Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 372 นางเฉินขโมยไก่เสียข้าวสาร

  1. Home
  2. ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
  3. ตอนที่ 372 นางเฉินขโมยไก่เสียข้าวสาร
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 372 นางเฉินขโมยไก่เสียข้าวสาร
ตอนที่ 372 นางเฉินขโมยไก่เสียข้าวสาร

ต้าหวงเป็นสุนัขฉลาดสอนง่าย หลังจากหยุนเชวี่ยเพียรฝึกสอนมันอยู่หลายครั้ง ในที่สุดมันก็สามารถแยกแยะระหว่างศัตรูและมิตรได้ ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ เช่นแม่ม่ายเหลียว สองสามีภรรยาตระกูลอู๋ เหออวี้ หรือแม้แต่สะใภ้ตระกูลหวัง มันจะเป็นมิตรกับพวกเขามาก เมื่อมีคนมาที่ประตูมันจะส่ายหางยังเชิงดูก่อน ส่วนคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาแต่ท่าทางเป็นมิตรมันจะคอยเงี่ยหูฟังอย่างระแวดระวัง แต่หากเห็นคนหน้าตาดุดันทั้งยังถือของอยู่ในมือมันก็จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ส่งเสียงขู่เฝ้าอยู่หน้าประตูบ้านเพื่อเป็นการเตือน กรณีนี้เกรงว่าคงมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทำให้ต้าหวงเห่ากรรโชกถึงขั้นนี้

เป็นจริงดังที่คาดไว้ เสียงเห่าเคล้าด้วยเสียงด่าทอของนางเฉินที่ดังขึ้นจากด้านนอก “เจ้าชื่ออะไร ฮึ?! ไอ้เดรัจฉานขนดก! ไม่ช้าก็เร็วข้าจะสับเนื้อของเจ้าไปแล่กินเสีย!”

“กรร… โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”

“พี่รอง พี่สะใภ้รอง!” นางเฉินตะโกนเรียกเสียงดัง “ข้าเฝ้ารอมาทั้งคืนแล้ว เหตุใดยังไม่นำข้าวปลาอาหารมาส่งให้อีก?! ที่บ้านไม่มีวัตถุดิบเหลืออยู่แล้ว! วันตรุษจีนทั้งทีเจ้าทั้งสองกลับทอดทิ้งให้ท่านพ่อท่านแม่ซดน้ำแกงเปล่าหรืออย่างไร?!”

“เหตุใดสะใภ้สามจึงตามมาวุ่นวายอีก?” แม่นางเหลียนลุกขึ้น เปิดหน้าต่างมองออกไปด้านนอก “พวกเราเพิ่งส่งอาหาร เนื้อสัตว์ และผักไปให้ที่บ้านเมื่อหลายวันที่ผ่านมานี้เองมิใช่หรอกหรือ? เพียงไม่กี่วันเท่านั้นจะหมดลงเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”

“ท่านไม่เห็นหรือว่าเอวของนางหนาขึ้นกว่าเก่าตั้งสองคืบ?” หยุนเชวี่ยเบ้ปาก “หากนางกินขาหมูชิ้นใหญ่หมดเกลี้ยงภายในสามวัน เห็นทีบ้านของเราคงไม่อาจเลี้ยงปากท้องนางได้ อีกอย่างการที่เราส่งอาหารไปให้ก็เพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่านปู่และท่านย่า เกี่ยวข้องกับนางเสียตั้งแต่เมื่อไร?”

