ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 506 หยุนเยว่หายตัวไป
ตอนที่ 506 หยุนเยว่หายตัวไป
ตอนที่ 506 หยุนเยว่หายตัวไป
“พี่สาวเจ้าหายไปไหนกันแน่ เหตุใดป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก?”
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ ไม่เห็นนางเลยตั้งแต่ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา”
“ไม่พบนางตั้งแต่เที่ยงเชียวหรือ?”
“อืม นางบอกข้าเพียงว่าจะออกไปเก็บฟืน”
“หากไปเก็บฟืนจริงก็ควรกลับมาได้แล้ว ท้องฟ้ามืดค่ำลงทุกที”
“…”
หยุนเยว่บอกน้องสาวเพียงว่าจะขึ้นไปเก็บฟืนบนเนินเขา แต่จนกระทั่งตอนนี้นางยังไม่กลับมาที่เรือน เมื่อแม่นางจ้าวปรุงอาหารเสร็จและยกขึ้นไปให้กับแม่เฒ่าจู ท้องฟ้าก็มืดสนิทโดยสมบูรณ์ ค่ำคืนช่วงฤดูหนาวอากาศเย็นลงทุกขณะ สายลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งจนส่งเสียงดังหวีดหวิว
แม่นางจ้าวเริ่มวิตกกังวลและต้องการออกไปตามหาหยุนเยว่ ทว่านางเฉินกลับกลอกตาและขัดจังหวะเสียก่อน “เด็กคนนั้นเติบใหญ่แล้ว ทั้งยังไม่ใช่คนโง่ อยู่ข้างนอกนั่นจะเอาชีวิตไม่รอดเลยหรืออย่างไร? ข้าว่าลูกสาวของเจ้าเพียงเกียจคร้านไม่ต้องการทำงานหนักเท่านั้น!”
“เยว่เอ๋อไม่เคยพบเจอใครมาเป็นเวลานาน…” ทันทีที่แม่นางจ้าวเอ่ยปาก ก็ถูกนางเฉินกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงดุเดือด “นังเด็กเหลือขอไร้ยางอาย หากรู้ตัวว่าตนอ่อนประสบการณ์แล้วยังมีหน้าวิ่งหนีออกไปอีกรึ?! ถุย!” นางพูดพลางถ่มน้ำลาย ก่อนหันกลับไปหยิบกุญแจออกมาจากห้องชั้นบนแล้วลงกลอนประตูลานบ้านต่อหน้าต่อตา “ในเมื่อปีกกล้าขาแข็งถึงเพียงนั้นก็ปล่อยนางไปเถอะ อย่าได้หวนกลับมาอีกเป็นพอ!”
แม่นางจ้าวหรือจะกล้าโต้เถียงกับนางเฉิน นางเงยหน้าขึ้นสังเกตท่าทีของแม่เฒ่าจูครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไร้ท่าทียินดียินร้ายใด ๆ จึงทำเพียงสงบคำไม่กล่าวอะไรอีก รอจนนางกินอาหารจนหมดแล้วขึ้นไปเก็บชามและตะเกียบลงมาล้าง ก่อนจะทำการโขลกขนมเข่งกลางลานบ้านท่ามกลางเสียงก่นด่าต่อไป
การโขลกนวดแป้งข้าวเหนียวให้เข้ากันดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย ทว่าความจริงแล้วเป็นงานที่ยากลำบากเอาการ เพราะแป้งข้าวเหนียวนึ่งจะเกาะหนึบอยู่กับสากไม้ ทุกครั้งที่โขลกลงไปจะต้องออกแรงมากพอสมควร อีกทั้งยังต้องพลิกกลับไปมาให้ทั่วกัน โดยที่แม่นางจ้าวยังกังวลใจกับความเป็นตายร้ายดีของหยุนเยว่
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ นางไม่อาจทำสิ่งอื่นใดมากไปกว่านี้ได้ หากฝีปากร้ายกาจของนางเฉินป่าวประกาศถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไปทุกที่ แล้วการแต่งงานของหยุนเยว่ที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้จะทำอย่างไร?
เจ้าเด็กบ้าเอ๊ย เจ้าไปหลบอยู่ที่ใดกันแน่?
