หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1207 เจ้าคิดที่จะแย่งคนกับข้าหรือเด็กน้อย!
ตอนที่ 1207 เจ้าคิดที่จะแย่งคนกับข้าหรือเด็กน้อย!
ฉินซีเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงเจ้าเล่ห์อันใด พอพูดมาถึงตรงนี้นางก็ยิ้มออกมาทันที “ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าช่วงนี้คุณชายฉังเฟิงขยันส่งของไปที่บ้านตระกูลเซี่ยนี่” ที่ลิ่นฉังเฟิงทำก็ถือว่าเป็นการประจบประแจงเซี่ยโหว ฮูหยินเซี่ยโหว และคุณชายตระกูลเซี่ยทั้งหลายอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา พร้อมกันนั้นเขาย่อมมีของเล็กๆ น้อยๆ ส่งไปให้เซี่ยเพ่ยหวนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการกระทำอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นการเสียมารยาท เพราะถึงอย่างไรบ้านไหนที่มีบุตรสาวก็ย่อมต้องมีเรื่องเช่นนี้อยู่แล้ว ขอเพียงไม่ใช่การให้และรับอย่างลับๆ ก็พอ
เซี่ยเพ่ยหวนถอนใจพลางกลอกตาอย่างอารมณ์เสีย “เจ้าก็เปลี่ยนเรื่องเก่งจริงนะ”
ฉินซีเอ่ยยิ้มๆ “ที่ไหนเล่า ข้าก็เพียงถามดูเท่านั้นเอง อันที่จริงคุณชายฉังเฟิงก็ไม่เลวนะ ตระกูลของพวกเจ้าก็เหมาะสมคู่ควรกัน เจ้าไม่ชอบเขาจริงๆ หรือ” ไม่ต้องพูดถึงภูมิหลังและตำแหน่งในตอนนี้ของลิ่นฉังเฟิงเลย เพียงหน้าตาและความสามารถก็นับได้ว่าเขายืนอยู่แถวหน้าสุดในหมู่คนรุ่นเดียวกันในจินหลิงแล้ว
เซี่ยเพ่ยหวนถอนหายใจเบาๆ “แล้วเจ้าล่ะ”
เอ่ยเรื่องคนอื่นนั้นง่าย แต่พอกลายเป็นเรื่องของตัวเองก็อดลังเลละล้าละลังไม่ได้ ทั้งสองมองหน้ากันอยู่นานจนหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะทำให้เซวียเสียวเสี่ยวที่กินข้าวอยู่ในห้องด้านนอกยื่นหน้าเข้ามามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น เซี่ยเพ่ยหวนโบกมือเพื่อบอกนางว่าไม่มีอันใด ฉินซีมองหญิงสาวในอาภรณ์สีแดงที่อยู่ข้างนอกก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยความอิจฉา “พอเห็นเสียวเสี่ยวแล้ว ข้ารู้สึกว่าข้าเป็นคนเจ้าเล่ห์มากจริงๆ”
คนที่คิดมากไปก็เป็นได้เพียงคนธรรมดาๆ ที่ทุกข์ร้อนในเรื่องไร้สาระ หากเป็นอย่างเสียวเสี่ยวที่ชอบหนานกงชวี่แล้วถามออกไปตรงๆ พอหนานกงชวี่กล้าแต่ง นางก็กล้าตอบตกลง เรียบง่ายและชัดเจนเพียงใด ในขณะที่นางและเซี่ยเพ่ยหวนกลับไม่สามารถตรงไปตรงมาและชัดเจนแบบเซวียเสียวเสี่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นนางที่เสียนเกอไม่มีใจให้ หรือเซี่ยเพ่ยหวนที่ลิ่นฉังเฟิงมีใจให้ พวกนางก็ดูเหมือนจะลังเลไม่สามารถตัดสินใจได้ไม่ต่างกัน
