ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 391 เกียจคร้าน
ตอนที่ 391 เกียจคร้าน
ตอนที่ 391 เกียจคร้าน
หลังจากทานอาหารเช้าอย่างกระตือรือร้น ทุกคนที่ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยต่างก็แบกเครื่องมือทำการเกษตรออกไปเพื่อทำงานตามที่แบ่งหน้าที่ไว้แล้วก่อนหน้านี้
หยุนลี่เต๋อพาชายฉกรรจ์ส่วนหนึ่งไปขุดลอกบ่อปลาด้วยตนเอง ส่วนกลุ่มผู้หญิงก็ตรงไปทำนาและถางป่าผลไม้ แม่นางเหลียนและแม่ของอู๋ต้าหวังยังอยู่ในครัวเพื่อเตรียมอาหารการกินไว้ให้พร้อมสำหรับคนงานทั้งสี่สิบกว่าคน หยุนเชวี่ยเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว ค่อย ๆ ลงรายละเอียดในแผนผังหมู่บ้านทีละน้อย
สองวันต่อมาที่ตลาดใหญ่ หยุนลี่เต๋อพาหยุนเชวี่ยไปเลือกล่อลักษณะดีไว้สองตัว และวัวอีกสามตัวที่ตลาด บรรดาพ่อค้านำลูกเป็ดและลูกไก่มาวางขายมากมาย เขาทนเสียงรบเร้าจากลูกสาวไม่ได้จึงตัดสินใจซื้อลูกเป็ดกลับมาด้วยจำนวนสามสิบตัว
สองพ่อลูกสะพายตะกร้าไว้บนหลัง จับล่อจูงวัวกลับไปยังหมู่บ้านอย่างสบายอารมณ์ ครั้นกินข้าวมื้อเย็นเสร็จ หยุนลี่เต๋อและชายฉกรรจ์ที่ติดตามมาด้วยสองสามคนก็ใช้เกวียนบรรทุกพื้นเรียบมาผูกเข้ากับล่อทั้งสองตัว เพื่อใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงในการขุดดิน โดยให้มันลากเอาดินที่ขุดขึ้นมาจากบ่อออกไป
หลายวันก่อนหน้าทุกคนล้วนกระตือรือร้นลงแรงทำงานกันอย่างแข็งขัน ไม่กี่วันต่อมาก็เริ่มมีคนเกียจคร้านและเฉื่อยชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนคิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่ใช่งานของตนเอง จึงเกียจคร้านทำงานกว่าช่วงแรก
ตอนเช้า ขณะที่หยุนเชวี่ยกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ริมทุ่งนา นางพบว่าสตรีนางหนึ่งมีท่าทางงุ่มง่ามอย่างไรชอบกล ต่างจากผู้อื่นที่กำลังยุ่งอยู่กับการขุดดินเพื่อพรวนใส่ปุ๋ยลงไป ฉวยโอกาสจับปลาในน้ำขุ่นไม่มีผิด
หยุนเชวี่ยจึงยืนอยู่ไม่ไกลนักและจงใจเดินไปรอบ ๆ เพื่อเป็นการเตือน ตกช่วงบ่ายหยุนเชวี่ยมองหาสตรีนางนั้นแต่กลับไม่พบแม้แต่เงา
“ท่านป้าเหลียว ท่านพบเห็นสะใภ้คนใหม่ของตระกูลเจิ้งบ้างหรือไม่เจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยไม่รู้แน่ชัดว่าสตรีนางนั้นชื่ออะไร จำได้เพียงว่าปีที่แล้วนางเพิ่งแต่งงานกับลูกชายคนเล็กของตระกูลเจิ้งจากต่างถิ่น อายุมากกว่าตนเองไม่กี่ปี โดยปกติแล้วไม่มีนิสัยชอบสุงสิงพูดคุยกับผู้ใด เรียกว่าไร้ตัวตนสำหรับผู้อื่นก็ย่อมได้
“นางไม่อยู่ที่นี่หรอกรึ?” แม่ม่ายเหลียวหันมองไปโดยรอบ “ครู่นี้ยังเดินมาด้วยกันอยู่เลย เหตุใดตอนนี้กลับไม่เห็นนางเสียแล้ว บางทีอาจกลับไปที่กระท่อมแล้วก็เป็นได้ เจ้ามีสิ่งใดจะเรียกใช้นางหรือ?”