ตลอดทั้งคืนแม่นางจ้าวไม่อาจระงับจิตใจให้สงบลงได้ เช้าวันรุ่งขึ้นนางก็ยังไม่กล้าออกไปตามหาด้วยตนเอง เพียงไหว้วานให้หยุนหรงออกไปตามหาพี่สาว หยุนหรงออกไปนอกเรือนตลอดทั้งช่วงเช้า แต่แล้วนางกลับเข้ามาพร้อมโคลงศีรษะเพราะไม่พบเห็นแม้แต่เงาของหยุนเยว่ แม่นางจ้าวร้อนใจจนไม่อาจทนได้อีก จึงสั่งให้นางออกไปขอความช่วยเหลือจากหยุนลี่เต๋อ
ทันทีที่หยุนลี่เต๋อได้ยินเรื่องนี้ เขาก็รีบเดินทางไปที่เรือนตระกูลหยุนพร้อมกับแม่นางเหลียนเพื่อถามไถ่ “เกิดอะไรขึ้น? เยว่เอ๋อไม่กลับมาที่บ้านตลอดทั้งคืนอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของแม่นางจ้าวเต็มไปด้วยความสับสนและกังวลยิ่ง “ไม่เลย ข้ากังวลเหลือเกินว่าอาจเกิดเหตุร้ายใดขึ้นกับนาง”
“นางไม่ใช่เด็กอมมืออายุสามขวบเสียหน่อย นางอายุสิบหกย่างสิบเจ็ดปีแล้ว จะเกิดเหตุร้ายใดขึ้นกับนางได้?” นางเฉินยกแขนขึ้นกอดอก ใบหน้าบูดบึ้ง แต่ริมฝีปากเบ้ออกอย่างเย้ยหยัน “หากจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น คงไม่พ้นเรื่องผิดศีลธรรมและน่าอับอายขายหน้าเป็นแน่!”
“สะใภ้สาม เจ้าอย่าได้พูดจากล่าวหาผู้อื่น!” แม่นางเหลียนขมวดคิ้วพลางชำเลืองมองอีกฝ่าย ก่อนหันไปเอ่ยถามแม่นางจ้าวอีกครั้ง “พี่สะใภ้ใหญ่ เยว่เอ๋อหายออกจากเรือนไปตั้งแต่เมื่อไหร่รึ? เจ้าพอรู้อะไรเกี่ยวกับนางบ้าง?”
“เมื่อวานตอนเที่ยง มีคนบอกว่านางขึ้นไปบนภูเขาเพื่อเก็บฟืน หลังจากนั้นนางก็หายตัวไป” แม่นางจ้าวเอ่ยตอบเสียงแผ่วต่ำ
หยุนหรงได้ทีรีบกล่าวแทรกขึ้นว่า “พี่สาวของข้าคงหลบหนีออกจากเรือนไปเพราะกลัวจะได้แต่งงานไปอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลนั้น”
คำกล่าวของนางปลุกให้ทุกคนตื่นตัวขึ้น หยุนลี่เต๋อรีบเอ่ยถาม “ก่อนหน้านี้เยว่เอ๋อกล่าวอะไรไว้บ้าง?”