เซี่ยเพ่ยหวนเองก็ทอดถอนใจ “ก็นั่นน่ะสิ เพราะฉะนั้นแล้วโลกนี้ก็ไม่มีอันใด พวกเราก็ยังคิดมากไปหาเรื่องทุกข์ใจให้ตัวเองทั้งนั้น ดูท่าว่าเจ้ากับข้าจะยังเป็นมนุษย์ปุถุชนกันอยู่ทั้งคู่นะ”
เซี่ยเพ่ยหวนคิดว่านางพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหนานกงมั่วจึงจงใจให้นางมาเยี่ยมฉินซีเป็นพิเศษ ความจริงนางคงหวังว่านอกจากนางจะสามารถปลดปล่อยฉินซีได้แล้ว ก็ยังหวังว่าฉินซีจะสามารถปลดปล่อยนางได้เช่นกันกระมัง คนที่มีปัญหาเดียวกันสองคนมานั่งสนทนาแลกเปลี่ยนกันสักหน่อย บางทีอาจจะคิดอันใดได้ก็ได้
ฉินซีเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน “เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งคู่ก็ไม่ได้น่ารักเหมือนเสียวเสี่ยวน่ะสิ”
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ!” สาวใช้คนหนึ่งกระวีกระวาดเข้ามา ฉินซีขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีอันใดก็ค่อยๆ เอ่ย” สาวใช้เคียงกายนางเหล่านั้นยังอยู่ในช่วงพักรักษาตัว สาวใช้พวกนี้จึงเป็นคนที่ฉินฮูหยินส่งมาใหม่ เซี่ยเพ่ยหวนเองก็สังเกตเห็นว่าสาวใช้หน้าตาไม่คุ้นเลย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอันใดออกไป
สาวใช้ตัวน้อยเอ่ย “ตอบคุณหนู องค์ชายอานจี้…องค์ชายอานจี้พาคนมาสู่ขอท่านเจ้าค่ะ บอกว่าจะให้คุณหนูเป็นชายารอง”
“ว่าไงนะ” ทั้งสองตกตะลึงทันที สาวใช้พยักหน้า “จริงนะเจ้าคะ ตอนนี้องค์ชายอานจี้อยู่ในห้องโถงใหญ่ นายท่านกับคุณชายใหญ่ไม่อยู่ด้วยกันทั้งคู่ ฮูหยินเป็นคนรับแขก” หากนายท่านฉินและฉินจื่อซวี่อยู่แล้วล่ะก็ นางก็คงจะไม่มารายงานเรื่องนี้ให้คุณหนูทราบอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้มีเพียงฮูหยินอยู่คนเดียว…อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงองค์ชาย
เซี่ยเพ่ยหวนปิดปากยิ้มทันทีจากนั้นนางก็ตบไหล่ของสาวใช้ตัวน้อย “เอาล่ะ อย่ากลัวไปเลย ดูหน้าเจ้าสิตกใจใหญ่แล้ว องค์ชายอานจี้แล้วทำไมเล่า”
ฉินซีเองก็ได้สติกลับมา แต่นางกลับไม่ได้ตื่นเต้นเพียงนั้น “เจ้าไปดูทางฝั่งท่านแม่ก่อน ได้ส่งใครไปตามท่านพ่อกับพี่ใหญ่กลับจวนแล้วหรือยัง”
สาวใช้พยักหน้าซ้ำๆ “วันนี้นายท่านออกไปนอกเมืองกับเซี่ยโหวตั้งแต่เช้า คิดว่ากว่าจะกลับมาก็น่าจะดึกหน่อยเจ้าค่ะ ส่วนคุณชายใหญ่อยู่ที่เขตอิ้งเทียน ส่งคนไปตามแล้วเจ้าค่ะ”
“ดีแล้ว ไปเถิด” ฉินซีเอ่ยเสียงเบา
สาวใช้พยักหน้าก่อนจะจากไปด้วยความไม่สบายใจ