เมื่อนางเฉินเห็นว่าไร้เสียงขานรับใด ๆ จากภายในบ้าน จึงตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้นอีกหลายเท่าตัว “พี่รอง ครอบครัวของพวกเจ้ากินดีอยู่ดี กินอย่างอิ่มหนำสำราญ แต่กลับเพิกเฉยต่อปากท้องของบุพการีเช่นนี้มันสมควรแล้วหรือ? ที่บ้านไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อด้วยซ้ำ…”

หยุนลี่เต๋อผุดลุกขึ้นยืน “ข้าจะออกไปพูดคุยกับนางให้รู้เรื่อง”

“ข้าไปเอง” แม่นางเหลียนดึงรั้งเขาไว้ “เจ้าเป็นพี่สามีไปถกเถียงกับน้องสะใภ้เกรงว่าจะดูไม่งาม” อีกประการหนึ่งคือเขาเป็นเพียงโถน้ำเต้าไร้ปากเสียง หากเผชิญหน้ากับนางเฉินที่ถนัดใช้ปากโพนทะนาคงมีแต่จะเสียเปรียบ

แต่คราวนี้หยุนลี่เต๋อกลับมีท่าทีเด็ดเดี่ยวยิ่ง เขาพลิกข้อมือกลับกดให้แม่นางเหลียนนั่งลงที่เก่า “ข้าไปเอง เจ้าหลบอยู่ในห้องนี้ ปิดประตูลงกลอนให้ดีอย่าได้ออกไปเด็ดขาด”

“ท่านแม่ ท่านพ่อห้ามปรามไว้เช่นนี้ก็เพื่อท่านนะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยขยับเข้าขวางผู้เป็นแม่ที่ต้องการจะเดินตามหยุนลี่เต๋อออกไป “ท่านอยู่ในห้องนี้แหละ ข้าจะตามท่านพ่อออกไปดูเอง วางใจเถิดเจ้าค่ะ มีต้าหวงอยู่ทั้งตัว นางไม่กล้าสาดน้ำใส่หน้าประตูบ้านเราเป็นแน่”

เมื่อเห็นหยุนลี่เต๋อเดินออกมาจากห้อง นางเฉินก็แปรเปลี่ยนสีหน้ากลับมามีความสุขดังเดิมพร้อมฉีกยิ้มกว้างขณะเอ่ยถามอย่างไร้ยางอาย “พี่รอง เช้านี้เราตกลงกันแล้วมิใช่รึ? ข้ารอคอยอาหารและวัตถุดิบมาตลอดทั้งคืนแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ส่งมาที่บ้านเสียทีเล่า?”

ตั้งแต่ยังไม่แยกเรือนออกมา เดิมทีหยุนลี่เต๋อก็ไม่ได้พูดคุยกับนางเฉินเกินความจำเป็นอยู่แล้ว เวลานี้ยิ่งไม่มีสิ่งใดต้องสนทนากันให้มากความ เขาเผยสีหน้าบึ้งตึงพลางกล่าวเสียงเคร่งขรึม “ข้ารับปากตั้งแต่เมื่อใดว่าจะนำอาหารไปส่งให้เจ้า?”

“หมายความว่าท่านจะไม่นำไปส่งให้กระนั้นรึ?! ท่านจะไม่ดูดำดูดีพ่อแม่ของท่านแล้วใช่หรือไม่?! สองผู้เฒ่าอุตส่าห์เลี้ยงดูลูกชายเช่นท่านมาจนเติบใหญ่ นี่ท่านจะปล่อยให้พวกเขาอดตายหรือ?” นางเฉินเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

“วัตถุดิบที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงปีที่ผ่านมาพอกินได้นานถึงหนึ่งปี ทั้งยังเหลือเฟือด้วยซ้ำ” หยุนลี่เต๋อกล่าว

นางเฉินได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นเท้าสะเอวพลางกลอกตา “ครอบครัวรองของเจ้าออกจะมั่งคั่งถึงเพียงนี้ แต่ละมื้อกินแต่หมั่นโถวนึ่งอย่างดี อุดมไปด้วยเนื้อหมูเห็ดเป็ดไก่ แต่เจ้ากลับปล่อยให้พ่อและแม่แท้ ๆ กล้ำกลืนกินแต่ธัญพืชเหล่านั้น แต่ละมื้อมีเพียงผักไร้เนื้อสัตว์ ยังกล้าเรียกตนเองว่าลูกกตัญญูอีกหรือ?! ได้ดีแล้วกลายเป็นวัวลืมตีน! ไร้จิตสำนึก!”