“นางจะกล่าวอะไรได้…” หยุนหรงขมวดคิ้วอย่างโกรธเคือง “ต่อให้นางไม่ต้องการที่จะแต่งงานแล้วนางมีทางเลือกอื่นหรือ? ผู้ใดบ้างจะอยากแต่งงานกับตระกูลที่ยากจนและมีชีวิตอย่างทุกข์ทรมานเช่นนั้น…”
หยุนหรงไม่พอใจเรื่องดังกล่าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หยุนลี่เต๋อทั้งมั่งคั่งและมีอิทธิพลในวงกว้าง แต่กลับไม่จัดการเรื่องการแต่งงานที่ดีให้กับหยุนเยว่ กลับส่งนางให้ไปแต่งงานกับครอบครัวที่มีฐานะยากจน หากพวกเขาเฟ้นหาสามีที่ร่ำรวยให้กับนางตั้งแต่แรก เหตุการณ์จะเลยเถิดจนเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
“หรงเอ๋อ เจ้าพูดเรื่องไร้สาระใดกัน?!” แม่นางจ้าวรีบลากหยุนหรงให้หลบไปอยู่ข้างหลังก่อนจะถลึงตาใส่นาง “เจ้าคิดว่าพี่สาวของเจ้ามีความคิดอ่านที่โง่เขลาเช่นเจ้า ถึงขั้นไม่รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรอย่างนั้นรึ?” หลังจากดุลูกสาวแล้ว นางจึงหันกลับมากล่าวกับหยุนลี่เต๋อด้วยน้ำเสียงไพเราะ “เยว่เอ๋อไม่ใช่คนไร้เหตุผลเช่นนั้นแน่ ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับนาง น้องรอง รีบส่งคนไปตามหานางทุกแห่งทีเถอะ…”
แม่นางจ้าวกังวลว่าหยุนหรงผู้ริมฝีปากไม่มีหูรูดจะทำให้หยุนเยว่พลาดแต่งงานที่ดี ขณะเดียวกันหยุนหรงกลับคิดว่าผู้เป็นแม่ยอมอีกฝ่ายถึงเพียงนี้แค่เพราะต้องการเอาอกเอาใจพวกเขา จึงอดไม่ได้ที่จะกลอกตาขึ้นฟ้า
“เมื่อไม่กี่วันก่อนฝนเพิ่งตกลงมา อีกทั้งสภาพอากาศเมื่อวานก็หนาวเย็นจัด เยว่เอ๋อขึ้นไปเก็บฟืนบนเนินเขาพอดี เป็นไปได้หรือไม่ว่านางอาจเหยียบพลาดจนลื่นล้ม?” แม่นางเหลียนหันมองหยุนลี่เต๋อด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ตอนนี้บรรดาคนงานทั้งหมดที่ทำงานอยู่บนภูเขาทยอยกลับบ้านกันไปแล้ว เพราะหากพื้นดินบริเวณนั้นลื่นและเฉอะแฉะจะเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาไม่น้อย การทำงานในแต่ละวันจะลำบากมากขึ้น
เมื่อแม่นางจ้าวได้ยินเรื่องนี้ ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดไปชั่วขณะ นางรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อคว้าแขนเสื้อของแม่นางเหลียนเอาไว้พร้อมกล่าวอ้อนวอน “อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเย่วเอ๋อก็เป็นได้ สะใภ้รอง ได้โปรดส่งคนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตามหานางด้วยเถิด!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่ากังวลไปเลย” แม่นางเหลียนรับปาก “ข้าจะให้คนขึ้นเขาไปตามหานางจนพบให้จงได้”
ตอนนี้ทุกคนในตระกูลหยุนต่างคิดในแง่ดีว่าหยุนเยว่อาจประสบอุบัติเหตุระหว่างที่ขึ้นไปบนเนินเขา หยุนลี่เต๋อเรียกผู้ชายหลายสิบคนจากในหมู่บ้านให้ช่วยกันค้นหา ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงตกเย็น พวกเขาค้นหาจนทั่วทุกหนแห่งบนภูเขา ทว่ากลับยังไม่พบตัวนาง
แม่นางจ้าวยิ่งวิตกกังวลราวเป็นมดที่ไต่อยู่บนเตาไฟ นางเอาแต่กล่าวพึมพำซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น “เจ้าหายไปไหน เจ้าไปหลบอยู่ที่ใดกัน?”
“คิดเสียว่าการที่นางไม่อยู่บนภูเขาถือเป็นเรื่องดีแล้ว อากาศตอนกลางคืนหนาวเหน็บเสียจนทำให้ผู้ที่หลงทางอยู่ข้างบนนั้นแข็งตายได้…” แม่นางเหลียนพยายามปลอบโยนนาง “เป็นไปได้หรือไม่ว่านางอาจหนีไปที่บ้านของหยุนโม่? ข้าจะขอให้พี่รองเดินทางไปบ้านตระกูลหลัวเพื่อถามไถ่”
“ฮึ่ม! นังเด็กเหลือขอผู้นี้ช่างหาญกล้าเสียจริง ยังไม่ทันออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝา กลับกล้าที่จะหลบอยู่นอกบ้านทั้งวันทั้งคืนโดยไม่คิดจะกลับมา บ้าบิ่นเกินไปแล้ว!” นางเฉินกล่าวเหน็บแนม “บางทีหมาป่าบนภูเขาอาจจะคาบเอานางไปแล้วก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจหนีตามผู้ชายป่าเถื่อนสักคนหนึ่งไป!”