“เปล่าหรอกเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยโคลงศีรษะ
แม่ม่ายเหลียวมิได้เก็บมาครุ่นคิดเป็นธุระแต่อย่างใด นางหอบหายใจเล็กน้อยแล้วหันกลับไปทำงานต่ออย่างกระตือรือร้น หยุนเชวี่ยเดินเตร็ดเตร่อยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่เห็นสะใภ้ตระกูลเจิ้งผู้นั้น ครั้นตกเย็นถึงเวลากินข้าว ไม่รู้ว่านางโผล่มาจากที่ใดแน่ ทั้งยังทำท่าทีประหนึ่งว่าเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ล้างมือ เช็ดหน้า ยกชามไปกินข้าวที่ห้องครัว
หยุนเชวี่ยยังไม่ขยับเขยื้อนให้อีกฝ่ายรู้ตัวในทันที วันรุ่งขึ้นก็ลอบสังเกตนางเช่นเคย กิจวัตรของนางคล้ายกับเมื่อวานนี้ ตอนเช้านางตามทุกคนไปที่ทุ่งนา ตอนแรกยังขยันขันแข็งเป็นอย่างดี แต่ยิ่งนานกลับยิ่งทำตัวเฉื่อยชา ยิ่งใกล้เที่ยงก็เริ่มเกียจคร้านมากขึ้น
ตกบ่าย สะใภ้ตระกูลเจิ้งถือคันไถและคราดพลิกเนื้อดินขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงฉวยโอกาสช่วงที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เดินทอดน่องเลาะไปตามขอบทุ่งนา หยุนเชวี่ยเพียงสังเกตจากระยะไกล ไม่ได้ติดตามนางไปในทันที
เป็นจริงดังคาด สะใภ้ตระกูลเจิ้งระมัดระวังตัวมาก เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับไปมองด้านหลังครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งหายลับไปหลังต้นไม้ใหญ่สองต้น
รออีกสักพักใหญ่ เมื่อเห็นว่านางไม่มีทีท่าว่าจะหวนกลับมา หยุนเชวี่ยจึงสืบเท้าเดินตามไป ด้านหลังต้นไม้เป็นยุ้งฉางเก็บเสบียงอาหาร เดิมทีคงเคยใช้เป็นสถานที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืช ด้านข้างยุ้งฉางมีกองฟางตั้งสูงตระหง่าน เสียงพูดคุยดังมาจากทางด้านหลัง
“วันนี้แดดร่มลมตก เย็นสบายกายดีนัก”
“อยู่ที่นี่ดีกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก ไม่ต้องทำงานใดให้หนักเกินกำลัง อาหารการกินหรือก็ดีนัก มื้อเที่ยงที่ผ่านมาข้ากินขนมปังรังนกไปถึงสามชิ้น”
“หากรู้แต่แรกว่าไม่มีผู้ใดมาคอยคุมงาน ข้าคงหยิบเอาเข็มกับด้ายมาด้วยแล้ว รองเท้าอีกสองคู่ยังเย็บปักไม่ทันเสร็จดีเลย”
“เฮ้อ น่าเสียดายที่ไม่ใช่งานระยะยาว หากได้ทำงานนานกว่านี้คงดีไม่น้อย บอกเล่าชักชวนคนที่บ้านให้มาทำงานด้วยกัน ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินดื่ม ซ้ำยังได้รับค่าจ้างอย่างงามอีก คงสุขสบายไปจนแก่เฒ่านั่นแล”
“ถึงเวลานั้นพวกเขาก็ยังต้องการจ้างคนงานระยะยาวอยู่มิใช่หรือ? เราค่อยเสนอตัวสมัครอีกครั้ง…”
หยุนเชวี่ยเงี่ยหูฟังอยู่พักหนึ่งใจหนึ่งนึกโกรธที่ถูกเอาเปรียบ แต่อีกใจหนึ่งก็นึกขัน สตรีสองนางนี้คิดจะกอบโกยผลประโยชน์เอาจากครอบครัวของนาง ไม่ทำงานแต่ยังหวังว่าจะได้กินดื่มและได้รับค่าจ้างอย่างสุขสบาย พวกนางนึกว่าตนเป็นลูกจ้างหรือเป็นแขกที่ถูกเชิญมากันแน่?