หยุนลี่เต๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย “ปกติแล้วบ้านของข้าก็กินอาหารไม่ต่างไปจากบ้านของเจ้า”

“ถุย! หากเชื่อก็โง่เง่าเต็มทนแล้ว!” นางเฉินถ่มน้ำลายและเถียงต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ “ตอนนี้บ้านของท่านร่ำรวยแล้ว มีทั้งที่ดินมีทั้งเงินทองมหาศาล เลี้ยงดูปูเสื่อคนนอกแซ่เป็นอย่างดี เหตุใดจึงไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ให้ดีเช่นนั้นบ้าง?!”

หยุนลี่เต๋อชำเลืองมองนางแวบหนึ่งก่อนพยักหน้า “เจ้ากล่าวมีเหตุผล”

นางเฉินได้ยินแล้วนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างลำพองใจ “หากท่านยอมรับเหตุผลของข้าก็รีบส่งอาหารการกินไปที่บ้านเสีย พวกท่านมีพร้อมทุกสิ่งอย่างแล้ว ฉะนั้นท่านพ่อและท่านแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ขาดตกบกพร่องเช่นกัน อย่าให้ข้าได้มาย้ำเตือนต่อหน้าอีกเป็นหนที่สอง”

“เจ้ากลับไปซะ วันพรุ่งนี้ข้าจะนำไปส่งให้” ใบหน้าดำคล้ำของหยุนลี่เต๋อดูไม่สบอารมณ์

“ถือว่าเจ้ารับปากแล้ว วันพรุ่งนี้หากข้าไม่เห็นสิ่งใด ข้าจะออกไปร้องตะโกนป่าวประกาศอยู่หน้าหมู่บ้าน ให้คนในหมู่บ้านของเราเห็นธาตุแท้ของท่านว่าเจ้าคือลูกอกตัญญูขาดความรับผิดชอบ นางเฉินเชิดคางขึ้น ในใจอดหัวเราะเยาะไม่ได้ ต่อให้ตอนนี้เขามีเงินแล้วแต่ก็ยังขี้ขลาดเช่นเคย เพียงส่งเสียงโวยวายเล็กน้อยก็ยอมอ่อนข้อเสียแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่แม่เฒ่าจูเอาแต่กดขี่เขาอยู่ร่ำไป

หยุนลี่เต๋อโบกสะบัดข้อมือราวกำลังขับไล่สิ่งชั่วร้ายเพื่อบอกให้นางรีบจากไปเสีย

หยุนเชวี่ยเหลือบมองสีหน้าของหยุนลี่เต๋อ นิ่งเงียบไม่คิดสอดแทรกขึ้น รอจนกว่านางเฉินเดินจากไปไกลแล้วจึงเอ่ยปากถาม “ท่านพ่อ ท่านคงไม่ได้ต้องการแบ่งปันอาหารดี ๆ ให้นางกินจนอิ่มแปล้ แล้วปล่อยให้นางมาล้างผลาญครอบครัวของเราตลอดไปหรอกกระมัง?”

หยุนลี่เต๋อส่ายหน้า “ข้างนอกหนาวเย็นนัก รีบเข้าไปในบ้านแล้วค่อยพูดคุยกัน”

ทันทีที่กลับเข้ามาในห้อง แม่นางเหลียนจึงรีบโพล่งถามด้วยความร้อนใจ “นางยอมกลับไปโดยดีแล้วหรือ? ท่านบอกกล่าวกับนางว่าอย่างไร?”

