ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 340 มีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้
ตอนที่ 340 มีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้
ตอนที่ 340 มีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้
“นั่นใช่แม่นางน้อยเชวี่ยเอ๋อหรือไม่” หญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยถามเมื่อมองเห็นหยุนเชวี่ยและเฉียนเสี่ยวปังที่เดินอยู่ไม่ไกล จากนั้นนางจึงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม “เสื้อผ้าของนางช่างงดงามยิ่งนัก แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นใครกัน ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน”
“เพื่อนของข้าน่ะเจ้าค่ะ เขามาเยี่ยมเยียนหมู่บ้านของเรา” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบ
เฉียนเสี่ยวปังยิ้มอย่างมีความสุขราวกับได้รับพรวันตรุษจีน
สตรีผู้นั้นยิ่งมีความสุขมากกว่าเดิม “ผิวขาวนวลเหลือเกิน ดูเพียงแวบเดียวก็รู้ว่ามาจากในเมือง”
“แม่นางน้อยเชวี่ยเอ๋อ” หญิงสาวที่เพิ่งซักเสื้อผ้าเสร็จเดินถืออ่างไม้เข้ามาหาหยุนเชวี่ยพลางเหยียดยิ้มด้วยความประหม่า “เจ้าสนิทสนมกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง อาสะใภ้จึงอยากถามเรื่องบางอย่างกับเจ้า”
“ท่านอาสะใภ้มีอะไรจะพูดหรือ” หยุนเชวี่ยมีใบหน้ากลมเล็กน่าเอ็นดู ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นเพียงชาวนาธรรมดาเท่านั้น นางจึงยินดีให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนเท่าที่ตนจะทำได้
“เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวของอาสะใภ้มีสมาชิกประมาณสิบกว่าคน พืชผลที่ได้จากการเก็บเกี่ยวปีนี้มีเพียงพอแค่ประทังชีวิตไปวัน ๆ ข้าเลยจะขอให้เจ้าช่วยหางานในเมืองให้พี่ฉวนฝูของเจ้าได้หรือไม่” แม่นางผู้นั้นกล่าวอย่างเอียงอาย “แม้จะยังเด็ก แต่เจ้ากลับค้าขายจนทำให้ครอบครัวร่ำรวยขึ้นได้”
หยุนเชวี่ยกะพริบตา “แค่นี้หรือเจ้าคะ?”
สตรีนางนั้นพยักหน้าหงึกหงัก “พี่ฉวนฝูของเจ้าเป็นคนซื่อบื้อ แต่ออกจะพูดมากไปเสียหน่อย และนอกจากทำงานใช้แรงแล้ว เขาก็ไม่เก่งอะไรเลย ข้าจึงต้องฝากให้เจ้าช่วยหางานให้เขาที”
“ซื่อบื้อไม่กลัว ขอเพียงแค่เขาตั้งใจทำงานอย่างแข็งขันก็เพียงพอแล้ว เดี๋ยวข้าจะลองสอบถามเรื่องงานให้นะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบอย่างร่าเริงก่อนถามต่อ “อาสะใภ้อยากให้พี่ฉวนฝูทำงานหลังตรุษจีนหรือก่อนตรุษจีนหรือ?”