ฉินซีขมวดคิ้วเล็กน้อย อดรู้สึกโกรธองค์ชายอานจี้ที่อยู่ๆ ก็โผล่มาผู้นั้นไม่ได้ เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ยปลอบนาง “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ตระกูลฉินไม่มีทางส่งตัวเจ้าแต่งงานไปอยู่ต่างแดนแน่” ฉินซียิ้มน้อยๆ “ข้าเข้าใจเรื่องนั้นดี อย่าว่าแต่ตระกูลฉินเลย ต่อให้เป็นฝ่าบาทก็คงจะไม่ยอมให้หญิงสาวสูงศักดิ์ของจินหลิงแต่งงานไปอยู่ต่างแดนแน่” การแต่งงานก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องละเอียดรอบคอบ คนอื่นส่งองค์หญิงมาแต่งงานที่นี่กับการที่ทางเราส่งองค์หญิงออกไปแต่งงานเป็นคนละเรื่องกัน อดีตฮ่องเต้และฮ่องเต้ไท่ชูต่างก็เป็นผู้นำที่แข็งกร้าว ฝ่าบาทจะไม่มีวันยอมส่งองค์หญิงของตนเองไปแต่งงานแน่ แม้จะเป็นองค์หญิงหรือจวิ้นจู่ปลอมๆ ก็ตาม หากข้าราชบริพารคนไหนที่ว่างมากจนคิดเอาเองว่าจะเสียสละบุตรสาวเพื่อคลายกังวลของฮ่องเต้ก็รอให้ฮ่องเต้ลงดาบได้เลย
กล้าตบหน้าฮ่องเต้ ไม่เพียงแค่เป็นการทำลายตัวเอง แต่ยังพาคนทั้งตระกูลเก้าชั่วโคตรโชคร้ายไปด้วย เพราะฉะนั้นตระกูลฉินจะไม่มีวันยินยอมไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ยยิ้มๆ “ช่างเถิด อานจี้ประเทศเล็กๆ แค่นั้นไม่มีค่าอันใดให้ต้องเอ่ยถึงหรอก แต่ข้าว่าเจ้ารีบตอบตกลงคุณชายเสียนเกอไปเร็วๆ ดีกว่า จะได้ปฏิเสธองค์ชายอานจี้มาสู่ขอถึงที่ไปได้ทันที แต่ถ้าวันไหนมีคุณชายที่ฐานะเหมาะสมทั้งยังหน้าตาดีมาสู่ขอเจ้า เจ้าคิดว่าฉินฮูหยินจะปฏิเสธลงได้อย่างไร”
ฉินซีชำเลืองมองนางทันที “เจ้าจำคำพูดของตัวเองไว้เถิด” เอ่ยจบก็ลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย “เจ้านั่งอยู่ที่นี่ไปก่อน ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ไม่อยู่บ้าน ข้าจะไปดูท่านแม่สักหน่อย” ถึงอย่างไรนางก็เป็นตัวการของเรื่องนี้ ฉินซีคิดว่าองค์ชายอานจี้น่าจะสมองมีปัญหา เขาอยู่จินหลิงมานานขนาดนี้แล้ว ยังมีความงามแบบไหนที่เขาไม่เคยเห็นบ้าง นางเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่งดงามที่สุดในแผ่นดินเสียหน่อย ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจอันใดก็กล้ามาสู้ขอนางถึงที่แบบนี้ คณะทูตอานจี้ไม่ได้ห้ามเขาเลยหรือ
เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ย “ให้พวกข้าไปเป็นเพื่อนเถิด”
ณ โถงรับรองแขกของตระกูลฉิน ฉินฮูหยินกำลังนั่งจิบชาพลางฟังคนจากอานจี้พ่นน้ำลายคุยโวโอ้อวดองค์ชายของตนเองและประเทศอานจี้ ริมฝีปากของนางกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ เหลือบมององค์ชายอานจี้ที่นั่งวางท่าใหญ่โตอยู่ข้างๆ หน้าตาดี มีความสามารถ มีเงิน มีอำนาจ เป็นชายในฝันหรือ เหอะๆ