“วันพรุ่งนี้ข้าจะส่งอาหารการกินไปให้…”

“เฮ้อ!” แม่นางเหลียนทอดถอนใจออกด้วยความผิดหวัง “หากต้องแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาแต่เพียงผู้เดียวข้าคงไม่คิดทัดทาน แต่สะใภ้สามผู้นี้ตลอดทั้งวันเอาแต่เที่ยวเตร่ กินดื่มยังตะกละเลือกแต่จะกินของดี เป็นเช่นนี้แล้วจะปล่อยให้ครอบครัวของเราเลี้ยงปากท้องของนางได้อย่างไรกัน…”

“อย่าเพิ่งใจร้อนไป รอข้าพูดให้จบเสียก่อนเถิด” หยุนลี่เต๋อกล่าวแทรก “สะใภ้สามเอาแต่กล่าวอ้างว่าพวกเราไม่สนใจความเป็นอยู่ของท่านพ่อและท่านแม่ เช่นนั้นนับจากวันพรุ่งนี้ภายในสามมื้อของแต่ละวัน หากบ้านเราปรุงอาหารสิ่งใดก็ให้ยกนำไปให้พวกท่านเสีย พวกเขาอายุมากแล้ว ปริมาณอาหารต่อมื้อคงไม่มากนัก เพียงนำไปส่งให้ตรงเวลาเท่านี้ก็สิ้นเรื่อง”

แม่นางเหลียนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย “แล้วสะใภ้สาม…”

“ที่นั่นยังมีวัตถุดิบเหลือเฟือ ในห้องครัวมีข้าวสารอาหารแห้งและผักอีกจำนวนหนึ่งที่เพียงพอตลอดทั้งฤดูหนาว” หยุนลี่เต๋อกล่าว “หากนางขยันทำงานเสียหน่อย มีทั้งมือและเท้าครบถ้วนย่อมไม่อดตาย”

วันรุ่งขึ้น

นางเฉินยังนอนกลิ้งเกลือกอยู่ในห้องอย่างลำพองใจ รอคอยให้หยุนลี่เต๋อนำอาหารแสนอร่อยมาส่งให้ถึงที่บ้าน ครั้นนึกไปถึงขาหมูตุ๋นที่เคี้ยวนุ่มละลายในปากก็ให้รู้สึกตะกละจนเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ไม่คาดคิดว่านางพลิกตัวซ้ายขวาคอยแล้วคอยเล่าจนถึงเวลาอาหารก็ยังไม่เห็นใคร

เสียงด่าทอของแม่เฒ่าจูลอยออกมาจากห้องชั้นบน “สะใภ้สาม! เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้านอยู่ในห้องไม่ดูฟ้าดูตะวันเลยหรืออย่างไร?! หัดถ่างตาดูเสียบ้างว่ากี่ยามแล้ว! หากเจ้าไม่ใคร่ปรนนิบัติก็ออกไปจากตระกูลหยุนซะ! เจ้าสามจอมเดรัจฉานหนีหายไปไกลแล้ว เจ้าเองก็ควรออกไปตายเอาดาบหน้ากับมันเสีย!”

นางเฉินเดินออกมาจากห้องฝั่งปีกตะวันตกอย่างเชื่องช้า ตะโกนตอบกลับไปว่า “ท่านแม่ ท่านพูดคุยกับพี่รองขอย้ายเข้าไปอยู่กับพวกเขาเสียคงง่ายกว่า บ้านของเขาไม่ขาดเหลือสิ่งใด ทั้งยังจ้างคนงานประจำไว้ใช้งาน หากพวกเราไปอยู่ที่นั่นก็ไม่ต้องหยิบจับงานบ้านใด ๆ แล้ว”

“เหตุใดเจ้าจะไม่ต้องหยิบจับสิ่งใด? คิดหาหนทางแต่จะเกียจคร้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน!” แม่เฒ่าจูสบถเสียงดัง “เหตุใดเจ้าไม่ดั้นด้นเข้าเมืองหลวงไปพบกับชิ่วเอ๋อแล้วขอให้นางฝากฝังเข้าจวนตระกูลจางเสียให้สิ้นเรื่อง?”