หยุนเชวี่ยยังคงนิ่งเงียบ ก่อนทรุดกายลงนั่งไม่ไกลจากบริเวณต้นไม้ใหญ่สองต้น รอคอยให้ทั้งสองคนเดินออกมาจากที่หลบซ่อนอู้งานอย่างเงียบเชียบ
กระทั่งพลบค่ำ สะใภ้ตระกูลเจิ้งและสตรีที่อายุมากกว่าอีกคนหนึ่งก็เดินออกมา ทั้งสองต่างพูดคุยกลั้วหัวเราะ เมื่อเดินมาบรรจบกันที่ต้นไม้ก็แยกทางกันไปเพื่อให้ไม่เป็นที่จับสังเกต คนหนึ่งเดินมาทางด้านหน้า ส่วนอีกคนอ้อมไปทางด้านหลัง
เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น สะใภ้ตระกูลเจิ้งก็เงยหน้าขึ้น มองเห็นว่าหยุนเชวี่ยนั่งอยู่ไม่ไกลนัก อีกฝ่ายก็จ้องมองตนกลับด้วยสีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มเสียทีเดียว ความผิดที่ทำไว้ทำให้นางรีบก้มศีรษะลงโดยเร็วเพราะไม่กล้าสบตา
หยุนเชวี่ยมองตามแต่ไม่ได้ปริปากเอ่ยคำใด นางเหยียดยิ้มก่อนจะเดินจากไปเช่นกัน
อาหารมื้อเย็นวันนี้เป็นปลาตุ๋นเต้าหู้ ขณะที่ยกชามเข้าไปตักอาหารในห้องครัว สะใภ้ตระกูลเจิ้งก็เหลือบตามองบรรยากาศโดยรอบ แสร้งทำเป็นว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ลอบสังเกตอยู่นานพอสมควร เมื่อเห็นหยุนเชวี่ยไม่มีท่าทีว่าจะเอาความกับตนจึงวางใจ หยิบขนมปังรังนกสามชิ้นมานั่งหลบอยู่ตรงมุมที่ไม่สะดุดตา
สตรีเกียจคร้านที่ซ่อนตัวอยู่หลังกองฟางกับนางมีแซ่เหยา แม่นางเหยาถือชามเดินตรงมานั่งลงข้าง ๆ สะใภ้ตระกูลเจิ้ง ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวคำใด อีกฝ่ายกลับก้มหน้าลงและโบกมือไล่ “เจ้าไปนั่งตรงนั้นเสีย”
“เป็นอะไรไป?” แม่นางเหยางุนงง
“ข้าคิดว่าตอนที่พวกเราหลบงานเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา แม่สาวน้อยนั่นเห็นเราเข้าเสียแล้ว” สะใภ้ตระกูลเจิ้งกระซิบตอบด้วยความตื่นตัว
“ได้อย่างไรกัน? เหตุใดตอนที่เจ้าเห็นนาง เจ้าจึงไม่บอกกล่าวให้ข้ารู้เล่า?” แม่นางเหยารีบหันขวับไปมองที่ประตูห้องครัว หยุนเชวี่ยหันหลังให้นางและกำลังก้มหน้าก้มตากินอาหาร เงยหน้าขึ้นพูดคุยกับแม่นางเหลียนและแม่ของอู๋ต้าหวังเป็นครั้งคราว
