หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1187 ครอบครัวเปราะบาง
ตอนที่ 1187 ครอบครัวเปราะบาง
จูชูอวี้ตะโกนเสียงดัง ทำให้เหตุการณ์ตรงหน้าหยุดชะงักไป จูชูอวี้ไม่เอ่ยให้มากความ เชิญคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงสามพ่อลูกตระกูลลิ่น หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วสองคน รวมไปถึงคนหน้าด้านไล่ไม่ยอมออกไปอย่างลิ่นฉังเฟิง ฉินจื่อซวี่ และเจี่ยนชิวหยาง อีกทั้งตัวต้นเหตุสองคน
ในห้องที่ดูกว้างขวาง จูชูอวี้มองลิ่นฮั่นที่นั่งคุกเข่าร้องห่มร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยสีหน้าทะมึน จากนั้นมองไปยังพี่ชายของตนที่จมูกแดงหน้าบวมเป่ง กุมขมับพลางเอ่ย “เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เอ่ยออกมาเดี๋ยวนี้” คุณชายใหญ่ตระกูลจูรู้สึกว่าเจ็บปวดไปทั้งตัว แต่ความโกรธที่ถูกคนวางกับดักและความเจ็บแสบที่มาเป็นระยะทำให้เขาลืมมันไปชั่วครู่ จ้องมองลิ่นฮั่นเล็กน้อย กัดฟันพลางเอ่ย “ข้า…ข้าอยากพักผ่อนสักหน่อย พอเดินเข้ามาในห้องนี้ก็เห็นสตรีผู้นี้นอนแก้ผ้าอยู่ จากนั้น จากนั้นข้าก็ไม่รู้อันใดอีกแล้ว”
“เจ้าเหลวไหล” ลิ่นฮั่นกัดฟันก่นด่า “เป็นเจ้า…เป็นเจ้าคนชั่ว เป็นเจ้า…ที่ทำลายข้า” เอ่ยพร้อมร้องไห้เสียงดังขึ้นมา “ท่านพ่อ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะเจ้าคะ ฮึก ฮือ…”
จูชูอวี้ขมวดคิ้ว นิสัยของพี่ชายตนนางเองรู้ดี ในงานเช่นนี้เขาไม่มีทางรู้สึกเหนื่อยจึงอยากเข้ามาพักอย่างนั้นแน่นอน คงอยากไปอยู่ใกล้เหล่าผู้คนมีอำนาจพวกนั้นแทบไม่ไหว ดังนั้น เขาต้องโกหกอย่างแน่นอน แต่ว่า…มองไปยังลิ่นฮั่น นี่ก็ไม่แน่ว่าจะเอ่ยความจริง คงไม่ได้ถูกพี่ชายของตนฉุดเข้ามา
เมื่อมีการทะเลาะกันอีกแล้ว ลิ่นฉังเฟิงจึงลากเก้าอี้มาจากด้านหลังนั่งลงตรงกลางระหว่างเจี่ยนชิวหยางและฉินจื่อซวี่ เอ่ยถามเสียงเบา “พวกเจ้าว่า เรื่องวันนี้เกิดอันใดขึ้น”
เจี่ยนชิวหยางส่ายศีรษะบอกว่าตนเองไม่รู้ ฉินจื่อซวี่ใช้ปลายคางของตนชี้ไปตรงหน้า บอกให้ลิ่นฉังเฟิงมองไปยังลิ่นฉังอาน ลิ่นฉังเฟิงมองไป ระหว่างนั้นลิ่นฉังอานนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้ไม่เอ่ยสิ่งใดแม้เพียงนิด มือซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อแต่ลิ่นฉังเฟิงดูออกว่าเขากำลังสั่นเทา ไม่ถูกสิ นิสัยของลิ่นฉังอานโผงผางเสียยิ่งกว่าลิ่นฉังอวิ๋น เวลานี้ยังไม่ได้ยินลิ่นฉังอานเอ่ยแม้เพียงประโยคเดียว ลิ่นฉังเฟิงลูบปลายคางครุ่นคิด