พวกเขาเห็นนางเป็นฮูหยินที่ไร้ประสบการณ์ไม่เคยเห็นโลกมาก่อนหรืออย่างไร หน้าตาแบบนี้ยังกล้าพูดจาไปเรื่อยเช่นนั้นได้อีก กล้าพูดได้อย่างไรว่าทั้งเก่งและมากความสามารถ คนที่ทั้งเก่งและมากความสามารถในเมืองจินหลิงมีตั้งมากมาย ส่วนเรื่องร่ำรวยมีอำนาจ…ฉินฮูหยินแน่ใจว่าทรัพย์สินส่วนตัวขององค์ชายอานจี้ผู้นี้คงจะเทียบไม่ได้กับสินเดิมที่ตระกูลฉินเตรียมไว้ให้บุตรสาวออกเรือนเสียอีก ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าอานจี้เป็นประเทศเล็กๆ ที่ยากจนและทุรกันดาร
นางยกชาส่งแขกไปเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ก็จนใจที่แขกความคิดอ่านกลวงเกินกว่าจะเข้าใจ ทำเอาฉินฮูหยินถึงกับต้องนิ่วหน้าก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยเสียงที่ไม่ดังหรือเบาเกินไป เอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำลึก “ต้องขอบคุณมากที่องค์ชายของท่านให้ความสำคัญกับบุตรสาวของข้า ทว่าสุขภาพร่างกายของบุตรสาวข้าไม่ดีมาตั้งแต่เล็ก ข้าและบิดาของนางไม่เคยมีความคิดที่จะให้นางแต่งงานไปไกลๆ ได้แต่ต้องปฏิเสธความหวังดีขององค์ชายแล้ว”
ผู้ติดตามที่มาด้วยกันกับองค์ชายอึ้งไปทันที หลังจากที่เหลือบมององค์ชายแล้ว เขาก็ตัดสินใจเอ่ยเยินยอองค์ชายอีกรอบ สมองของพวกเขาไม่ได้มีปัญหาเสียหน่อย ไหนเลยจะฟังไม่ออกว่าตระกูลฉินปฏิเสธ แต่องค์ชายกลับฟังไม่เข้าใจ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรได้
นางพูดชัดเจนเพียงนี้แล้วองค์ชายจะไม่เข้าใจได้หรือ ดังนั้นเขาเองก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาแล้วเช่นกัน องค์ชายอานจี้มองหน้าฉินฮูหยินพลางเอ่ย “ฮูหยิน หรือว่าข้าไม่คู่ควรกับคุณหนูฉินหรือ”
ฉินฮูหยินเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยตอบช้าๆ “เป็นบุตรสาวหม่อมฉันต่างหากที่ไม่คู่ควรกับองค์ชาย” ภาษาทางการทูตโดยแท้
องค์ชายอานจี้ฉวยโอกาสจากคำพูดของนางทันที “ไม่เป็นไร ข้าไม่รังเกียจนาง”
“…” หลังจากเงียบไปสักพัก เฉินฮูหยินก็พูดขึ้น “องค์ชายอานจี้มาเอ่ยเรื่องการแต่งการถึงบ้านหม่อมฉันเช่นนี้ ท่านเคยได้หารือเรื่องนี้กับฝ่าบาทของเราแล้วหรือยัง บุตรสาวตระกูลฉินไม่มีทางเป็นชายารอง ยิ่งไม่อาจแต่งงานไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ขอให้องค์ชายระมัดระวังคำพูดและการกระทำของตนเองด้วย!” ฉินฮูหยินเองก็มองไม่ออกว่านางไม่อาจรักษามารยาทกับองค์ชายผู้นี้ได้เลย ยิ่งนางให้เกียรติเขา เขาก็จะยิ่งคิดว่าตนเองสูงส่งเทียมฟ้า
องค์ชายอานจี้ไม่พอใจที่ถูกฉินฮูหยินปฏิเสธเช่นนี้ หากเป็นที่อานจี้ ถ้าเขาถูกใจหญิงสาวคนไหน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือบุตรสาวของขุนนางผู้มีอำนาจ มีใครบ้างที่จะไม่รีบใส่พานถวายให้เขาอย่างยินดีปรีดา ตระกูลฉินนี่ช่าง…ไม่เห็นความเมตตาของเขาเลยจริงๆ!