“ก่อนตรุษจีน” แม่นางผู้นั้นรีบขานตอบอย่างรวดเร็ว “มันคงจะดีกว่า หากเขาได้งานทำก่อนวันตรุษจีน อย่างน้อยก็มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่ง อีกอย่างพี่ฉวนฝูของเจ้าอายุสิบห้าแล้ว แต่เงินสินสอดยังมีน้อยนิด”
“ได้เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าวออก “แล้วข้าจะแจ้งข่าวดีแก่ท่านอาภายในอีกสองวัน”
สตรีผู้นั้นกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนเดินจากไปอย่างมีความสุข
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้าช่างมีจิตใจงดงามเสียจริง” ในที่สุดเฉียนเสี่ยวปังก็หลุดออกจากห้วงความคิดเกี่ยวกับเรื่องคุณค่าของชีวิต เมื่อมองไปยังกังหันน้ำที่หมุนอยู่เบื้องหน้าและเหล่าชาวบ้านที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาก็พลันละอายใจขึ้นมาทันที
“พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะอย่างประหม่า “เจ้าอย่าเยินยอข้าด้วยน้ำเสียง สีหน้าจริงจังและลึกซึ้งเช่นนี้สิ ข้ารู้สึกอึดอัด”
เฉียนเสี่ยวปัง…
“คนเมื่อครู่คืออาสะใภ้สวี นางมีลูกชายอายุสิบห้าปี” หยุนเชวี่ยมองไปด้านหน้าพลางเชิดคางขึ้น “วันนี้เจ้าอยู่ด้วยพอดี ช่วยข้าหางานให้เขาหน่อยสิ”
“ได้สิ ธุระของเจ้าก็คือธุระของข้า ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด” เฉียนเสี่ยวปังไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาตบหน้าอกของตนเองเบา ๆ พร้อมกล่าวต่อ “แล้วอาสะใภ้สวีต้องการหางานประเภทใดให้ลูกชายของนางเล่า?”
หยุนเชวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าลองสืบหาดูก่อนว่ามีที่ไหนรับคนงานบ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานบริกรหรืองานต่าง ๆ เขาสามารถทำได้หมดเลย จากนั้นเขียนลงบนกระดาษแล้วนำมาให้ข้า”
ดวงตาของเฉียนเสี่ยวปังเปล่งประกาย “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ…”
“อืม” หยุนเชวี่ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ชาวบ้านส่วนมากในหมู่บ้านของเรามีฐานะยากจน หลายครัวเรือนต้องใช้ชีวิตอย่างอดอยาก แน่นอนว่าพวกเขาย่อมอยากเข้าไปทำงานในเมือง เพราะอย่างน้อยก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อมาจุนเจือครอบครัว”
เฉียนเสี่ยวปังเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจ
ยามเที่ยง แม่นางเหลียนจัดการทุกอย่างตามที่หยุนเชวี่ยกำชับ นางยกหม้อใบใหญ่วางไว้บนเตาไฟกลางห้องโถง ในหม้อมีน้ำซุปกระดูกแกะที่กำลังเดือดดาล ด้านข้างมีเนื้อแกะหั่นเป็นชิ้นบาง ไก่หมัก เต้าหู้ ถั่วงอก กะหล่ำปลี ลูกชิ้นปลา และเนื้อสด พร้อมด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวที่จัดวางไว้อย่างเรียบร้อย
“นี่คืออะไรหรือ?” เสี่ยวส้วยเอ๋อและชีจินมาที่บ้านของหยุนเชวี่ยด้วยเช่นกัน ในมือของทั้งสองถือชามข้าวสารใบเล็กขณะจ้องมองหม้อซุปกระดูกแกะด้วยความสงสัย “พวกเราจำเป็นต้องทำอาหารและกินตอนนี้เลยหรือ?”
“หม้อไฟ?” เฉียนเสี่ยวปังมีความรู้มากมาย “ข้าเคยกินที่ร้านอาหารในเมือง แต่ไม่เคยเห็นคนในชนบทกินมันมาก่อน” จากนั้นสูดหายใจเข้าลึก “หอมยิ่งนัก น่ากินกว่าที่ขายในเมืองหลวงเสียอีก”
เมื่อเหออวี้ เสี่ยวส้วยเอ๋อ และคนอื่น ๆ ได้ยินว่ามันเป็นอาหารที่มีเพียงในเมืองหลวง พวกเขาก็มีท่าทีกระตือรือร้นพร้อมเอ่ยถามอย่างสงสัยทันที “เชวี่ยเอ๋อ เจ้าไม่เคยไปในเมืองมาก่อน แล้วเจ้าไปเรียนวิธีการทำมาจากที่ใด?”