จูชูชวี้ถูกคำให้การของทั้งสองฝ่ายทำหงุดหงิด กัดฟันพลางเอ่ย “มีคนที่หอผิงซินแห่งนี้ไม่น้อย เรื่องเกิดขึ้นแล้วข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเอ่ยความจริงออกมา มิเช่นนั้น ข้าจำต้องเรียกคนในหอผิงซินออกมาถามทีละคน” ถึงตอนนั้น ใครจะขายหน้า ไม่ต้องบอกก็รู้
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของลิ่นฮั่นจึงซีดลง กัดฟันไม่เอ่ยวาจาทำได้เพียงส่งสายตามองไปยังลิ่นฉังอาน พี่รองของตน น่าเสียดายที่ลิ่นฉังอานกำลังหลุบตาลง มองไม่เห็นสายตาของนาง
คุณชายใหญ่ตระกูลจูเองก็หดตัวลง มองจูชูอวี้อย่างลังเล
จูชูอวี้ส่งเสียงหยัน “เด็กๆ ไป…”
“ช้าก่อน” คุณชายใหญ่ตระกูลจูรีบเอ่ยขึ้น เอ่ยอย่างรีบร้อน “น้องสาว ข้าไม่ได้…ไม่ใช่ ข้าเห็นหญิงงามเดินเข้ามาในหอผิงซิน ดังนั้นจึงตามเข้ามาอย่างอดไม่ได้ ข้า…ข้าเพียงแปลกใจเท่านั้น อย่างไรหอผิงซินก็เป็นเรือนพักของบุรุษมิใช่หรือ ใครจะรู้ว่าเพิ่งเดินเข้ามา สตรีผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาในอ้อมกอดของข้า จากนั้น…จากนั้นข้าจึง…” คุณชายใหญ่ตระกูลจูเขินอาย แม้ปกติเขาค่อนข้างเจ้าชู้ แต่การสัมผัสสตรีแล้วความรู้สึกตื่นตัวไปทั้งร่างกายนั้นไม่เคยเจอ แต่ว่า…อย่างไรอีกฝ่ายก็บุกเข้ามาก่อน คุณชายใหญ่จูจึงไม่คิดว่าเป็นความผิดของตน
จูชูอวี้จ้องพี่ชายของตนเขม็งอย่างไม่พอใจ หันไปมองลิ่นฮั่น
ลิ่นฮั่นหน้าซีด เอ่ยทั้งน้ำตา “เขาโกหก เป็นเขาที่…เป็นเขา…”
สถานการณ์ตรงหน้าเป็นเช่นนี้แล้ว คุณชายใหญ่ตระกูลจูก็ไม่ได้มีใจหลงใหลอีกแล้ว ต่อให้สตรีตรงหน้าจะพัวพันกอดรัดอยู่กับตนเองไปก่อนหน้านี้ เอ่ยเสียงหยัน “เช่นนั้นเจ้าบอกมา เจ้าเป็นสตรีไยจึงมาโผล่อยู่ที่นี่ หรือคุณชายข้าบังคับเจ้าเข้ามาหรืออย่างไร คุณชายข้าเพิ่งเปิดประตูก็ถูกเจ้าพุ่งเข้าหา ไม่คิดจะล่อลวงข้าแล้วหมายความอย่างไร”
มองดูท่าทางได้อกได้ใจของเขา สามพ่อลูกตระกูลลิ่นที่อยู่ด้วยแทบอยากทุบเขาสักครั้ง คุณหนูเชื้อสายหลักเพียงคนเดียวของตระกูลลิ่นจะล่อลวงคนที่แต่งงานแล้วคนหนึ่งของตระกูลจูหรือ ต่อให้ตระกูลจูจะมีพระชายาชินอ๋องก็ไม่ได้มีหน้ามีตาเพียงนั้น แต่ว่ายามนี้ตระกูลลิ่นเองก็พูดไม่ออก ไม่ว่าพวกเขาจะเอ่ยอย่างไร ลิ่นฮั่นสูญเสียความบริสุทธิ์ไม่อาจเอากลับคืนมาได้อีกแล้ว ลิ่นฮั่นที่อยู่ดีๆ มาปรากฏตัวอยู่ในหอผิงซินทำให้พวกเขาไม่อาจแก้ตัวได้
มุมปากของจูชูอวี้ยกยิ้มจางๆ ขึ้น หันกลับไปเอ่ยถามนายท่านตระกูลลิ่น “นายท่านลิ่น เรื่องนี้ท่านจะว่าอย่างไร ขอถามคุณหนูลิ่นหก ไยเจ้าจึงมาอยู่ในหอผิงซินได้ อย่างไรที่นี่…เป็นสถานที่พักผ่อนของบุรุษ”
แน่นอนลิ่นฮั่นฟังออกถึงความแคลงใจในน้ำเสียงของจูชูอวี้ อดตัวสั่นระริกไม่ได้ กัดฟันเอ่ย “ข้า…ข้า ข้ามีธุระมาหาท่านพ่อ พี่รองพาข้ามา”
ได้ยินเช่นนั้น ลิ่นฉังอานจึงรีบลุกขึ้นมา “น้องหก”