“ฉินฮูหยินกำลังดูถูกข้าอยู่หรือ หากข้ายืนกรานจะแต่งให้ได้เล่า! ข้าว่าฝ่าบาทคงไม่ทำให้อานจี้ลำบากใจเพียงเพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวหรอกกระมัง” องค์ชายอานจี้หรี่ตา สีหน้าของเขาฉายแววข่มขู่คุกคาม
ฉินฮูหยินเอ่ยเสียงเย็น สีหน้าของนางก็ไม่ได้ดูใจดีเหมือนเมื่อครู่นี้อีกแล้ว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมองค์ชายไม่ลองดูเล่า ต่อให้ตระกูลฉินของเราจะตกต่ำเลวร้ายกว่านี้ก็ไม่มีวันที่จะขายบุตรสาวเพื่อเกียรติยศหน้าตา!” หากชายผู้นี้ไม่ได้มีสถานะเป็นองค์ชายค้ำอยู่ เมื่อล่วงเกินตระกูลฉินเช่นนี้แล้ว เขาจะออกจากต้าเซี่ยได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ ยากนักที่จะหาคนกล้าทำตัวยโสโอหังในถิ่นของคนอื่นแบบนี้
องค์ชายอานจี้ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืนและจ้องมองฉินฮูหยินด้วยแววตาโหดเหี้ยมทันที
พวกฉินซีที่นั่งอยู่ในห้องด้านในจึงรีบลุกขึ้นทันทีที่ได้ยินว่าข้างนอกตกลงกันไม่ได้ เซวียเสียวเสี่ยวดึงตัวทั้งสองคนไว้พลางชี้มือออกไปข้างนอกเพื่อส่งสัญญาณว่านางจะออกไปดูสักหน่อย ถึงอย่างไรฉินซีและเซี่ยเพ่ยหวนก็เป็นผู้หญิงอ่อนแอที่ไม่มีแรงแม้จะฆ่าไก่ จะให้ด่าคนก็ยังไม่ได้ แล้วพวกนางสองคนออกไปจะมีประโยชน์อันใด
ฉินซียังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก น้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อยของฉินจื่อซวี่ก็ดังขึ้นก่อน “องค์ชายอานจี้ใหญ่โตไม่เบาเลย ในที่สุดก็สร้างความวุ่นวายมาจนถึงตระกูลฉินจนได้ นับถือจริงๆ”
ภายในห้องโถงใหญ่ ฉินฮูหยินที่เห็นบุตรชายของตนเดินเข้ามาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางไม่ได้กลัวองค์ชายอานจี้ ที่นี่คือบ้านตระกูลฉิน ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นนางก็คงไม่ปล่อยให้เขาทำร้ายใครในตระกูลฉินได้แน่ เพียงแต่สมององค์ชายผู้นี้ดูท่าจะไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด แล้วดันมีสถานะพิเศษอีก นางจึงไม่อาจสั่งคนให้อัดเขาแล้วโยนออกไปได้
ข้างๆ ฉินจื่อซวี่ยังมีคุณชายเสียนเกอที่สวมอาภรณ์ขาวแต่มีกลิ่นอายเย็นชา และคุณชายฉังเฟิงที่ยิ้มราวกับกำลังชมการแสดงสนุกๆ อยู่
ผู้ชายสามคนที่แตกต่างกันมากแต่หล่อเหลาพอๆ กันเดินตามกันมาเป็นแถวจนทำให้องค์ชายอานจี้ตาแทบบอด องค์ชายอานจี้ภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง แต่เมื่อมาถึงจินหลิงรูปร่างหน้าตาของเขากลายเป็นรองไปแล้ว ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่กล้าทำอันใดกับฉู่อ๋องผู้งามสง่า เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาจึงยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตาชายหนุ่มรูปงามสามคนนี้ที่มีสถานะเทียบกับฉู่อ๋องไม่ได้มากขึ้นไปอีก