“อ้อ ข้าได้ยินมาจากเถ้าแก่ภัตตาคารหลงชิงน่ะ ข้าคาดเดาปริมาณของส่วนผสมด้วยตนเองจึงไม่รู้ว่ามันจะอร่อยหรือไม่” หยุนเชวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายก่อนคีบเนื้อแกะลงในหม้อพลางหันไปพูดกับเฉียนเสี่ยวปัง “ลองชิมดูสิ มันต่างจากที่เจ้าเคยกินหรือไม่”
“รสชาติคล้ายคลึงกัน” เฉียนเสี่ยวปังตอบ “แต่หม้อไฟที่เมืองหลวงไม่มีสิ่งนี้” เขายกชามใบเล็กขึ้นซึ่งในนั้นมีน้ำมันกระเทียมเจียว ต้นหอม และน้ำมันงา
น้ำซุปเข้มข้นในหม้อเดือดปุด ๆ จุ่มเนื้อแกะหั่นเป็นชิ้นบางลงไปในหม้อและพลิกไปมาเพียงชั่วอึดใจก็พลันเปลี่ยนสี หยุนเชวี่ยรีบร้องเรียกทุกคนทันที “รีบกินเร็ว เนื้อแกะสุกแล้ว”
ทุกคนต่างรู้สึกถึงตื่นตาตื่นใจ ทว่าไม่ขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ ท่านกินก่อนเถิด” หยุนเชวี่ยคีบเนื้อแกะใส่ในชามของแม่นางเหลียน
แม่นางเหลียนรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อถูกสายตาหลายคู่จับจ้อง นางคีบเนื้อแกะชิ้นหนึ่งขึ้นแล้วเป่าเบา ๆ ก่อนกินเข้าไป จากนั้นพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “อืม อร่อยยิ่งนัก พวกเจ้ารีบกินเร็วเข้า”
“กินกระเทียมสับด้วยสิ” หยุนเชวี่ยหยิบตะเกียบอีกอันหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจก่อนสาธิตวิธีการกิน “อ่า อันนี้ร้อนมาก ฟู่ ฟู่ รีบตักกินเร็ว หากสุกเกินไปจะไม่อร่อย…”
เหออวี้และคนอื่น ๆ เลียนแบบนางอย่างรวดเร็ว
“อร่อย ๆ!”
“ฟู่ ฟู่…”
“หอมมาก!”
“รีบกินเร็ว ข้าจะใส่เนื้อ ลูกชิ้นปลา และถั่วงอกเพิ่มอีกสักหน่อย หากมันลอยขึ้นมาบนผิวน้ำแล้วพวกเจ้าต้องรีบตักทันที หากทิ้งไว้นานมันจะเสียรสชาติ…”
อากาศข้างนอกบ้านเริ่มเย็นเยียบ ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงกิ่งไม้แห้งไหวดังหวีดหวิว ทว่าภายในบ้านกลับอบอวลไปด้วยความสุข เหล่าเด็กและผู้ใหญ่นั่งล้อมรอบเตาไฟ พวกเขาพูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนาน
เฉียนเสี่ยวปังเริ่มเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับการเดินทาง หยุนเชวี่ยและเหออวี้ต่างนั่งฟังอย่างเพลิดเพลินในขณะที่แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ข้าอยากเดินทางไปที่อื่นเช่นกัน พี่รองเคยเดินทางไปไกลถึงทางตอนใต้ ส่วนตัวข้ายังไม่เคยแม้แต่จะก้าวเท้าออกนอกเมือง” ใบหน้าและริมฝีปากของเหอยาโถวระบายสีเลือดฝาด
“ข้าเช่นกัน” หยุนเชวี่ยถือชามพร้อมกล่าวอย่างหาญกล้า “หลังจากหาเงินได้มากมาย ข้าจะออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อชื่นชมความสวยงามของขุนเขาและลำธารอันเลื่องชื่อ”
“หากอย่างนั้นมาสัญญากันว่าเมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจะออกเดินทางไปด้วยกัน”
“อืม… สัญญา”
“ในเมื่อสัญญากันแล้ว หากใครไม่ทำตามที่พูด คนนั้นเป็นหมา”
“เอาสิ สัญญาก็สัญญา”