จูชูอวี้ยิ้มบาง “ตามที่ข้ารู้ นายท่านลิ่นนั่งวางหมากอยู่ด้านนอกกับนายท่านฉินตลอดเวลา คุณชายฉินและคุณชายลิ่นเองก็อยู่ด้วยถึงจะถูก” ลิ่นฉังอวิ๋นสีหน้าทะมึนไม่เอ่ยวาจา ทว่าฉินจื่อซวี่พยักหน้าเอ่ย “ถูกแล้ว กระหม่อมอยู่ด้านข้างชมผู้อาวุโสทั้งสองเดินหมากอยู่ตลอด ระหว่างนั้น…ไม่เห็นคุณหนูลิ่นหกและคุณชายรองผ่านมาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
จูชูอวี้พยักหน้าให้ฉินจื่อซวี่แสดงความขอบคุณ จากนั้นหันไปหาลิ่นฮั่นและลิ่นฉังอานทั้งสองคน “เช่นนั้น…ขอถามว่าคุณหนูลิ่นหกเข้ามาในหอผิงซินเพราะเหตุใด ไยต้องอยู่ในห้องเพียงคนเดียว อีกทั้ง…ยัง…กับพี่ใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยากเข้าไปพักผ่อน”
จูชูอวี้ไม่เอ่ยทั้งหมด ทว่าคนที่อยู่ตรงนี้กลับเข้าใจความหมายของนาง จูชูอวี้กำลังใจร้ายโยนความผิดทั้งหมดไปให้ลิ่นฮั่น เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือก หากคุณชายใหญ่ตระกูลจูยังไม่แต่งงาน ตระกูลจูรับผิดชอบไว้หน้าตระกูลลิ่น จากนั้นแต่งคุณหนูลิ่นหกเข้าจวนก็พอแล้ว แต่ว่าตอนนี้ตระกูลจูไม่เพียงแต่งงานแล้ว ยังมีบุตรชายบุตรสาวแล้ว ตระกูลลิ่นก็คงไม่ยอมส่งบุตรสาวเข้าไปเป็นอนุภรรยา เข้าไปเป็นเล็กเป็นน้อย เช่นนั้นก็ไม่มีความหมายอันใดแล้ว
เจี่ยนชิวหยางพลันเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่คล้ายได้ยินว่า คุณชายฉังอานมั่นอกมั่นใจว่าคนด้านในคือฉู่อ๋อง”
เดิมทีสถานการณ์เช่นนี้ไม่จำเป็นให้เจี่ยนชิวหยางต้องเอ่ยปาก แต่เขาถูกฮ่องเต้พระราชทานสมรสกลายเป็นว่าที่ราชบุตรเขย นับได้ว่าก็เป็นครอบครัวเดียวกับราชวงศ์แล้ว ฉินจื่อซวี่พยักหน้า เอ่ย “ถูกแล้ว เอ่ยเช่นนี้..คุณชายรองลิ่นก็รู้ว่าด้านในมีคนกำลังทำอันใดอยู่ นอกจาก…ฝั่งบุรุษนั้นดูจะไม่ใช่คนที่เลือก เช่นนั้นก็ไม่มีอันใดน่าสงสัยแล้วกระมัง”
ก็เพียงคุณชายรองตระกูลลิ่นพาน้องสาวเข้ามา อยากล่อลวงฉู่อ๋อง สุดท้ายไม่รู้ทำไมจึงกลายเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลจูไปได้ก็เท่านั้น
นายท่านตระกูลลิ่นสีหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด มือที่ชี้ไปยังลิ่นฉังอานสั่นเทาไม่หยุดพูดไม่ออก “เจ้า..พวกเจ้า…”
ลิ่นฉังอานตกใจรีบถอยไปหลบอยู่หลังลิ่นฉังอวิ๋น หลบพร้อมเอ่ยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านพ่อ ท่านพ่อ…ไม่เกี่ยวกับข้านะขอรับ นี่ล้วนเป็นความต้องการของน้องสาว ข้าเพียงช่วยถามถึงที่พักที่จวนเจิ้งอ๋องจัดเอาไว้ให้ฉู่อ๋องจากนั้นพานางเข้ามาก็เท่านั้น”
