ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 374 ขายลูกสาว
ตอนที่ 374 ขายลูกสาว
ตอนที่ 374 ขายลูกสาว
“เจ้าคิดว่าจุดประสงค์ที่สะใภ้สามให้พวกเราแก้ไขชุดกระโปรงสำหรับหน้าร้อนในฤดูหนาวคืออะไร?” แม่นางเหลียนนั่งข้างเตียงพลางหรี่ตาลงขณะร้อยด้ายท่ามกลางแสงไฟสลัว
“นางอยากย้อนวันวานกระมัง” หยุนเยี่ยนกางชุดกระโปรงสีเขียวไข่กาบนเตียงนอน จากนั้นใช้สายวัดตัววัดความกว้างของไหล่ เอว และแขนเสื้อก่อนทำเครื่องหมายด้วยพู่กันถ่าน
“เจ้าอย่าแก้ให้มันหลวมเกินไปล่ะ เย็บเก็บมันเข้าไปด้านใน เนื้อผ้าของชุดนี้ดียิ่งนัก หากแก้ไขให้ดี ไม่แน่ว่าอีกสักสองสามปีนางอาจหยิบมันมาใส่อีกก็เป็นได้” แม่นางเหลียนกล่าว “อย่างไรเสียก็นับว่าสะใภ้สามยังมีน้ำใจอยู่บ้าง”
หยุนเชวี่ยกุมศีรษะพลางหาวหวอด “ข้าง่วงนอนแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะเจ้าคะ”
หยุนเยี่ยนเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้า “เจ้าไปนอนก่อนเถอะ ข้าจะช่วยท่านแม่แก้ไขชุดนี้ให้เสร็จก่อน”
หยุนเชวี่ยเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่และเห็นว่าสืออีเพิ่งผ่าฟืนเสร็จจึงเดินเข้าไปหาพลางเรียกชื่อของเขา ฉับพลันนางก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเนินเขาภายในวัดร้าง
“เจ้าโดนนักต้มตุ๋นหลอกขายตำราอีกแล้วหรือ?” นางเอียงคอเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหยอกล้อ
เมื่อนางกล่าวคำว่า ‘ขายตำรา’ สืออีก็รู้สึกกระอักกระอ่วนทันที เขาส่ายศีรษะพลางกล่าวปฏิเสธพัลวัน “ไม่ ไม่ใช่เสียหน่อย!”
“จริงหรือ?”
“จริงสิ! ข้าไม่มีเงินซื้อตำราเหล่านั้นหรอก!”
“หากอย่างนั้นก็หมายความว่าเจ้าอยากได้ตำรา แต่ไม่มีเงินซื้อสินะ?”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้อยากได้ เจ้าหยุดใส่ร้ายข้าได้แล้ว”
หยุนเชวี่ยหรี่ตามองอีกฝ่ายพลางยกยิ้มมุมปาก นางอยากจะเขียนคำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ ลงบนหน้าผากของเขาเหลือเกิน “แล้วเมื่อวันนั้นเจ้าพูดอะไรกับนักต้มตุ๋นเล่า?”
“วันนั้น?” สืออีนึกย้อนกลับไป “อ้อ เขาบอกว่าเป็นขุนนางชั้นสูงและพล่ามเรื่องไร้สาระไม่หยุด ข้าเองก็ฟังไม่ถนัดนัก”
“แค่นี้รึ?” หยุนเชวี่ยไม่เชื่อจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
สืออีพยักหน้าอย่างซื่อตรง
ทว่าด้วยเหตุผลบางประการ ยิ่งสืออีเผย ‘ความซื่อตรง’ และ ‘ไร้เดียงสา’ ออกมา ยิ่งทำให้หยุนเชวี่ยทวีความคลางแคลงใจในตัวของเขามากขึ้น นางพลันคิดว่าเจ้าหมอนี่ต้องมีเรื่องปิดบังตนเป็นแน่
หรือว่าเขาแอบอ่านหนังสือปกขาวลับหลังนาง?