“ท่านแม่” ฉินจื่อซวี่เหลือบมององค์ชายอานจี้เบาๆ ก่อนจะเข้าไปคารวะมารดา
“ฉินฮูหยิน” คุณชายเสียนเกอและลิ่นฉังเฟิงเองก็ก้าวเข้าไปคารวะนาง
ฉินฮูหยินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม สายตาของนางจับจ้องคุณชายเสียนเกออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายเสียนเกอและคุณชายฉังเฟิงมาเยือนถึงที่ แต่ที่นี่กลับ…ไม่อาจต้อนรับให้ดีได้ ต้องขออภัยจริงๆ” หากเทียบกับองค์ชายอานจี้ผู้นั้นแล้ว คุณชายเสียนเกอมองแล้วสบายตาสบายใจมากกว่าเขาเป็นร้อยเท่า
ลิ่นฉังเฟิงประสานมือพร้อมรอยยิ้ม “ฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเรารู้จักจื่อซวี่มาไม่ใช่แค่ปีสองปี เมื่อครู่นี้ข้าบังเอิญได้ยินว่าที่จวนมีเรื่องก็เลยมาร่วมครึกครื้นด้วย หวังว่าฮูหยินจะไม่ถือโทษโกรธเคือง”
“ไม่หรอก” ฉินฮูหยินมองพวกเขาทุกคนก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อจื่อซวี่กลับมาแล้ว ตรงนี้ก็มอบให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกัน แม่ยังมีเรื่องต้องทำอีก”
ฉินจื่อซวี่พยักหน้าและเอ่ยด้วยความเคารพ “น้อมส่งท่านแม่”
ฉินฮูหยินพยักหน้าให้แขกทั้งสอง ก่อนจะเดินเข้าไปทางโถงด้านหลังโดยไม่แม้แต่จะชายหางตาไปมององค์ชายอานจี้อีก
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่เงียบลงทันที ลิ่นฉังเฟิงมององค์ชายอานจี้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย จากนั้นก็กวาดสายตามองขาของเขาด้วยความงุนงง เสียนเกอลงมือเบาอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แค่ไม่กี่วันหมอนี่ก็ออกมาโลดแล่นได้อีกครั้งแล้วหรือ
คุณชายเสียนเกอเหลือบมองเขาเล็กน้อยไม่เอ่ยอันใด
ฉินจื่อซวี่นั่งลงตรงตำแหน่งเหนือสุดก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “กระหม่อมได้ยินมาว่าหลายปีมานี้สภาพอากาศที่อานจี้ดี บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ทหารแข็งแกร่ง ม้าก็แข็งแรง ก็คงเป็นดังคำล่ำลือจริงๆ ถึงทำให้องค์ชายอานจี้สามารถมาทำตัวหยาบคายถึงจวนตระกูลฉินได้”
มุมปากของผู้ติดตามทั้งสองคนกระตุกทันที หากอานจี้อากาศดีทหารและม้าแข็งแกร่ง พวกเขาจะต้องถ่อมาแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ถึงต้าเซี่ยทำไมกัน
องค์ชายอานจี้เองก็รู้แล้วว่าท่าทีของเขาเมื่อครู่นี้แข็งกร้าวเกินไป เมื่อนึกถึงเรื่องของตระกูลฉินที่ผู้ติดตามของเขาเล่าให้ฟังแล้ว ก็กระแอมเบาๆ ก่อนจะเอ่ย “พี่ฉิน ข้าให้ความสำคัญกับคุณหนูฉินจริงๆ ขอให้พี่ฉินพิจารณาด้วย” ฉินจื่อซวี่แค่นเสียงเบาๆ ในขณะที่มองผ่านคุณชายเสียนเกอที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “หืม? บุตรสาวตระกูลฉินใช่ว่าจะแต่งไปกับใครก็ได้ ในเมื่อองค์ชายอานจี้บอกว่าจะแต่งงานกับนาง ไม่ทราบว่าองค์ชายมีบ้านอยู่ในเมืองจินหลิงหรือไม่ เตรียมสินสอดไว้เท่าไหร่ ตำแหน่งพระชายาเอกยังว่างอยู่หรือ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ…ต่อให้องค์ชายจะแต่งเข้าก็ตาม ตระกูลฉินก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะเลี้ยงคนโดยเปล่าประโยชน์ องค์ชายอานจี้ก็น่าจะทูลขอตำแหน่งราชการจากฝ่าบาทเพื่อแสดงความจริงใจหรือไม่”