เว่ยจวินมั่วฐานะสูงส่ง ไม่ว่าเขาจะพักหรือไม่ จวนเจิ้งอ๋องก็ต้องจัดเตรียมห้องเอาไว้ให้เขาก่อน คงไม่อาจรอให้เขาต้องการพักแล้วต้องไปเบียดรวมกับคนอื่นกระมัง แต่ใครจะคิด เว่ยจวินมั่วเข้ามาในหอผิงซินกลับไม่ได้ตรงไปยังห้องนั้น แต่กลับไปนั่งเดินหมากอยู่ที่ห้องพักของคุณชายเซี่ยเจ็ด เมื่อทุกคนหันมองดูก็พบว่าวันนี้ชุดของคุณชายใหญ่ตระกูลจูนั้นคล้ายกับชุดของเว่ยจวินมั่ว เพียงแต่สีเข้มกว่าเล็กน้อยและเนื้อผ้าเองก็ไม่เหมือน แต่หากยืนอยู่ไกลสักหน่อยก็ยากจะแยกออกได้อย่างชัดเจน
“พี่รอง ท่าน…” ลิ่นฮั่นน้ำตานองหน้า ร่างกายผอมบางที่มีเสื้อผ้ายับเยินบนร่างนั้นสั่นระริก ดูน่าสงสาร นางไม่คิดว่าลิ่นฉังอานจะโยนทุกอย่างมาที่นาง
แต่คนที่อยู่ในสถานการณ์กลับไม่มีใครสงสารนางแม้เพียงคนเดียว วิ่งแจ้นมาล่อลวงบุรุษที่มีภรรยาแล้วถึงที่พักบุรุษ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต่อไปสตรีตระกูลลิ่นคงไม่ต้องแต่งออกไปแล้ว
จูชูอวี้เลิกคิ้วสวยขึ้นแล้วมองไปยังนายท่านตระกูลลิ่น เอ่ย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ไม่รู้ว่านายท่านลิ่น…”
ผู้นำตระกูลลิ่นไม่เอ่ยสิ่งใด สีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวม่วง เนิ่นนานพลันชี้หน้าลิ่นฮั่นด่าทอด้วยความโกรธ “เจ้า…หญิงชั่ว…เจ้า…” เสียงดังพรวดขึ้นมา เลือดกระจายออกมาจากปากนายท่านลิ่น ร่างทั้งร่างอ่อนยวบลงไป
“ท่านพ่อ” ลิ่นฉังอวิ๋นรีบรุดเข้าไปประคองนายท่านลิ่น นายท่านลิ่นยังไม่ได้สลบไป เพียงร่างกายอ่อนแรงไม่ได้ดีไปกว่าคนที่สลบไปเท่าใดนัก
“ท่านพ่อ” ลิ่นฉังอานเองก็ตื่นตกใจ รีบเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ บิดาของเขาโกรธจนกระอักเลือด อย่างไรเขาก็ไม่อาจหนีพ้นความผิด ลิ่นฮั่นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ร้องห่มร้องไห้เข้าไปเกาะขานายท่านลิ่น ทว่าถูกเขาถีบออก “ไสหัวไป”
ลิ่นฮั่นนิ่งอึ้ง นางได้รับความรักเอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็ก ไหนเลยจะเคยได้รับสิ่งนี้ ยิ่งสัมผัสได้ถึงสายตาเย้ยหยันของผู้คนในห้อง ยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้เสียงดังขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
จูชูอวี้หลุบตาลง เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า “นายท่านลิ่น เรื่องนี้…”
มองเห็นหน้าอกของนายท่านลิ่นกระเพื่อม ดวงตาเบิกกว้างราวกับจะกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ฉินจื่อซวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ย “พระชายาเจิ้งอ๋อง ยามนี้อาการของนายท่านลิ่นไม่ดีนัก เรื่องนี้ผ่อนปรนสักหน่อยเถิด” จูชูอวี้ชะงัก ไม่นานคิ้วสวยจึงเลิกขึ้นคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม เอ่ยว่า “คุณชายฉิน ตระกูลจูของเราฐานะต้อยต่ำไม่มีอันใด เรื่องนี้เดิมทีสามารถพุ่งเป้ามาที่พี่ใหญ่”