แม่นางเหลียนมองดูเด็ก ๆ ที่พูดคุยหยอกล้อกันเสียงดังพร้อมเหยียดยิ้มอย่างอ่อนโยน ขณะเดียวกันนางพลันรู้สึกว่าตนไม่เคยมีความสุขและเบิกบานใจเช่นนี้มาก่อน มันจึงเป็นเหมือนกับฝันก็มิปาน
หลังจากอิ่มหนำสำราญและทำความสะอาดจนเกลี้ยงแล้ว หยุนเชวี่ยตั้งใจพาเฉียนเสี่ยวปังไปเก็บลูกพลับป่าบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน ทว่าใครจะคาดคิดว่าสายลมจะพัดพาเมฆสีดำหนาครึ้มมาที่บริเวณหมู่บ้าน
“ฟ้ามืดครึ้มเช่นนี้ พวกเจ้าอย่าเพิ่งขึ้นเขาเลย หากฝนตกเส้นทางบนภูเขาจะทั้งชันและลื่น อย่าหาเรื่องทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บสิ” แม่นางเหลียนกล่าวเตือน
“นายน้อย” ต้าจี๋ยืนอยู่หน้าประตูพลางมองไปยังที่ไกล ๆ “วันนี้อากาศไม่ดีนัก เกรงว่าฝนจะตกหนัก พวกเรารีบกลับกันเถิดขอรับ หากกลับดึกดื่น ฮูหยินจะเป็นห่วงเอา”
เฉียนเสี่ยวปังใช้เวลาอยู่กับหยุนเชวี่ยยังไม่หนำใจ ทว่าไม่อาจรบกวนเวลาของนางมากไปกว่านี้ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากลุกยืนขึ้นและกล่าวคำลา เฉียนเสี่ยวปังประสานมือคารวะแม่นางเหลียนพร้อมกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท
หยุนเชวี่ยพาเฉียนเสี่ยวปังไปยังทางเข้าหมู่บ้าน นางมองดูเขาก้าวขึ้นหลังม้าพลางโบกมือ “ไม่ต้องรีบร้อน เดินทางปลอดภัย ฝนคงยังไม่ตกตอนที่เจ้ากำลังเดินทางหรอก แล้วอย่าลืมเรื่องที่ข้าขอให้เข้าช่วยล่ะ!”
“วางใจเถิด ข้าไม่ลืมหรอก!” เฉียนเสี่ยวปังหันกลับมาตะโกนตอบ “อีกสองวันข้าจะส่งจดหมายมาหาเจ้า รีบกลับบ้านเถิด ข้างนอกอากาศหนาวยิ่งนัก!”
…
ยามบ่าย ท้องฟ้ามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม และเมื่อถึงยามเซิน*ท้องฟ้าก็มืดมิดจนน่ากลัว
*ยามเซิน คือ เวลาในช่วงสามโมงเย็นถึงห้าโมงเย็น
แม่นางเหลียนทำงานบ้านอย่างเหม่อลอย นางผลักหน้าต่างออกแล้วมองไปด้านนอก “ฝนตั้งเค้าจะตกแล้ว แต่เหตุใดพ่อของเจ้ายังไม่กลับมาอีก แม่ควรออกไปตามหาเขาหรือไม่”
“ท่านพ่อต้องกลับมาแน่เจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนหยิบร่มกระดาษน้ำมันอันเก่าออกมาจากตู้เก็บของ “ข้าจะไปตามหาท่านพ่อสักหน่อย”
ทันทีที่หยุนเยี่ยนพูดจบ นางได้ยินเสียงคนเปิดประตูรั้วและเสียงฝีเท้าวิ่งมาทางตัวบ้านอย่างรีบร้อน จากนั้นประตูเรือนก็ถูกผลักออก ลมหนาวพลันพัดผ่านเข้ามาข้างในห้องโถง “โอ้ วันนี้อากาศหนาวเสียจริง”
“ท่านพ่อ” หยุนเยี่ยนรีบลุกยืนขึ้น “ข้าจะรีบไปต้มน้ำร้อนให้เจ้าค่ะ”
“ลูกสาวของพ่อช่างกตัญญูกว่าใคร” ใบหน้าคล้ำแดดของหยุนลี่เต๋อแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยเมื่อผิวต้องลมหนาวเหน็บ ทุกครั้งที่เปิดปากพูดจะมีไอเย็นพวยพุ่งออกมาจากปาก เขาถอดหน้าไม้ที่สะพายอยู่บนหลังแล้วแขวนไว้บนผนัง
แม่นางเหลียนถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางมองสามีด้วยสายตาโกรธเคืองก่อนก้มหน้าทำงานต่อ “วันนี้เป็นวันอะไรกัน พ่อของเจ้าใส่เสื้อผ้าตัวบาง ไม่กลัวแข็งตายบ้างรึ?”