“อย่าพูดพล่ามไร้สาระ!” แม่นางเหลียนขมวดคิ้วพลางจ้องเขม็งไปยังนาง “บนภูเขามีคนทำงานอยู่ตลอดเวลา จะมีหมาป่าเพ่นพ่านได้อย่างไร? ทางที่ดีเจ้าควรพูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ!”
นางเฉินยิ้มอย่างไม่แยแส “ถึงอย่างไรนางก็หลบหนีออกไปข้ามวันข้ามคืนแล้ว นางจะไปหลบอยู่ที่ใดได้? ต่อให้พบตัวนางแล้ว ใครจะรู้ว่าเด็กคนนั้นทำเรื่องอื้อฉาวอะไรลงไปบ้าง แล้วผู้ใดเล่าจะกล้าไต่ถามนาง?”
“สะใภ้สาม!” แม่นางเหลียนเริ่มขึ้นเสียงด้วยความโกรธเคือง “ทุกคนต่างช่วยกันออกตามหานางอย่างสุดความสามารถ หากเจ้าไม่ช่วยอะไรก็ไม่มีใครว่า แต่ช่วยห่วงใยนางในฐานะที่เจ้าเป็นอาสะใภ้และนางเป็นหลานสาวหน่อยได้หรือไม่?”
อารมณ์ของแม่นางเหลียนไม่รุนแรง ภายในหนึ่งปีนานทีจะอารมณ์เสียสักครั้ง ถึงกระนั้นท่าทีของนางก็ไม่เคยแข็งกร้าวได้นาน นางเฉินจึงไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายเท่าไรนัก นางเกรงกลัวหยุนเชวี่ยมากกว่า เด็กหญิงผู้นั้นก็ไม่ง่ายเลยที่จะรับมือ
นางเฉินเพียงขดริมฝีปากอย่างหงุดหงิด ก่อนยกมือขึ้นพิงกรอบประตูไว้ ท่าทางยังคงไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ของผู้อื่น
แม่นางจ้าวเริ่มร้องไห้คร่ำครวญ บีบมือแม่นางเหลียนไว้ ปล่อยให้น้ำตารินไหลลงอาบแก้ม “เยว่เอ๋อไม่มีวันทำเช่นนั้น เยว่เอ๋อรู้หนังสือและมีเหตุผลเพียงพอ นางไม่มีทางกระทำสิ่งที่น่าละอายและผิดศีลธรรมเช่นนั้นแน่ เยว่เอ๋อไม่…”
ฟ้ามืดแล้ว ไม่มีใครพบว่าหยุนเยว่อยู่บนภูเขา ดังนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกลับบ้านไปทีละคน หยุนลี่เต๋อเดินทางไปยังบ้านตระกูลหลัวซึ่งอยู่ในเมือง เมื่อกลับมาแล้วจึงได้ความอะไรบางอย่าง เมื่อสองวันก่อนหยุนเยว่และหยุนหรงได้เดินทางไปเยี่ยมหยุนโม่เพื่อขอเงิน เพราะพวกนางต้องการแยกตัวออกมาจากตระกูลหยุนและเปิดกิจการเพื่อยืนหยัดอยู่ด้วยตนเอง ทว่าหยุนโม่ไม่มีเงินพอจะช่วยเหลือ จึงมอบเศษเงินให้กับพวกนางและส่งพวกนางทั้งสองให้กลับไป จากนั้นวันรุ่งขึ้นหยุนเยว่ก็หายตัวไปเสียแล้ว
“นี่…” แม่นางจ้าวทรุดกายล้มลงกับพื้นทันที
แม่นางเหลียนรีบก้มลงไปช่วยประคองนาง “พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าเพิ่งร้อนใจไป ต้าหลางบอกแล้วว่าเด็กคนนั้นไม่มีเงินติดตัว เพราะฉะนั้นนางไม่สามารถหนีไปได้ไกลอย่างแน่นอน วันพรุ่งนี้ข้าจะส่งคนให้เข้าไปค้นหานางในเมืองอีกครั้ง และออกค้นหาตามหมู่บ้านใกล้เคียงอีกหลาย ๆ แห่ง”
ริมฝีปากแม่นางจ้าวสั่นระริก นางพยักหน้ารับอย่างลังเล ขณะนั้นเองราวกับว่านางจดจำอะไรได้บางอย่าง ทำให้สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักค้างไปในทันใด