“เด็กคนนั้นฉลาดเฉลียวเสียยิ่งกว่าอะไร ใครจะล่วงรู้ว่านางกำลังวางแผนจัดการกับเราอย่างไรบ้าง?” สะใภ้ตระกูลเจิ้งขมวดคิ้ว “เราสองคนก็อย่าได้นั่งกองอยู่รวมกันเลย เจ้ารีบกระเถิบไปนั่งตรงนั้นเร็วเข้า”
ทว่าแม่นางเหยากลับเบ้ปาก “นางไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงด้วยซ้ำ แล้วนางจะทำอะไรเราได้? อย่างมากวันพรุ่งนี้พวกเราก็ทำงานให้หนักขึ้นตบตานางเสียหน่อย” นางนั่งลงที่เดิมอย่างไม่แยแสสิ่งใด ก่อนจะหยิบอาหารเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม
ถึงอย่างนั้นสะใภ้ตระกูลเจิ้งก็ยังคงกังวลอยู่ตลอดเวลา อาหารรสชาติไม่อร่อยอีกต่อไป ขนมปังรังนกที่หยิบมาสามชิ้น กินไปได้เพียงครึ่งชิ้นก็หมดความอยากอาหาร นางหันไปกระซิบกับแม่นางเหยา “เจ้าว่าคนตระกูลหยุนจะยังยอมให้เราทำงานต่อไปหรือไม่?”
“พวกเขาจะใช้เหตุผลใดไม่ให้พวกเราทำงานต่อ?” แม่นางเหยาตอบพึมพำเสียงเบา “เจ้าไม่ได้เป็นโจรขโมยสิ่งใดเสียหน่อย จะกลัวถูกจับไปไย?”
สะใภ้ตระกูลเจิ้งคล้ายต้องการกล่าวบางสิ่งแต่แล้วก็เงียบเสีย
“เจ้าก็อย่ามัวแต่คิดฟุ้งซ่านไปเองเลย” แม่นางเหยาปลอบนาง “หากเจ้าถูกเค้นถามเข้าจริง เจ้าจะยอมรับโดยง่ายงั้นรึ? หากไม่ยอมรับเสียอย่างนางจะทำอะไรเจ้าได้?” พูดจบนางก็ลุกขึ้น หยิบชามไปตักโจ๊กในครัวเพิ่มอีก
หลังจากกินข้าวเสร็จทุกคนก็แยกย้ายไปล้างหน้าชำระร่างกาย เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท ทุกคนที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวันก็พากันกลับเข้าห้อง พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนเตรียมตัวพักผ่อน เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดของวัน
นอกเรือน
“เอาเป็นว่า แม่จะตักเตือนทั้งสองเสียก่อน ไม่ต้องไล่นางออกไปทีเดียว…” แม่นางเหลียนยังคงลังเล
