ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 490 การฝึกจิตในความเงียบ (2)
ตอนที่ 490 การฝึกจิตในความเงียบ (2)
ตอนที่ 490 การฝึกจิตในความเงียบ (2)
ในรัชสมัยราชวงศ์สุดท้ายของจีน เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงต่างเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ไม่ต้องพูดถึงหญิงชราผู้อาศัยอยู่ในชนบทไม่เคยเห็นโลกภายนอก นางจึงหลงกลอุบายและการแสดงอันเฉียบแหลมของนักพรตเสวียนซวีอย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนแรกสร้างบรรยากาศน่าเชื่อถือเพื่อให้หญิงชราคล้อยตามแล้วเผยสายตาหยั่งรู้พลางกล่าวพึมพำกับตนเอง จากนั้นจงใจกล่าวคำสอนครึ่งหนึ่งและปล่อยให้ผู้ฟังคิดตามครึ่งหนึ่งเพื่อให้ตกใจกลัวไปเอง รอจนกระทั่งมีคนเอ่ยถาม เขาจึงแสดงเจตจำนงในการ ‘ช่วยเหลือ’ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถืออย่างลึกซึ้ง
แม่เฒ่าจูเป็นหญิงชราปากร้ายและมีนิสัยร้ายกาจ แม้ไม่ยอมรับ แต่นางก็รู้ดีแก่ใจว่าตนรู้สึกผิดต่อการกระทำที่ผ่านมา ทั้งยังเข้าใจว่าสาเหตุการตายของหยุนชิ่วเอ๋อมาจาก ‘วิญญาณชั่วร้าย’ หญิงชราจึงถูกนักพรตเสวียนซวีชักจูงว่านางสามารถปลดปล่อยตนเองจากบาปกรรมที่เคยสร้างไว้ แม่เฒ่าจูเกรงว่าตนจะตกนรกดึงลิ้นจนชั่วกัลป์และไม่ได้ผุดได้เกิดจึงหลงเชื่ออย่างง่ายดาย
หลังจากนักพรตเต๋ากลับไป หญิงชราก็เอนกายพิงหัวเตียงโดยไม่กล่าวคำใด
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนพูดไม่ออก พวกเขานั่งลงข้างเตียงพลางจ้องมองแม่เฒ่าจู หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งแม่นางเหลียนจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ งานศพของชิ่วเอ๋อเสร็จสิ้นแล้ว อีกทั้งท่านนักพรตและแม่เฒ่าร่างทรงก็มาขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในบ้านแล้ว ต่อจากนี้ท่านต้องฟังคำสอนของพวกเขาและดูแลสุขภาพตนเองให้ดีนะเจ้าคะ”
แม่เฒ่าจูเบือนหน้าหนี
แม่นางเหลียนกล่าวต่อ “ท่านแม่ ท่านหิวหรือไม่เจ้าคะ?”
แม่เฒ่าจูเผยสีหน้าบึ้งตึง คิ้วขมวดมุ่นพลางกลอกตาอย่างขุ่นเคือง รู้ทั้งรู้ว่านางพูดไม่ได้ก็ยังจะถามอีกรึ? หญิงผู้นี้ต้องการสิ่งใด? หากไม่ใช่เพราะต้องการลดบาปกรรมของตนเอง หญิงชราคงก่นด่าลูกสะใภ้ไปแล้ว
“ท่านแม่ ถ้าท่านไม่พูด ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านต้องการอะไร” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แม่เฒ่าจูเผยสีหน้าไม่พอใจขณะจ้องมองแม่นางเหลียนด้วยสายตาดุร้าย ทันใดนั้นหางตาของนางก็เหลือบไปเห็นไก่สองสามตัวเดินอยู่ในลานบ้านพลางจิกแกลบที่แม่เฒ่าร่างทรง แม่เฒ่าจูยกนิ้วชี้ไปยังไก่พร้อมนึกถึงคำพูดของนักพรตเต๋าที่บอกว่าตนถูกวิญญาณร้ายดูดกลืนพลังหยางทำให้ร่างกายอ่อนแรง ฉะนั้นนางจึงต้องบำรุงและดูแลสุขภาพให้ดี
“เนื้อไก่?” แม่นางเหลียนถาม “อ้อ ตอนเย็นข้าจะสั่งให้สืออีนำน่องไก่สองน่องมาส่งให้นะเจ้าคะ”
แม่เฒ่าจูหันมองลูกสะใภ้อีกครั้งพร้อมส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่? เช่นนั้นอะไรหรือเจ้าคะ?”
“…” แม่เฒ่าจูสูดหายใจเข้าลึกอย่างอดกลั้น หากสามารถพูดได้ดังเดิม นางคงก่นด่าหญิงโง่คนนี้จนกระอักเลือดไปแล้ว!