นางเฉินไม่รู้ว่าความนัยแฝงในถ้อยคำของแม่เฒ่าจูคือการเสนออย่างหวังดีหรือเป็นเพียงการประชดประชันแน่ จึงแสร้งทำเป็นสับสนพร้อมแสยะยิ้ม “กล่าวถึงเรื่องนี้ก็ดีแล้ว เมื่อไรท่านจะเขียนจดหมายส่งไปให้ชิ่วเอ๋อเสียที เด็กคนนั้นเสวยสุขได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เห็นทีคงหลงลืมครอบครัวของเราไปเสียสิ้น”

“ถุย! เหตุใดเจ้าจึงหน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนี้!” แม่เฒ่าจูรีบเปิดประตูออกมายืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูห้อง “หากเจ้ายังไม่หยุดพูดพล่ามไร้สาระทั้งวัน ข้านี่แหละจะตัดเจ้าออกจากตระกูลซะ! ถึงเวลานั้นหากเจ้าพอใจอาศัยอยู่กับผู้ใด แม้แต่สวรรค์ก็คงไม่ขวางทางเจ้า!”

นางเฉินได้แต่เบ้ปากอย่างกระอักกระอ่วน พูดกระซิบกระซาบในลำคอ “ตัดขาดข้าแล้วผู้ใดจะปรนนิบัติท่านและท่านพ่อเล่า?”

แม่เฒ่าจูหูดีได้ยินเข้าจึงคว้าเอาไม้กวาดที่วางอยู่ตรงมุมห้องขว้างใส่นาง “สิ่งที่เจ้าทำอยู่เรียกว่าปรนนิบัติได้หรือ? เจ้าทำสิ่งใดเป็นประโยชน์บ้างนอกจากอ้าปากรอกิน!? หากสิ้นใบบุญจากตระกูลหยุนจริง ต่อให้ก้าวออกจากประตูเรือนไปก็คงขี้เกียจและอดตาย ไม่มีผู้ใดใส่ใจจะเก็บศพ!”

หลังจากก่อนด่าชุดใหญ่ แม่เฒ่าจูคล้ายนึกถึงบางสิ่งขึ้นได้ นางรีบเดินเข้าไปในครัวไปอย่างกะทันหัน เมื่อเข้าไปและกวาดสายตาสำรวจกลับพบว่าถุงแป้งสาลีที่หยุนลี่เต๋อส่งมาให้ในวันตรุษ เนื้อหมูแดดเดียวหลายชิ้น รวมถึงเนื้อไก่ป่าที่หมักไว้อย่างดีถูกกินจนเกลี้ยง ขาหมูชิ้นใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณสี่สิบถึงห้าสิบจินหลงเหลือเพียงเนื้อติดกระดูก

แม่เฒ่าจูพลันโกรธจัดขึ้นมาทันควัน นางเหลือบไปเห็นมีดซึ่งวางคาอยู่บนเขียงจึงคว้ามันขึ้นมาและพุ่งตัวเข้าหานางเฉินอย่างดุร้าย “นังหญิงชั่ว! ไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าหมูในคอก! ตะกละแต่จะกิน กิน แล้วก็กิน เหตุใดเจ้าไม่สำลักตายไปเสีย!”

ร่างกายแม่เฒ่าจูเครียดเกร็งขึ้นมาทุกส่วน คิ้วเชิดขึ้น แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความดุร้าย เป็นเช่นนี้แล้วแม้แต่นางเฉินก็ไม่กล้าตอแย รีบหยิบไม้กวาดบนพื้นขึ้นมาป้องกันตัวไว้พลางวิ่งหลบหนี “แค่ขอกินเนื้อสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?! วันตรุษขึ้นปีใหม่มีบ้านใดบ้างที่ไม่กินเนื้อสัตว์!? หากหมดแล้วค่อยไปขอเพิ่มจากครอบครัวรองอีกก็ไม่เห็นเสียหาย”