ดังนั้น ลูกสมุนของฉู่อ๋องอย่างเจ้าเข้าข้างตระกูลลิ่นหมายความอย่างไรเล่า
ฉินจื่อซวี่ยิ้มเย็น ให้เจ้าทำให้นายท่านลิ่นโกรธจนตาย ถือโอกาสกลืนกินตระกูลลิ่นหรือ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์ ตระกูลต่างๆ ล้วนแต่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง มีเพียงตระกูลจูที่มีเจิ้งอ๋องเป็นที่พึ่ง ตระกูลจูเพิ่งได้รับความสูญเสียยิ่งใหญ่ กลืนกินตระกูลลิ่นเข้าไปไม่เพียงชดเชยส่วนที่สูญหาย ไม่แน่ยังสามารถปีนขึ้นไปอีกขั้นได้ คิดว่าคนอื่นเป็นคนโง่หรืออย่างไร
หนานกงมั่วพิงเว่ยจวินมั่ว เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “นายท่านลิ่นโกรธจนเป็นเช่นนี้ เห็นได้ว่าเคร่งในกฎอยู่เช่นกัน แต่ลูกหลานในจวนยังต้องดูแล ไม่ให้เสียชื่อเสียงตระกูลใหญ่”
จูชูอวี้ขมวดคิ้ว เอ่ยน้อยอกน้อยใจ “เป็นหม่อมฉันที่ยุ่งเรื่องคนอื่นแล้วเพคะ”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้องสะใภ้เอ่ยอันใดกัน อย่างไรก็ยังเป็นเรื่องของตระกูลจูและตระกูลลิ่น เจ้าจะจัดการอย่างไรกับคุณหนูลิ่นหกพวกเราไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง แต่อย่างไรนายท่านลิ่นก็เป็นผู้ใหญ่ ผ่อนปรนสักนิดคงไม่เสียหายอันใด”
จูชูอวี้เพียงยิ้มไม่เอ่ยวาจา
“ฉังเฟิง…เฟิงเอ๋อร์…” นายท่านลิ่นที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้สติพลันรีบผลักลิ่นฉังอานที่ประคองตนออก ยื่นมือสั่นระริกไปหาลิ่นฉังเฟิง น่าเสียดาย คุณชายฉังเฟิงกลับมอบสีหน้าเรียบนิ่งให้กับเขา “นายท่านลิ่น มีอันใดชี้แนะหรือ”
ดวงตาของนายท่านลิ่นทะมึนลง “เจ้า…เจ้าเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลลิ่น”
ลิ่นฉังเฟิงยิ้มเย็นอยู่ในใจ ยามนี้นึกขึ้นมาได้ว่าเขาเป็นบุตรชายคนโตตระกูลลิ่นแล้วหรือ หลายวันก่อนคนตระกูลลิ่นต่างก็เอาแต่บอกว่าลิ่นฉังอวิ๋นต่างหากที่เป็นบุตรชายคนโตตระกูลลิ่น ตระกูลลิ่นนั้นไม่มีลิ่นฉังเฟิงคนผู้นี้ ด้านหลังนายท่านลิ่น อีกคนมีสีหน้าทะมึนขึ้นเช่นกัน เก็บมือที่ประคองนายท่านลิ่นกลับไป เพียงน่าเสียดายที่ยามนี้ความสนใจของนายท่านลิ่นอยู่ที่ลิ่นฉังเฟิงทั้งหมดจึงไม่รับรู้