“ท่านแม่ อย่าเพิ่งโมโหเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งโมโห ท่านจะป่วยเอาได้ แม่นางเหลียนรีบเกลี้ยกล่อมก่อนครุ่นคิดชั่วครู่และคาดเดาว่า “ท่านอยากกินน้ำแกงไก่ตุ๋นใช่หรือไม่?”
ครั้งนี้หญิงชราพยักหน้า
“อ้อ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะส่งน้ำแกงไก่ตุ๋นมาให้ท่าน แล้วในวันต่อ ๆ ไปหากอยากกินและดื่มอะไร ท่านก็บอกข้าได้” แม่นางเหลียนมองแม่เฒ่าจูด้วยสายตาห่วงใย “เช่นนั้น… ท่านพักผ่อนให้เต็มที่เถิด ข้าและพี่รองขอตัวกลับก่อน”
แม่เฒ่าจูยังคงเผยสีหน้าเรียบเฉยก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น
ข้างนอกประตูลานเรือน แม่นางเฉินยังคงพูดคุยเรื่องไร้สาระกับกลุ่มชาวบ้านที่มาสอดส่องความครึกครื้น นางปาดเหงื่อพลางเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความไม่เชื่อ “นักพรตผู้นั้นหมายความว่าอย่างไร? วิญญาณร้ายยังไม่ถูกปัดเป่า? เหตุใดเขาถึงบอกข้าว่าปีนี้ผลผลิตในนาจะไม่เป็นไปตามที่หวัง เขาคงไม่ใช่นักต้มตุ๋นหลอกลวงเอาเงินชาวบ้านหรอกนะ!”
“เจ้ามีเงินให้หลอกลวงด้วยหรือ นักพรตเต๋ากล่าวเตือนเจ้า แต่เขาก็ไม่ได้เก็บเงินเพิ่มมิใช่หรือ?” สตรีว่างงานผู้หนึ่งกล่าวขึ้น “ข้าคิดว่านักพรตผู้นี้มีพลังบำเพ็ญแก่กล้ายิ่งนัก มองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนเกียจคร้าน”
“มองเพียงครั้งเดียวทุกคนก็รู้แล้วว่าสะใภ้สามเป็นคนเช่นไร มีใครในหมู่บ้านของเราไม่รู้บ้าง?” สตรีอีกคนหนึ่งกล่าวเหน็บแนม
“ฮ่าฮ่า นักพรตเต๋าผู้นั้นมิได้บอกหรือว่าในคนเราสร้างผลผลิตด้วยตนเอง ใครขยันก็ได้มาก ข้าเห็นว่าสะใภ้สามเกือบจะ…”
ใบหน้าของแม่นางเฉินมืดมนลง “เจ้าใจดำยิ่งนัก ไยต้องพูดคำอัปมงคลเหล่านี้ด้วย!”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ดังที่นักพรตกล่าวว่าหากเกียจคร้าน เอาแต่เกาะผู้อื่นกิน เจ้าก็จะไม่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ…”
“ข้าได้ยินมาว่านักบวชเต๋าผู้นี้ทำนายแม่นยำนัก ตอนที่มาถึงหมู่บ้านของเรา เขาทายว่าแม่หนูเชวี่ยเอ๋อคือดวงดารานำโชคแล้วผลลัพธ์ของมาเป็นอย่างไรเล่า? ตอนนี้ครอบครัวของเจ้าสองเจริญรุ่งเรืองกว่าผู้ใด พวกเขาซื้อที่ดินผืนใหม่และที่ดินในหมู่บ้านใหม่ ทั้งยังช่วยพวกเราหางานทำให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้ตลอดทั้งปี…”
“อ้อ ข้าจำเรื่องนั้นได้เช่นกัน แล้วพวกเจ้ามีใครจำคำพูดของผู้เฒ่าหลี่ที่บอกว่านางเปรียบเสมือนเมฆสีม่วงลอยเด่นอยู่ทางทิศตะวันออก อีกทั้งหมู่บ้านของเราจะมีผู้ได้ตำแหน่งขุนนางใหญ่ มิใช่ว่าบ้านของเจ้าสองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกหรอกหรือ?”
“นักพรตเต๋ายังบอกอีกว่าเฟิงซิ่วไฉจะได้รับตำแหน่งขุนนางระดับสูง เขาเดินทางยังสำนักเรียนในเมืองหลังจากสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ ข้าได้ยินพี่สะใภ้เฟิงบอกว่าเฟิงซิ่วไฉได้เป็นลูกศิษย์ของขุนนางในราชสำนัก ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งนัก!”