หลังจากคิดทบทวนหลายตลบ หยุนเชวี่ยก็รู้สึกว่าในโลกใบเก่าของนาง ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างเป็นคนขับรถผู้อาวุโส*ทั้งนั้น เมื่อคิดได้เช่นนี้นางจึงรู้สึกว่าสืออีเป็นผู้ ‘บริสุทธิ์’
*คนขับรถผู้อาวุโส หมายถึงคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องกาม
…
หลังจากหยุนเยี่ยนกลับห้องไปแล้ว แม่นางเหลียนก็ง่วนอยู่กับการเย็บผ้าทั้งคืน นางรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็รู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปอีกครั้ง ดังนั้นนางจึงต้องเตรียมเข็มกับด้ายให้พร้อมเสมอ
เพียงพริบตาเดียววันเวลาก็ผันผ่านมาถึงปลายเดือนที่หนึ่ง อากาศจึงเริ่มอบอุ่นขึ้น
ยามเที่ยงของวันนั้น ขณะที่แม่นางเหลียนกำลังล้างมือเพื่อเตรียมตัวทำบะหมี่ เหออวี้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในเรือนแล้วตะโกนว่า “เชวี่ยเอ๋อ อาสะใภ้สามของเจ้าขายเซียงเอ๋อไปแล้ว”
“อะไรนะ?” หยุนเชวี่ยโผล่ศีรษะออกมาจากหน้าต่าง
“อาสะใภ้สามของเจ้าขายหยุนเซียงเอ๋อแล้ว มีคนมารับตัวนางไป! เขากำลังมุ่งหน้าไปที่ทางเข้าหมู่บ้านของเรา!” เหออวี้ยกนิ้วขึ้นชี้ไปบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน จากที่ไกล ๆ เขาเห็นชายร่างกำยำสองคนกำลังฉุดกระชากเด็กหญิงตัวผอมแห้งขณะที่ชาวบ้านต่างมุงดูด้วยความเวทนา
“เกิดอะไรขึ้น?” แม่นางเหลียนเดินออกมาจากห้องครัวพลางเช็ดมือที่เปียกโชกเข้ากับผ้ากันเปื้อน จากนั้นตะโกนบอกสามีที่กำลังอยู่ในคอกหมูหลังเรือน “พี่รอง รีบไปกันเถอะ สะใภ้สามขายเซียงเอ๋อแล้ว!”
“ขาย? ขายให้ใคร?” ในมือของหยุนลี่เต๋อถือรำข้าวที่ใช้เลี้ยงหมูอยู่
“ไม่รู้ พวกเรารีบไปขวางไว้ก่อนเถิด…” แม่นางเหลียนรีบวิ่งไปที่ทางเข้าหมู่บ้านทันที หยุนเชวี่ย หยุนเยี่ยน และสืออีก็วิ่งตามไปเช่นกัน
ไกลออกไป เสียงร้องไห้ด้วยความกลัวของหยุนเซียงเอ๋อและเสียงเร่งเร้าอย่างรำคาญของชายสองคนดังทั่วบริเวณ ชายรูปร่างเตี้ยกระชากตัวของเด็กหญิงไปข้างหน้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปลายเท้าของหยุนเซียงเอ๋อลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นเซไปข้างหน้าหลายก้าวจนเกือบจะล้มลง
“ร้องไห้ไปเพื่ออะไร? นังตัวซวย การได้แต่งงานเข้าตระกูลเฝิงนับว่าเป็นวาสนาของเจ้า ฉะนั้นหุบปากซะ!”
ชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างเหลือบมองซุนปั๋วสื่ออย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นเช่นนั้น ซุนปั๋วสื่อจึงส่งยิ้มให้เขา “พ่อบ้านเฝิงอย่าถือสาเขาเลย เด็กน้อยคนนี้ขี้อายและไม่เคยเผชิญโลกภายนอกมาก่อน ใช้เวลาสั่งสอนอีกสองวันนางคงดีขึ้นเจ้าค่ะ”
หลังจากพูดจบ ซุนปั๋วสื่อก็เอื้อมมือไปหยิกแขนของหยุนเซียงเอ๋ออย่างเต็มแรงพลางเปล่งเสียงลอดไรฟัน “หากร้องไห้อีกครั้ง ข้าจะขายเจ้าไปที่หอนางโลม!”
