งตรงไปยังบ้านหลังใหม่ของครอบครัวรองตระกูลหยุน