ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 509 ใกล้สิ้นปี
ตอนที่ 509 ใกล้สิ้นปี
ตอนที่ 509 ใกล้สิ้นปี
ใกล้ถึงวันสิ้นปีเข้ามาทุกที ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บก็คืบคลานเข้ามาทุกขณะ บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นสีขาวโพลน ทันทีที่แม่นางเหลียนเห็นว่าร่างผอมบางของแม่นางจ้าวกำลังขดตัวเพราะความหนาวเย็น จึงรีบเชื้อเชิญให้นางเข้ามาในเรือนทันที
เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว แม่นางเหลียนรินชาพุทราผสมน้ำตาลทรายแดงให้ถ้วยหนึ่ง แม่นางจ้าวประคองถ้วยชาร้อนไว้ในมือทั้งสองข้าง ก่อนจะถอนหายใจและเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
นางรำพึงรำพันว่าหยุนลี่จงทำลายครอบครัวจนพังพินาศ ตัดพ้อว่าลูกชายเพียงคนเดียวก็มาแต่งเข้าเป็นเขยตระกูลอื่น หยุนเยว่ก็หลบลี้หนีหายไม่อาจทราบความเป็นไป เอาแต่คร่ำครวญว่าชีวิตของตนน่าอนาถนัก สะอึกสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าแม่นางเหลียนเริ่มมีท่าทีสงสาร จึงรีบหันไปคว้ามือของนางมาจับไว้ ก่อนกล่าวต่อไปว่า “สะใภ้รอง พี่สะใภ้หมดสิ้นความหวังแล้ว ชีวิตนี้ไม่มีเหลือใครให้พึ่งพาอีกต่อไป… ถึงแม้เจ้าจะไม่สนใจไยดีข้า ก็ช่วยเมตตาสงสารหรงเอ๋อด้วยเถิด! นางยังเยาว์นัก ขาดพ่อไปคนหนึ่งแล้ว ไม่สามารถขาดแม่ไปได้อีกคน!”
“พี่สะใภ้ใหญ่…” หัวใจแม่นางเหลียนอ่อนโยนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งนางเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของแม่นางจ้าวรันทดเพียงใดยิ่งนึกสงสาร ทว่านางเองก็เป็นเพียงสะใภ้เช่นกัน ไม่อาจโน้มน้าวใจของแม่เฒ่าจูได้
“สะใภ้รอง ข้ารู้ว่าเจ้ามีจิตใจเอื้อเฟื้อ ถึงกระนั้นก็รู้ดีว่าเจ้าเองก็ลำบากใจไม่แพ้กัน” แม่นางจ้าวลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายพลางสะอื้นไห้ “พวกเจ้าแยกครอบครัวออกมาแล้ว ตามจริงข้าไม่ควรมาขอร้องเจ้า แต่… พี่สะใภ้ยังมีสิ่งสุดท้ายที่ต้องการร้องขอ…”
แม่นางจ้าวสบตาแม่นางเหลียนด้วยสายตาอ้อนวอนอย่างจริงจัง แม่นางเหลียนนึกใจอ่อน ไม่อาจอ้าปากปฏิเสธได้ จึงเอ่ยถามกลับไป “มีสิ่งใดหรือ? พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านบอกกล่าวมาได้เลย”
“ต้นเหตุทั้งหมดเป็นเพราะ… เยว่เอ๋อหลบหนีไป…” แม่นางจ้าวแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผาก “ข้าคิดว่าหลังวันตรุษนี้ หรงเอ๋อจะอายุครบสิบสี่ปีเต็ม เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะให้การแต่งงานครั้งนี้ดำเนินต่อไป ให้หรงเอ๋อออกเรือนแทน ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นพี่น้องกันแท้ ๆ…”
“นี่…” แม่นางเหลียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง หลังจากไตร่ตรองอีกครั้งแล้ว นางกลับเกิดความลังเล “ข้าไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง ต้องรอให้พี่รองกลับมาเสียก่อนแล้วค่อยปรึกษาหารือกัน อีกอย่าง นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราสามารถจัดการเองได้ ต้องได้รับความยินยอมจากตระกูลเจียงด้วย…”