หยุนเซียงเอ๋อพลันสะดุ้งเฮือกอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นอ้าปากร้องไห้เสียงดังด้วยความกลัว ขณะที่พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการของชายร่างกำยำ นางเปรียบเสมือนลูกไก่ผู้น่าสงสารในกำมือของพวกเขา
“เซียงเอ๋อ!” แม่นางเหลียนตะโกน
หยุนลี่เต๋อยกมือขึ้นขวางแม่นางเหลียนและหยุนเชวี่ยให้ไปอยู่ด้านหลัง เขากวาดสายตามองชายทั้งสองคนอย่างน่าเกรงขามพลางเอ่ยเสียงทุ้ม “พวกเจ้าเป็นใคร?”
“อย่ายุ่งเรื่องของชาวบ้าน” ชายที่ถูกซุนปั๋วสื่อเรียกขานว่าพ่อบ้านเฝิงเลิกคิ้วพลางเหลือบมองหยุนลี่เต๋อแวบหนึ่ง “เจ้าคือผู้ใด”
“ข้าคือลุงรองของเด็กคนนี้” หยุนลี่เต๋อตอบ
“ลุงรอง?” ชายรูปร่างเตี้ยแสยะยิ้มพลางส่งเสียงหัวเราะ “เด็กคนนี้ถูกขายให้ตระกูลของข้าแล้ว ต่อให้พ่อแท้ ๆ ของนางมาอ้อนวอน ข้าก็ไม่สน อย่าขวางทาง รีบหลบไปเสีย!”
ซุนปั๋วสื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปดึงแขนของหยุนลี่เต๋อพลางเกลี้ยกล่อมว่า “ลุงรองของนาง ห้ามไว้ก็ไร้ประโยชน์ สัญญาขายตัวฉบับนี้ถูกประทับลายนิ้วมือแล้ว ต่อให้เรื่องไปถึงศาล เจ้าก็ไม่มีทางชนะ!”
หยุนเชวี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของบิดาจ้องมองไปยังหยุนเซียงเอ๋อ หลังจากเพ่งพิจารณาแล้วจะเห็นว่านางสวมชุดกระโปรงสีเขียวไข่กาที่มารดาของตนช่วยแก้ไขเมื่อไม่กี่วันก่อน น้ำตาของเด็กหญิงไหลรินจนแป้งที่ถูกทาจนหนาเตอะหลุดลอกออกไป ริมฝีปากบางสีแดงสดดูแปลกตาเป็นพิเศษ ด้วยอากาศหนาวและความหวาดกลัว ร่างกายของนางจึงสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ
“แต่เซียงเอ๋อยังเด็กอยู่เลย…” แม่นางเหลียนอดไม่ได้ที่จะโต้กลับซุนปั๋วสื่อ “สัญญาขายตัวที่ประทับลายนิ้วมือแล้วสามารถแก้ไขได้หรือไม่? ข้าจะไปเกลี้ยกล่อมแม่ของนาง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่ขายนางวันนี้?”
“แม่ของนางรับเงินจากตระกูลเฝิงไปแล้วสิบตำลึง ฉะนั้นเด็กคนนี้กลายเป็นคนของตระกูลเฝิงแล้ว หากตระกูลเฝิงไม่ยินยอม ต่อให้เจ้ามีเงินร้อยตำลึงก็ไร้ประโยชน์” ซุนปั๋วสื่อเหยียดยิ้มพลางตบหลังมือแม่นางเหลียนเบา ๆ “แม่ของนางตัดใจขายนางไปแล้ว เจ้าเป็นเพียงป้าสะใภ้จะทำอะไรได้?”
“ข้าเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาแต่อ้อนแต่ออก ข้าขอร้องล่ะ ท่านช่วยเกลี้ยกล่อมเขาที… ยะ ยังไม่ได้ก้าวขาออกจากหมู่บ้านเสียหน่อย…” ดวงตาของแม่นางเหลียนแดงก่ำ นางไม่อาจทนเห็นหยุนเซียงเอ๋อทุกข์ทรมานได้
“ไยข้าต้องทำตามที่เจ้าบอกเล่า” ซุนปั๋วสื่อกล่าว “เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวของนางเป็นเช่นไร ขืนยังอยู่กับพวกเขา นางก็มีแต่จะทุกข์ใจ ไม่สู้ไปอยู่เรือนตระกูลเฝิงที่มีข้าวปลาให้กินจนอิ่มหนำสำราญมิดีกว่าหรือ”
แม่นางเหลียนหมดคำจะเอื้อนเอ่ย
“อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่ที่นี่! หากยังเข้ามาขวางอีกครั้ง ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!” ชายร่างเตี้ยกระชากหยุนเซียงเอ๋อให้ลุกยืนขึ้นพลางตะโกนเสียงดัง “นางเป็นคนของตระกูลเฝิง ใครกล้าแย่งก็เข้ามา!”