“กลับมาเถิด…กลับมายังตระกูลลิ่น เจ้ายังเป็น…ผู้สืบทอดของตระกูลลิ่นอยู่” นายท่านลิ่นเอ่ย ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าลับหลังแล้วมีผู้คนไม่น้อยกำลังหัวเราะเยาะเขา เห็นอยู่ว่ามีบุตรชายที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าฉินจื่อซวี่ แต่ก็ยังไล่เขาออกจากบ้าน ยามนี้ตระกูลลิ่นกำลังร่วงโรย ลิ่นฉังเฟิงกลับเป็นคนใหม่ที่มีอนาคตที่สุดในราชสำนัก ทว่าหากให้เขาก้มหัวให้บุตรชายก่อน เขาไม่อาจเสียหน้าเช่นนั้นได้เด็ดขาด ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองลิ่นฉังเฟิงก้าวเดินเฉิดฉายอยู่ในราชสำนัก จากนั้นหันกลับมามองบุตรชายที่อยู่กับตนแล้วก็แอบอิจฉาตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยสองตระกูลที่มีลูกหลานที่ยอดเยี่ยมค้ำชูตระกูล
จนกระทั่งตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจ หากส่งต่อตระกูลลิ่นให้กลับบุตรชายเหล่านี้ในอนาคต เช่นนั้นเกรงว่าตระกูลลิ่นคงได้จบสิ้นแล้วจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิ่นฮั่นทำให้เกิดความสับสนอลหม่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเขา…ในเวลานี้ เขาไม่มีแรงกายและแรงใจที่จะจัดการกับผู้ที่จับจ้องตระกูลลิ่นอีกต่อไปแล้ว
ลิ่นฉังเฟิงหัวเราะเหยียดหยาม เอ่ยเสียงเรียบ “ขอบคุณที่ให้ความสำคัญ คุณชายข้าสบายดียิ่ง นายท่านลิ่นมีเวลาสนใจเรื่องนี้ มิสู้ไปสนใจเรื่องตรงหน้าสักหน่อยเถิด”
ได้ยินเช่นนั้น นายท่านลิ่นจึงทำได้เพียงถอนหายใจ หันกลับไปมองลิ่นฉังอวิ๋น เอ่ย “เรื่องนี้นี่มอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าจะกลับไปก่อนก็แล้วกัน”
“ท่านพ่อ…” ลิ่นฉังอวิ๋นชะงัก ครั้งนี้นายท่านลิ่นดูเหมือนจะวางมือจากอำนาจทุกอย่าง แต่ความจริงแล้วหมายถึงกำลังทอดทิ้งลิ่นฮั่น การแต่งงานของคุณหนูเชื้อสายหลักคนโตของตระกูลลิ่นจะปล่อยให้พี่ชายจัดการง่ายๆ ได้เยี่ยงไร อีกทั้งคุณชายลิ่นที่ยังไม่มีอำนาจเต็มจะเป็นคู่ต่อสู้ของพระชายาชินอ๋องและคนทั้งจวนเกาอี้โหวได้อย่างไร ไม่มีความสนับสนุนจากนายท่านลิ่น ความจริงเขาทำอันใดไม่ได้สักอย่าง
นายท่านลิ่นก็ไม่มองเขาอีก ทหารองครักษ์ด้านหลังคนหนึ่งก้าวขึ้นมาด้านหน้า ประคองนายท่านลิ่นเดินออกไป ตอนเดินผ่านลิ่นฉังเฟิง นายท่านลิ่นถอนหายใจ เอ่ย “ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ยังแซ่ลิ่น มีเวลาก็กลับมาเยี่ยม ถือเสียว่ามาจุดธูปให้แม่เจ้าก็ได้”
ลิ่นฉังเฟิงกัดฟันไม่เอ่ยวาจา สีหน้าแข็งกระด้าง
“ท่านพ่อ…” มองนายท่านลิ่นจากไปโดยไร้ความอาลัยอาวรณ์ ลิ่นฮั่นพลันตกใจ รีบเข้าไปกอดขาเขาเอาไว้ “ท่านพ่อ อย่าไปนะเจ้าคะ ลูกผิดไปแล้ว ฮือ…ลูกสำนึกผิดแล้ว”
นายท่านลิ่นส่งเสียงหยัน ยกเท้าถีบนางออกไป ไม่มีความปรานีแม้เพียงนิด
มองแผ่นหลังของเขาเดินหายออกไปจากหน้าประตู ลิ่นฉังเฟิงยิ้มเย็น เอ่ย “ที่แท้นี่ก็คือความรักของบิดาหรือ คุณชายข้านึกว่าจะมีความสัมพันธ์บิดากับบุตรีที่เหนียวแน่นเสียอีก”
ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของลิ่นฮั่น