องค์ชายอานจี้อึ้งไปทันที “หมายความว่าอย่างไร”
ฉินจื่อซวี่พูดอย่างสงบ “ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ น้องสาวของกระหม่อมจะไม่แต่งไปอยู่ที่อื่นนอกจากที่จินหลิงนี่ หากองค์ชายอานจี้มีความจริงใจต่อนาง ต่อไปก็จะต้องอาศัยอยู่ที่จินหลิงอย่างถาวร”
อานจี้ยากจนก็จริงแต่ก็ยังเป็นประเทศ จะให้องค์ชายอานจี้ยอมสละตำแหน่งและโอกาสที่จะได้ครองบัลลังก์ในอนาคตเพียงเพื่อจะแต่งงานกับคุณหนูคนหนึ่งในเมืองจินหลิง จะเป็นไปได้อย่างไรกัน
“คุณชายฉิน…กำลังล้อข้าเล่นกระมัง” องค์ชายอานจี้เอ่ย
สีหน้าของฉินจื่อซวี่ดำมืดลงเล็กน้อย “กระหม่อมหรือจะเอาชื่อเสียงของกุลสตรีในห้องหอมาล้อเล่น! องค์ชายอานจี้พูดเช่นนี้ หรือท่านกำลังเล่นสนุกกับตระกูลฉินของกระหม่อมงั้นหรือ”
ผู้ที่ติดตามเขาอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ตระกูลฉินกำลังบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ชัดๆ”
ฉินจื่อซวี่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างสบายๆ “ตระกูลฉินไม่เคยบังคับให้ใครต้องทำสิ่งใดที่ลำบากใจ องค์ชายของพวกท่านมาที่นี่เพื่อรับความอัปยศเองไม่ใช่หรือ อีกอย่างต่อให้องค์ชายจะทำตามเงื่อนไขเหล่านั้นได้จริงๆ น้องสาวของกระหม่อมก็ไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานกับท่าน เพราะถึงอย่างไร…คนที่ต้องการจะมาเป็นลูกเขยของตระกูลฉินก็ต้องผ่านเกณฑ์ทั้งเรื่องหน้าตาและความสามารถด้วย”
ลิ่นฉังเฟิงดูเรื่องสนุกไปก็กลัวว่าเรื่องจะไม่ใหญ่พอ เขาพับเก็บพัดและใช้มันชี้ไปยังคุณชายเสียนเกอที่นั่งอยู่ข้างๆ ตนเองพลางเอ่ย “อย่างน้อยก็ต้องหน้าตาแบบนี้ แย่กว่ากระหม่อมผู้นี้เพียงเล็กน้อย”
องค์ชายอานจี้สีหน้ามืดครึ้มลงทันทีและมองไปทางคุณชายเสียนเกอ
คุณชายเสียนเกอสวมอาภรณ์สีขาวราวหิมะทั้งตัว เขาดูสบายๆ และเป็นอิสระกว่าฉินจื่อซวี่และลิ่นฉังเฟิงที่อยู่ในเครื่องแบบราชสำนัก ใบหน้าที่หล่อเหลาและสีหน้าเย็นชาของเขาในเวลานี้ทำให้องค์ชายอานจี้อดที่จะนึกถึงหิมะบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของอานจี้ในฤดูหนาวไม่ได้ พอหันไปเห็นคุณชายฉังเฟิงที่มีใบหน้าหล่อเหลาไม่บันยะบันยังและรอยยิ้มถือดีในชุดราชสำนักสีแดงทั้งตัวนั้นแล้ว เปลวไฟเล็กๆ ที่เรียกว่าความริษยาก็ลุกโชนขึ้นในใจของเขา องค์ชายอานจี้ชี้ไปที่คุณชายเสียนเกอพลันเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะแย่งคนกับข้าหรือเด็กน้อย!”