“นังหน้าด้าน! รังแต่จะกินล้างกินผลาญ! ต่อให้ชิ้นเนื้อเหล่านั้นเน่าเปื่อยข้าก็ไม่มีวันแบ่งให้เจ้า!” แม่เฒ่าจูรังเกียจสะใภ้สามผู้นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะนางตะกละแต่จะกินและเอาแต่เกียจคร้านสันหลังยาว หากไม่ใช่เพราะที่บ้านไร้คนคอยปรนนิบัติคงผลักไสไล่ส่งถีบหัวออกไปนานแล้ว

ตัวนางเฉินเองก็ตระหนักดีว่าหากตนถูกขับไล่ออกจากตระกูลหยุนแล้วจะมีสภาพเป็นเช่นไร อย่าว่าแต่กินให้อิ่มท้องเลย แม้แต่ที่อยู่อาศัยบังแดดลมฝนก็ไม่มีให้ซุกหัวนอน ดังนั้นตราบใดที่นางไม่อาจมองหาทางหนีทีไล่ที่ดีกว่า นางจึงไม่กล้าแข็งข้อกับแม่เฒ่าจูมากเกินไป

นางเฉินกระโดดหลบไปด้านข้าง ยิ้มแหยพลางเอ่ยคำขอโทษ “ท่านแม่ ท่านแม่ระงับโทสะลงก่อนเถิด พี่รองรับปากแล้วว่าวันนี้เขาจะนำของอร่อย ๆ มาให้ท่านและท่านพ่อ อาจเป็นหมั่นโถวนึ่ง หรือขาหมูตุ๋น…”

กล่าวยังไม่ทันจบประโยคดี นางก็ถอยหลังไปชนเข้ากับผู้มาใหม่

หยุนเชวี่ยเดินนำหน้าโดยไพล่มือซ่อนไว้ด้านหลังทั้งสองข้าง ตามด้วยสืออีที่หิ้วตะกร้าใบใหญ่ซึ่งปกคลุมไว้ด้วยผ้าฝ้ายผืนบาง ไอร้อนลอยกรุ่นออกมาจากด้านใต้และสลายไปท่ามกลางความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว

นางเฉินเห็นหยุนเชวี่ยก็ดีใจใหญ่ รีบพาก้อนเนื้อที่เต็มไปด้วยไขมันกระเพื่อมวิ่งมาหลบอยู่ด้านหลังนางพลางแค่นเสียงลอดไรฟัน “โอ้ ในที่สุดอาหารก็มาส่งเสียที อากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีเพราะตอนนี้ไม่มีอาหารตกถึงท้อง!”

“เช่นนั้นครั้งนี้ท่านอาสะใภ้สามก็วางใจได้แล้ว” หยุนเชวี่ยผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างก่อนหันไปพยักพเยิดกับสืออี “รีบยกอาหารขึ้นไปบนห้องเถอะ”

นางเฉินหันขวับไปจ้องเขม็งยังตะกร้าในมือสืออีพลางเบ้ปากอย่างไม่พอใจ ยื่นมือออกไปหมายจะแหวกผ้าที่คลุมไว้ออก “นี่คืออะไรกัน? เหตุใดถึงได้น้อยนักเล่า? จะพอกินได้อย่างไร?!”

สืออีเบี่ยงตัวไปด้านข้างหลบหลีกจากมือที่ยืดยาวของนางเฉินก่อนเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบน มุมปากของหยุนเชวี่ยยกโค้งขึ้นเล็กน้อย “นับจากนี้เป็นต้นไป อาสะใภ้สามไม่ต้องลำบากก่อไฟปรุงอาหารให้ท่านปู่และท่านย่าแล้ว ทุก ๆ สามมื้อในแต่ละวัน ครอบครัวของข้าจะนำมาส่งให้พวกเขาอย่างตรงเวลา”

นางเฉินตะลึงงัน ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท

หยุนเชวี่ยเปล่งเสียงหัวเราะพลางกล่าวต่อว่า “เพื่อที่อาสะใภ้สามจะได้ไม่ต้องนำไปโพนทะนาเป็นเรื่องเป็นราวว่าท่านพ่อของข้าอกตัญญู ไม่เลี้ยงดูบุพการีให้ดี ฉะนั้นต่อไปนี้หากบ้านข้ากินอาหารใด ท่านปู่และท่านย่าก็จะได้กินด้วยเฉกเช่นเดียวกัน”

“ครอบครัวของเจ้าส่งเจ้ามางั้นรึ?!”