หยุนลี่เต๋อหัวเราะคิกคัก “ไม่ใช่ว่าข้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรอกหรือ หากใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ไป เกรงว่ามันจะเปื้อนเลือดจนซักไม่ออกแล้วจะเสียดาย แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะอีกไม่กี่วันก็ถึงวันพักผ่อนของข้าแล้ว”
“ไม่รู้ว่าเสื้อผ้าชุดใหม่หรือสุขภาพร่างกายของตนเองสำคัญที่สุดกันแน่”
แม่นางเหลียนปรายตามองสามีพร้อมวางกรรไกรในมือลงบนโต๊ะ หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือเข้าด้วยกันพร้อมกล่าวอย่างถ่อมตนทันที “เฉิงเฉิง พรุ่งนี้ข้าจะใส่เสื้อคลุมกันหนาว”
แม่นางเหลียน “ใส่หรือไม่ใส่เป็นเรื่องของท่าน อย่างไรเสียคนที่หนาวก็ไม่ใช่ข้า”
หยุนลี่เต๋อ…
หยุนเชวี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง นางพลิกหน้าตำราและลอบหัวเราะอย่างเงียบ ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน หยุนเยี่ยนก็ยกอ่างน้ำที่บรรจุน้ำร้อนเข้ามาในห้องโถง “ท่านพ่อ ล้างหน้าก่อนแล้วแช่เท้าในน้ำอุ่น ๆ นะเจ้าคะ ในหม้ออาหารยังมีน้ำแกงเหลืออยู่ ข้าจะไปอุ่นร้อนให้ท่านเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”
แม้จะเป็นวันที่ท้องฟ้ามืดมนและอากาศเหน็บหนาว ทว่าหยุนลี่เต๋อกลับรู้สึกอบอุ่นในใจ ภรรยาและลูกสาวของเขาคอยปรนนิบัติ ทั้งยังมีน้ำแกงอุ่น ๆ ให้กินจนอิ่มท้อง เขาพลันรู้สึกว่าวันนี้คือวันที่มีความสุขอีกหนึ่งวัน
“จริงสิ วันนี้พ่อจับกระต่ายตัวผู้ได้อีกหนึ่งตัว มันกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวาเชียวล่ะ ตอนนี้พ่อขังมันไว้ในกรงแล้ว” หยุนลี่เต๋อกล่าวออก “ในที่สุดมันก็มีเพื่อนเสียที”
“ตัวผู้อีกแล้วหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยถอนหายใจ “เป็นตัวผู้ทั้งสองตัว หากปล่อยให้พวกมันอยู่ด้วยกันแล้วจะออกลูกหลานได้อย่างไร ข้ายังคงรอคอยเจ้ากระต่ายตัวน้อยอยู่เสมอ”
“มันอาจไม่เสมอไป” หยุนลี่เต๋อแช่เท้าในอ่างน้ำอุ่นอย่างผ่อนคลายพลางกล่าวต่อ “พรุ่งนี้ข้าจะให้พ่อหนุ่มล่ากระต่ายเพิ่มอีกสักสองสามตัว เผื่อเจอกระต่ายตัวเมียก่อนที่ทางขึ้นภูเขาจะถูกปิด”
เมื่อพูดถึงพ่อหนุ่มคนนั้น หยุนลี่เต๋อก็ถอนหายใจอีกครั้ง “ต้องขอบคุณแม่ของเจ้าที่มีจิตใจงดงาม นำฟูกและผ้าห่มอันเก่าไปให้เขา เช่นนั้นพ่อหนุ่มคงต้องทนทรมานกับอากาศหนาวในตอนกลางคืน”
หยุนเชวี่ยอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองผ่านรอยแยกเล็ก ๆ ของหน้าต่าง นางสัมผัสได้ถึงลมหนาวที่โชยมาจากด้านนอกพลางเอ่ยถามบิดา “วัดร้างช่วยป้องกันลมหนาวได้จริงหรือเจ้าคะ?”