“เช่นนั้นจะปล่อยให้พวกนางเอาเปรียบครอบครัวของเราต่อไปเช่นนี้หรือ? ไม่ขยันทำงานแต่ยังหวังว่าจะอยู่กินอย่างสุขสบาย หากปล่อยไปเช่นนี้คงไม่พ้นถูกคนงานผู้อื่นทำตามเป็นเยี่ยงอย่าง นานวันเข้าหากทุกคนเกียจคร้านกันหมดแล้วเราจะจัดการกับพวกเขาอย่างไรดี?” หยุนเชวี่ยกล่าวเตือน
แม่นางเหลียนยังคงใจอ่อน คิดอีกว่าทุกคนล้วนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน จะไล่ออกไปเสียก็เกรงจะเป็นการหักหาญน้ำใจ จึงตัดสินใจว่า “แม่จะลองตักเตือนพวกนางเสียก่อนว่าต่อไปนี้อย่าได้เกียจคร้านเช่นนี้อีก ปล่อยพวกนางไว้เถิด…”
หยุนเชวี่ยไม่อาจโน้มน้าวให้ผู้เป็นแม่เลิกใจอ่อนเกินเหตุและเฉียบขาดเช่นตนได้ อีกทั้งเกียจคร้านเกินกว่าจะถือสาสตรีทั้งสอง จึงโบกมือ “เช่นนั้นก็ได้ ท่านแม่ดูแลเรื่องนี้เองเถิด อย่างไรเสียจากนี้ขอเพียงอย่าให้ข้าจับได้อีกก็แล้วกัน”
แม่นางเหลียนพยักหน้า ทั้งที่นางเป็นเจ้าของบ้านแต่กลับเดินเข้าห้องนอนไปอย่างลำบากใจ เมื่อเดินไปถึงข้างเตียงจึงกล่าวกับสะใภ้ตระกูลเจิ้งที่กำลังปูเตียงอยู่ “อวี้เหลียน เจ้าและสะใภ้สามแซ่เหยาออกมาพบข้าหน่อยเถิด ข้าต้องการบอกกล่าวบางสิ่งกับพวกเจ้าทั้งสองคน”
สะใภ้ตระกูลเจิ้งชะงักแข็งค้างพลางมองไปที่แม่นางเหยาอย่างลนลาน แม่นางเหยาส่งสายตาให้นางก่อนลุกขึ้นยืนราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “มีอะไรหรือ?”
“ออกไปคุยกันด้านนอกเถิด” แม่นางเหลียนเห็นแก่ความที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันจึงไว้หน้าพวกนาง
ทั้งสองต่างรู้ความผิดตนเองดี คนหนึ่งเผยท่าทีแข็งกระด้าง ส่วนอีกคนแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง เดินตามนางออกไปจากห้องนอน สตรีที่เหลือในห้องต่างเผยสีหน้าสงสัยพลางกระซิบกระซาบกัน “สะใภ้รองเรียกพวกนางออกไปด้วยเหตุใดกัน?”
“ผู้ใดจะรู้ หรือต้องการทาบทามนางสองคนให้เป็นคนงานระยะยาว?”
“คงไม่ใช่เรื่องนั้นแน่ เจ้าดูสะใภ้ตระกูลเจิ้งสิ แม้แต่หาบน้ำเพียงสองถังยังบ่ายเบี่ยงครั้งแล้วครั้งเล่า จ้างคนให้มาทำงานนะ มิใช่จ้างมาเพื่อประดับตกแต่ง”
“เช่นนั้นพวกนางจะถูกเรียกไปด้วยเหตุใดได้อีกเล่า?”