สีหน้าแม่นางจ้าวพลันปรากฏร่องรอยวิตกกังวลเล็กน้อย ก่อนจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น “เจ้ารองจะต้องฟังคำของเจ้าอย่างแน่นอน เจ้าสามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้ ส่วนตระกูลเจียงคงไม่คิดปฏิเสธเช่นกัน ในเมื่อเจ้าทั้งสองอุตส่าห์มอบผลประโยชน์ให้ถึงเพียงนั้น พวกเขายังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าอีกหรือ…” หลังจากกล่าวเช่นนั้นออกไป นางตระหนักว่าประโยคดังกล่าวดูไม่เหมาะสมเล็กน้อย ร่องรอยของความกระดากอายจึงเผยชัดอยู่บนใบหน้า
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าได้กังวลเรื่องนี้” แม่นางเหลียนกล่าว “ไม่กี่วันก็จะถึงวันตรุษแล้ว หากรีบร้อนเกินไปเกรงว่าทางฝั่งของเขาอาจตื่นตระหนกได้ ข้าจะพูดคุยกับพี่รองอีกครั้ง รอให้ผ่านพ้นวันสิ้นปีไปก่อนก็ยังไม่สาย…”
แม่นางจ้าวเผยอริมฝีปากครั้งหนึ่งคล้ายต้องการกล่าวสิ่งใด ทว่ากลับไม่พูดอะไรออกมา นางเพียงพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก ก้มหน้าลงพลางจิบชาพุทราเข้าไปอึกหนึ่ง
สินสอดทองหมั้นตามคำสัญญาของหยุนลี่เต๋อถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ลำพังตระกูลเจียงมีเพียงบ้านที่ทรุดโทรมสองสามหลังแต่ไม่มีทรัพย์สินอื่น หลังจากทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้ว หยุนลี่เต๋อมีวี่แววว่าจะเปลี่ยนใจหรือไม่? ถึงกระนั้นนางก็ไม่กล้าเอ่ยถามอีก ด้วยเกรงว่าจะทำให้แม่นางเหลียนเกิดความไม่พอใจ หากเป็นเช่นนั้นที่ดินสิบไร่ หมูหกตัว รวมถึงเครื่องประทินผิวต่าง ๆ จะไม่หลงเหลืออยู่อีก
ทางฝั่งแม่นางเหลียน นางรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะควรเท่าไรนัก เดิมทีทั้งสองตระกูลตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะยกหลานสาวคนโตคือหยุนเยว่ให้แต่งงานด้วย ฤกษ์ยามก็กำหนดไว้รอแล้วเช่นเดียวกัน ทว่าหยุนเยว่กลับหลบหนีไป ผู้คนในหมู่บ้านต้องกระจายกันออกค้นหาเป็นเวลาสองถึงสามวัน เมื่อไม่พบตัวหยุนเยว่ หยุนลี่เต๋อจึงต้องก้มหน้าเดินทางไปยังหมู่บ้านหยวนเป่าเพื่อรับผิดและชดใช้
ตระกูลเจียงมีอุปนิสัยซื่อตรงและซื่อสัตย์ เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น พวกเขาต่างถูกผู้คนในหมู่บ้านเดียวกันหัวเราะเยาะเย้ยเมื่ออยู่ลับหลัง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความทุกข์ใจเพียงใด พวกเขาก็ยังคงมีอัธยาศัยดีและไม่ถือโทษโกรธเคืองตระกูลหยุนแต่อย่างใด
แล้วคราวนี้จะให้ตนแบกหน้ากลับไปหาพวกเขาอีกครั้ง เพราะต้องการจะยกหลานสาวอีกคนหนึ่งให้แต่งงานด้วย นี่ถือเป็นการหยามเกียรติกันเกินไปหรือไม่…
หยุนลี่เต๋อขับเกวียนล่อเดินทางเข้าไปในเมืองแต่เช้าตรู่พร้อมกับพ่อของต้าจ้วง เพื่อซื้อสุราหมักโหลใหญ่สองโหลและขนมขบเคี้ยวที่ภรรยาของเขาชอบกลับมาด้วย
ทันทีที่เขากลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันถอดหมวกขนสัตว์ออก เขาได้ยินแม่นางเหลียนบอกเล่าเกี่ยวกับการมาร้องขอความช่วยเหลือจากแม่นางจ้าว หยุนลี่เต๋อถูมือฝ่ามือไปมา ในใจของเขาคิดเช่นเดียวกันกับแม่นางเหลียน ถึงแม้ตระกูลเจียงจะมีฐานะยากจน แต่ใช่ว่าจะกลับคำไปมากับพวกเขาเมื่อไรก็ได้ ก่อนหน้านี้พูดอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นพูดอีกอย่างหนึ่ง ช่างไม่สมควรเอาเสียเลย!