“อืม” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางพยักหน้ารับ

“แล้วข้าจะทำเช่นไรดี?!” นางเฉินยังตะลึงงันไม่หาย ขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ* เดิมทีนางหวังจะพึ่งพาครอบครัวรองเพื่อที่ตนเองจะได้กินดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญ ไม่คาดคิดว่าคำพูดจะย้อนกลับมาตัดโอกาสตนเองเช่นนี้ เห็นทีนับจากนี้คงไม่ได้อะไรจากพวกเขาแม้แต่หยิบมือ

* ขโมยไก่ไม่ได้ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ = เสียแรงโดยเปล่าประโยชน์

หยุนเชวี่ยใช้หางตาเหลือบมองนางเฉินด้วยสายตาเย้ยหยัน “ท่านจะเป็นอย่างไรต่อไปนั่นไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของข้า กตัญญูต่อพ่อแม่แล้วคงไม่ต้องกตัญญูต่อท่านด้วยกระมัง?”

นางเฉินถึงกับกล่าวคำใดไม่ออก

สืออีจัดวางอาหารไว้ในห้องชั้นบนเสร็จสรรพแล้วจึงออกมา หยุนเชวี่ยไม่ปริปากกล่าวอะไรอีก หมุนตัวเดินกลับออกไปนอกประตู แม่เฒ่าจูผู้คิดอยู่เสมอว่าการที่หยุนลี่เต๋อขัดใจตนเองก็เพราะมีเด็กหญิงผู้นี้และแม่นางเหลียนคอยหนุนหลัง ครั้นเห็นหยุนเชวี่ยจึงบังเกิดความอึดอัดคับข้องภายในใจ ต้องก่นด่าเพื่อระบายอารมณ์โกรธแค้น ดังนั้นนางจึงร้องโอดครวญ “นังเด็กเดรัจฉานผู้นี้ร้ายกาจไม่ต่างจากแม่ของมัน…”

แม่เฒ่าจูยังกล่าวไม่ทันจบประโยค หยุนเชวี่ยก็หยุดชะงักฝีเท้าและเอ่ยแทรกขึ้นทันที “อาหารมาส่งเรียบร้อยแล้ว ท่านจะกินหรือไม่กินเจ้าคะ? หากไม่กินก็เททิ้งให้เป็นอาหารหมาซะ ความกตัญญูที่ท่านพ่อและท่านแม่พึงทำก็ทำจนครบถ้วนแล้ว ส่วนท่านจะรับไว้หรือไม่รับก็สุดแล้วแต่ และหากจะด่าก็ด่าให้ดัง ๆ นะเจ้าคะ ชาวบ้านจะได้แยกแยะถูกว่าผู้ใดกันแน่ที่สวรรค์ควรสาปส่ง!”

** มาแล้วผู้อ่านจ๋าาา เปิดนิยายให้อ่านฟรี กว่า 700 ตอน **คัดสรรนิยาย 4 เรื่อง 4 แนว สุดฮิตมาให้อ่านกันตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ ต้องรีบไปอ่านแล้ววว ⏰ ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย – 18 เม.ย. นี้อ่านได้เลยที่ www.enjoybook.coติดตามผลงานและข่าวสารจากเราได้ที่ เพจ EnjoyBook

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 372 นางเฉินขโมยไก่เสียข้าวสาร"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

6311cee2FNEFaBp0
ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร
05/03/2023
book-1629315464
บัลลังก์หมอยาเซียน
10/08/2022
aileenQCSjP
ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
06/03/2026
61f2447eQHKxQIgL
เก็บตกนักฆ่า มาเป็นหนุ่มบ้านนา
17/06/2022

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.