“ใช่ ๆ ท่านนักพรตทำนายแม่นยำนัก เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเดินทางไปถามเขาว่าเมื่อไรข้าจะได้แต่งงาน ท่านนักพรตตอบว่าข้าจะได้แต่งงานภายในปีนี้ พวกเจ้าเชื่อหรือไม่? ข้าได้แต่งงานตามที่เขาทำนายจริง ๆ”
เหล่าชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างไม่ปล่อยโอกาสให้แม่นางเฉินพูดราวกับเบื่อหน่ายวาจาโอ้อวดของนาง เจ้าพูดหนึ่งคำ ข้าพูดหนึ่งคำ ซึ่งหัวข้อที่พูดคุยกันนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติของนักพรตเสวียนซวี หญิงชราผู้หนึ่งถอนหายใจ “ไม่ว่าเทพเซียนหรือผีต่างมีคนเคารพนับถือทั้งนั้น ข้าเชื่อในความเป็นจริงมากกว่าสิ่งอื่นใด มิใช่ว่าทุกคนกลั่นแกล้งเจ้า สะใภ้สามเปิดใจให้กว้างกว่านี้เถิด!”
“ข้ามิได้กล่าวหาว่าทุกคนกลั่นแกล้งสักหน่อย…” หัวใจของแม่นางเฉินอัดมีเพียงความว่างเปล่า นางเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนหันหลังกลับและเดินเข้าไปในลานเรือน ขณะเดียวกันนางเห็นว่าหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนกำลังเดินออกจากเรือน
“พี่สะใภ้รอง…” ร่างกายของแม่นางเฉินพลันแข็งทื่อ นางเดินเข้าไปหาทั้งสองคนพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ชิ่วเอ๋อตายแล้ว ต่อไปนี้ข้าควรทำอย่างไรดี?”
“หืม?” แม่นางเหลียนงงงวย หยุนชิ่วเอ๋อตายแล้วเกี่ยวอะไรกับนาง?
“ข้าไม่ต้องดูแลชิ่วเอ๋ออีกแล้ว ท่านจะให้ข้าคอยปรนนิบัติท่านแม่อยู่ที่บ้านหรือให้ข้าเริ่มงานที่ร้านขายอาหาร” แม่นางเฉินกล่าวอย่างไร้ยางอาย
แม่นางเหลียนขมวดคิ้ว “ที่ร้านอาหารมีเสี่ยวส้วยเอ๋อทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องแย่งงานกับนางหรอก เจ้าทำงานในนาเช่นเดิมเถอะ”
แม่นางเฉินเผยสีหน้าบึ้งตึง “ลูกค้าเข้าร้านอาหารไม่ขาดสาย ไหนจะโรงทำเสื้อขนสัตว์ของท่านอีกเล่า? ท่านต้องมีคนในครอบครัวคอยดูแล เหล่าคนงานล้วนเป็นคนนอก หากพวกเขาเกียจคร้านและขโมยหนังสัตว์ไป ท่านจะรู้ได้อย่างไร…”
เมื่อแม่นางเฉินกล่าวเช่นนั้น ยังไม่ทันที่แม่นางเหลียนจะตอบโต้ สตรีผู้หนึ่งที่ทำงานในโรงงานก็โพล่งออกมาว่า “สะใภ้สาม เจ้ากล่าวหาว่าผู้ใดขโมยหนังสัตว์?”
“เจ้าคิดว่าคนอื่นจะจิตใจต่ำทรามเช่นเจ้าหรือ ใครกันแน่ที่เกียจคร้านและชอบฉ้อโกง! การที่ปล่อยเจ้าไปควบคุมที่นั่นต่างหากคือหายนะ!”
“สะใภ้สอง อย่าเชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนั้น ทุกคนทำงานให้กับครอบครัวของเจ้าด้วยใจจริง เจ้าปฏิบัติต่อพวกเราอย่างดี ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจ ต่างจากคนบางคนที่ทำดีด้วยเท่าไหร่ก็ไม่สำนึก…”
“ข้าบอกสะใภ้สามแล้วว่านักพรตเต๋าทำนายเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับนาง เหตุใดเจ้าถึงลืมเลือนมันแทนที่จะเอาเวลาที่มีคิดหาวิธีแก้ไข! เจ้าคิดว่าตนเองอายุยืนนักหรือ?”
คำพูดของแม่นางเฉินทำให้เหล่าชาวบ้านล้อมวงประชิดตัวนาง ขณะที่แม่นางเฉินยังคงหน้าหนาไม่เปลี่ยน นางจึงตะโกนอย่างไร้ยางอาย “เสียงดังอะไรกัน? เรื่องในตระกูลหยุนของพวกข้า ต้องให้คนนอกเช่นพวกเจ้าช่วยตัดสินหรือ?”