“พี่สะใภ้ใหญ่เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าข้า วันนี้นางก็เพิ่งหายจากอาการล้มป่วย ข้าไม่อาจปฏิเสธนางได้จริง ๆ…” แม่นางเหลียนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?”
“ข้าคิดว่าทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง” หยุนลี่เต๋อยังคงถูฝ่ามือเข้าด้วยกันพลางเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ให้ข้าไปกลับไปที่บ้านตระกูลเจียงอีกครั้งหนึ่ง ข้าจะกล้าเอ่ยปากต่อรองได้อย่างไร…”
“ข้าใคร่กล่าวกับนางอย่างนั้นเช่นเดียวกัน หากเราทำตามคำขอของนาง อาจเป็นการทำให้เราบาดหมางกับคนของตระกูลเจียงเสียเปล่า” แม่นางเหลียนโคลงศีรษะ หยุดชะงักไปชั่วครู่เพื่อครุ่นคิด “หรือเราควรรอให้ผ่านพ้นงานยุ่งเหยิงในวันตรุษไปเสียก่อน แล้วค่อยจัดหาแม่สื่อให้หรงเอ๋อได้แต่งงานกับตระกูลอื่นดีหรือไม่?”
“อืม” หยุนลี่เต๋อตอบรับ “รอให้ผ่านพ้นวันตรุษไปเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ขณะเดียวกัน แม่นางจ้าวยังไม่คลายความหนักใจ นางรู้สึกประหนึ่งมีหินก้อนใหญ่แขวนห้อยอยู่ในหัวใจอย่างนั้น ตราบใดที่มีโอกาส นางจะหมั่นไปพบแม่นางเหลียนให้บ่อยครั้งขึ้น จนกว่าจะได้ยินแม่นางเหลียนรับปากว่าจะจัดการเรื่องแต่งงานให้กับหยุนหรง รวมทั้งสินสอดทองหมั้นที่จะมอบให้เช่นคำสัญญาในครั้งแรก ความเศร้าโศกของนางอาจผ่อนคลายลงไปบ้าง
ครั้งนี้นางหวาดระแวงว่าอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีกครั้ง นางจึงบอกกล่าวให้หยุนหรงรับรู้ทุกสิ่งที่ต้องการจะพูด ทั้งยังกล่าวย้ำซ้ำ ๆ ให้ลูกสาวเข้มแข็ง “หรงเอ๋อ เจ้าอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาเชียว ด้วยสินสอดทองหมั้นและการสนับสนุนจากครอบครัวรอง อย่างน้อยสักวันหนึ่งตระกูลฝั่งว่าที่สามีของเจ้าคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเองได้ ดีกว่าทนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นไหน ๆ สิ่งที่แม่แนะนำล้วนเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเจ้าทั้งนั้น…”
แม้หยุนหรงยังเยาว์ ทว่านางมีความคิดอ่านและมีเหตุผล นางพยักหน้าก่อนกล่าวตอบรับ “ท่านแม่อย่าได้กังวลไป ข้าไม่เหมือนพี่สาว จิตใจสูงส่งระฟ้า ชะตากรรมบางยิ่งกว่ากระดาษ*[1]” หลังจากกล่าวเช่นนั้น นางเอ่ยถามย้ำอีกครั้งเพราะไร้ความมั่นใจ “ท่านแน่ใจหรือว่าหากข้าแต่งงานจะได้รับสินสอดทองหมั้นเป็นที่ดินสิบไร่ หมูหกตัว รวมถึงกล่องเครื่องประทินผิวจริงดังที่ว่าไว้?”