คิ้วหนาของหยุนลี่เต๋อขมวดเข้าหากัน เขากำหมัดแน่นจนข้อต่อนิ้วส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บ
“โอ้…” ซุนปั๋วสื่อรีบจับแขนของหยุนลี่เต๋อเอาไว้พร้อมส่งสายตาให้แม่นางเหลียน “ลุงรองของนาง เจ้าอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามเชียวล่ะ แม่ของนางรับเงินไปแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าตอนนี้นางเป็นคนของตระกูลเฝิง ไยยังดื้อด้านจะพาตัวนางกลับไปอีก ไม่มีเหตุผล ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!”
แม่นางเหลียนดึงแขนของหยุนลี่เต๋อพลางกล่าวถาม “ไม่มีทางอื่นแล้วหรือ?”
“รีบหลีกทางเถิด” ซุนปั๋วสื่อผลักทั้งสองคนไปด้านข้าง “พวกเจ้าจะกล่าวโทษตระกูลเฝิงไม่ได้ หากจะตำหนิ ก็ไปตำหนิคนที่รับเงิน”
ชายร่างเตี้ยที่ถูกเรียกว่าพ่อบ้านสะบัดแขนเสื้อพลางส่งเสียงฮึดฮัด เขากระชากหยุนเซียงเอ๋ออย่างแรงจนนางเดินเซไปมา แม้พวกเขาจะเดินออกจากหมู่บ้านไปแล้ว ทว่าชาวบ้านยังคงได้ยินเสียงร้องไห้เด็กหญิงอย่างแจ่มชัด
แม่นางเหลียนมองหยุนเซียงเอ๋อถูกพาตัวไป จากนั้นเผยสีหน้าเจ็บปวดใจพลางเบือนหน้าหนี เพราะไม่สามารถทนเห็นหลานสาวถูกกระทำโดยที่ตนไม่สามารถช่วยเหลือได้
หยุนลี่เต๋อถอนหายใจด้วยความโกรธ
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด “สะใภ้สามใจดำเสียจริง ไม่ใช่ว่ายากจนข้นแค้นจนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเหตุใดถึงต้องขายลูกสาวในไส้ให้ผู้อื่น?”
“เด็กคนนี้โง่งม พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว เกรงว่านางจะอยู่ที่ตระกูลนั้นไม่เกินสองปีน่ะสิ”
“โง่งมแล้วยังจะร้องไห้อีกหรือ? ข้าไม่คิดว่า…”
“เจ้าสามหนีไปแล้ว ส่วนแม่ของนางก็เลี้ยงดูอย่างอดอยาก การไปเป็นสาวใช้ในตระกูลเฝิงคงเป็นเรื่องดีสำหรับนาง”
“ตระกูลเฝิงเป็นตระกูลแบบไหนกัน? ไยข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเขามาก่อน?”