“ข้าไม่รู้หรอก…”
แม่นางเหลียนเดินออกจากห้องและตรงต่อไปยังชานเรือนที่อยู่ห่างไกลจากห้องนอนไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สะใภ้เหยา อวี้เหลียน ข้าได้ยินเชวี่ยเอ๋อบอกว่าช่วงเวลาที่ทุกคนต่างทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เจ้าทั้งสองกลับไม่อยู่กลางทุ่ง แต่หลบไปนั่งเล่นอยู่ข้างยุ้งฉางเก็บเสบียง…”
“อะไรกัน?” แม่นางเหยาแสร้งทำเป็นสับสน “ยุ้งฉางอะไร? ข้าทำงานอยู่กลางทุ่งมาโดยตลอด บั้นเอวเคล็ดขัดยอกจนแทบลุกไม่ขึ้นเสียด้วยซ้ำ” กล่าวจบนางก็ชำเลืองมองสะใภ้ตระกูลเจิ้งแวบหนึ่ง
สะใภ้ตระกูลเจิ้งยังคงลนลาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“เชวี่ยเอ๋อเห็นพวกเจ้ากับตาตัวเอง ข้างยุ้งฉางมีกองฟางสูง เจ้าสองคนอู้งานพูดคุยกันอยู่ตรงนั้น ตลอดทั้งบ่ายไม่ได้ออกมาทำงานแต่อย่างใด…” แม่นางเหลียนปรับสีหน้าให้เข้มงวดขึ้น กล่าวเหตุผลสมทบเพิ่มเพื่อให้มีน้ำหนัก
ทว่าแม่นางเหยาคิดว่าอีกฝ่ายคงต้องการเอาความเป็นแน่ นอกจากจะขับไล่ออกไปแล้วยังหาเหตุผลมาเสริมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าแรงให้ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะยืนกรานไม่ยอมรับจนตาย นางเผยสีหน้าประหลาดใจพร้อมอุทาน “เป็นไปได้อย่างไร? ข้าเนี่ยนะไม่ได้ทำงานตลอดทั้งช่วงบ่าย? เช่นนั้นข้าจะทำสิ่งใดได้? สาวน้อยนางนี้ชักจะใส่ความกันใหญ่แล้ว! หากไม่เชื่อถามนางสิ”
สะใภ้ตระกูลเจิ้งใช้บีบมือทั้งสองแน่น กัดริมฝีปากพลางพยักหน้ารับโดยแรง
แม่นางเหลียนอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เชวี่ยเอ๋อของข้าจะใส่ร้ายผู้ใดได้?”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว” แม่นางเหยายืดหลังตรง “ข้าทำงานหนักตลอดทั้งช่วงบ่าย ไม่ได้หยุดพักจากงานแม้แต่วินาทีเดียว”
“ข้าเองก็เช่นกัน” แม้กล่าวเช่นนั้นแต่เห็นได้ชัดว่าสะใภ้ตระกูลเจิ้งขาดความมั่นใจ เมื่อนางเอ่ยจบก็เหลือบมองแม่นางเหยาอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ
แม่นางเหลียนถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออก เดิมทีนางคิดว่าหากทั้งสองยอมรับความผิดของตนแต่โดยดีก็ปล่อยไปเสีย อย่างน้อยเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันก็ควรไว้หน้า คาดไม่ถึงว่าพวกนางจะปฏิเสธอย่างสุดตัว
“โอ๊ย ต้องเป็นลูกสาวของเจ้าที่สายตาพร่าเลือนมองผิดไปแน่ ๆ คงเป็นความเข้าใจผิดเสียมากกว่า” แม่นางเหยาโบกมือ “ฟ้ามืดสนิทแล้ว เรารีบกลับเข้าห้องกันเถิด วันพรุ่งนี้ยังต้องตื่นมาทำงานแต่เช้า!”
แม่นางเหลียน…
แม่นางเหยารีบหันหลังเดินกลับไป สะใภ้ตระกูลเจิ้งเดินตามหลังนางไปเพียงสองก้าว ทันใดนั้นก็เห็นหยุนเชวี่ยเดินทอดน่องเข้ามาหานางด้วยท่าทางผ่อนคลาย นางยิ้มให้คนทั้งสองก่อนจะหันไปกล่าวกับแม่นางเหลียน “ท่านแม่ จ่ายเงินค่าแรงสองถึงสามวันนี้แก่ท่านอาทั้งสองเถิดเจ้าค่ะ”
แม่นางเหลียนตะลึงงัน
แม่นางเหยา “ว่าอย่างไรนะ?”
“หากนับรวมวันแรกแล้ว วันทำงานทั้งหมดรวมเป็นสี่วัน หนึ่งคนคนละแปดสิบเหรียญ” หยุนเชวี่ยกล่าวต่อ “ในเมื่อท่านอาทั้งสองได้รับเงินแล้ว วันพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ต้องทำงานอีก เก็บข้าวของแล้วกลับบ้านไปเสีย”