[1] เป็นสุภาษิตที่มีความหมายว่า ถึงแม้จะมีความทะเยอทะยานมากล้นเพียงใด แต่ไม่อาจฝ่าฟันชะตากรรม ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับสภาพเท่านั้น
“อาสะใภ้รองของเจ้าเป็นผู้ออกปากเอง”
“สร้างบ้านให้ใหม่ด้วยใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“แล้วหากวันหนึ่งพวกเขากลับคำพูด ไม่ให้ของเหล่านั้นแก่พวกเขาแล้วล่ะ?”
“ไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอย่างแน่นอน เงินทองถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว สิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นก็ล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของพวกเขาทั้งคน หากเจ้าได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี อารองของเจ้ารึจะยอมนิ่งเฉย”
หยุนหรงเบ้ริมฝีปาก เอ่ยพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงขมขื่น “เมื่อครั้งหยุนเยี่ยนแต่งงาน ข้าได้ยินว่าตระกูลฝั่งสามีของนางมาสู่ขอพร้อมด้วยทองคำถึงสิบแท่ง!”
แม้นางไม่เต็มใจนัก ทว่าภายในใจหยุนหรงก็เต็มไปด้วยความคาดหวังเกี่ยวกับการแต่งงานของตนเอง นางตั้งตารอคอยให้ผ่านพ้นวันตรุษไปเสียที ทุกเวลาแม้แต่ตอนที่นางทำงาน หรือตอนที่นางนอนอยู่บนเตียงยามค่ำคืน นางอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าสามีของตนเป็นอย่างไร คงดีไม่น้อยหากเขามีหน้าตาหล่อเหลา ต่อให้ฐานะยากจนก็ไม่เป็นไร เพราะนางแต่งเข้าตระกูลของเขาพร้อมกับสินสอดทองหมั้นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้แล้วพวกเขาจะต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดี ราวนางเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง
หัวใจของหยุนหรงพองโตตลอดทั้งวัน ส่งผลให้นางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมากนัก อีกทั้งยังรู้สึกว่าชีวิตของนางช่างผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า อีกทั้งยังหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ
ในวันที่นี่สิบหกแรมสิบสองตามปฏิทินทางจันทรคติ ครอบครัวรองหยุนได้รับข่าวมงคลอีกครั้ง หยุนเยี่ยนคลอดบุตรแล้ว นางให้กำเนิดทารกเป็นฝาแฝดสองคน คนหนึ่งเป็นชายและอีกคนเป็นหญิง ทันทีที่รับรู้ข่าว สองสามีภรรยาต่างมีความสุขอย่างมากล้นเกินจะพรรณนา แม่นางเหลียนปาดน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มเป็นที่ยิ่ง หยุนลี่เต๋อก็เอาแต่ยิ้มกว้างไม่เป็นอันทำสิ่งใด หยุนเชวี่ยจึงเป็นฝ่ายกระตุ้นให้เขารีบจัดข้าวของอย่างรวดเร็ว และขับเกวียนล่อเข้าไปในเมืองเพื่อเยี่ยมเยียนนาง…