“ถ้าอย่างนั้นใครจะล่วงรู้ ดูจากรูปลักษณ์ของชายผู้นั้นสิ พวกเขาคงไม่ใช่คนดีเช่นกัน…”
สายลมเย็นที่พัดผ่านบริเวณทางเข้าหมู่บ้านทำให้เสื้อคลุมกันหนาวของชาวบ้านพลิ้วไหว หลังจากนั้นไม่นานเหล่าผู้คนที่มุงดูความวุ่นวายต่างแยกย้ายกันไป หยุนเยี่ยนจับมือมารดาพลางกว่าว่า “ท่านแม่ กลับบ้านกันเถิด”
แม่นางเหลียนไม่ได้ลงมือทำข้าวเที่ยง นางเอาแต่นั่งเหม่อลอยด้วยความหดหู่อยู่ภายในห้องโถง ขณะที่หยุนเชวี่ยก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน แม้จะไม่ได้คลุกคลีกับหยุนเซียงเอ๋อมากนักก็ตาม คนแปลกหน้ายังอดเห็นใจนางไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เติบโตมาด้วยกัน
“ไม่ได้ ข้าต้องไปถามให้ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดถึงต้องขายเซียงเอ๋อ ทั้งที่เด็กคนนั้นเป็นลูกในไส้ของนาง!” จู่ ๆ แม่นางเหลียนก็ลุกขึ้นยืน
“ถามไปจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเด็กคนนั้นถูกพาตัวไปแล้ว และอีกอย่างเจ้าคิดว่าแม่นางเฉินจะมีเหตุผลให้เจ้าหรือ” หยุนลี่เต๋อกล่าว
หยุนเยี่ยนยกหม้อบะหมี่ที่เพิ่งออกจากเตาเข้ามาในห้อง “ท่านพ่อ ท่านแม่ กินข้าวก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าบอกให้สืออีนำอาหารไปส่งให้ท่านย่าแล้ว”
แม่นางเหลียนถอนหายใจ “ไม่รู้ว่าตระกูลเฝิงเป็นตระกูลแบบไหนกันแน่”
“กินเถิด” หยุนลี่เต๋อดันชามบะหมี่ไปตรงหน้าของภรรยา “เจ้าเป็นห่วงนางจริง ๆ สินะ พรุ่งนี้ข้าจะไปสอบถามยายเฒ่าซุน หากพวกเขามีจิตใจดีก็นับเป็นวาสนาของเด็กคนนั้นแล้ว”
แม่นางเหลียนคีบเส้นบะหมี่เข้าปากและไม่กล่าวคำใดอีก นางรู้อยู่แก่ใจว่าคนที่สามารถรังแกหยุนเซียงเอ๋ออย่างทารุณต่อหน้าสาธารณชนจะเป็นคนดีได้อย่างไร?
ไม่นานสืออีก็กลับมา
“เจ้าเจอแม่ของเซียงเอ๋อหรือไม่?” แม่นางเหลียนเอ่ยถาม
“ไม่ขอรับ” สืออีตอบ
“ไม่เจอจริงหรือ?”
“ขอรับ หลังจากก้าวขาเข้าประตู ข้าก็ได้ยินเพียงเสียงด่าทอของแม่เฒ่า เมื่อจับใจความดูแล้ว คล้ายว่านางกำลังบ่นว่าอาสะใภ้สามเก็บเงินไว้ที่ใด”
แม่นางเหลียนอึ้งไปเล็กน้อย “แล้วซานหลางเล่า?”
“ไม่เห็นเช่นกัน” สืออีตอบ “อาจจะอยู่กับแม่ของเขาก็เป็นได้ขอรับ”
แม่นางเฉินหายตัวไปถึงสองวันและกลับมายังหมู่บ้านในวันที่สาม ในมือของนางถือขนมหวานสองห่อ เมื่อแม่นางเหลียนที่กำลังตากผ้าอยู่ในลานบ้านเหลือบไปเห็นนาง แม่นางเหลียนจึงรีบวางงานในมือลงพลางตะโกนเสียงดังว่า “สะใภ้สาม!”
แม่นางเฉินปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนหันกลับ
“สะใภ้สาม!” แม่นางเหลียนวิ่งตามไป “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ เจ้าผลักลูกสาวเข้าไปในกองไฟได้อย่างไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลเฝิงคือใคร เจ้าขายเซียงเอ๋อแลกกับเงินเพียงสิบตำลึงได้ลงคอรึ!”
“เพียงสิบตำลึง เจ้ายืนพูดย่อมไม่ปวดเอว*” แม่นางเฉินแค่นเสียง ‘หึ’ และเผยท่าทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ครอบครัวของเจ้าร่ำรวยแล้ว เงินสิบตำลึงจึงกลายเป็นเงินจำนวนน้อยนิด ข้ากับซานหลางสองแม่ลูกต้องทนอดอยากหลายวัน หิวโหยจนจะตายอยู่แล้ว! หากไม่ขายเซียงเอ๋อแลกเงิน เจ้าจะให้ข้าพานางไปขอทางด้วยกันอย่างนั้นรึ? ในเมื่อเจ้ามีเจตนาดี ไยจึงไม่ยอมให้ข้าเข้าไปในบ้านเล่า?”
*คนยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว เปรียบเปรยได้ว่า หากไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็ไม่เข้าใจ