จากหมอเทวดาสู่ป๊ะป๋าสายเปย์ - บทที่ 835 เรื่องสำคัญของชีวิต
บทที่ 835 เรื่องสำคัญของชีวิต
โจวอี้มองจ้านหลิงอวิ๋นด้วยสายตาฉงน
อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ทุกกองกำลังในโลกผู้ฝึกยุทธ์มีเคล็ดวิชาที่เป็นมรดกตกทอดที่ถ่ายทอดให้ลูกหลานของตัวเอง ถึงจะมีน้อยคนได้ฝึก แต่พวกเขาก็เป็นอัจฉริยะยอดฝีมือกันทั้งนั้น”
“มีคนในสำนักโอสถแข็งแกร่งกว่าผมไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“ไม่มี” อีกฝ่ายตอบ
“ไม่มีเลยเหรอครับ?” เขาอึ้งไป
“คนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ใครจะแข็งแกร่งได้เท่านาย ถึงจะมีบางคนเกือบเทียบเท่าได้ก็ไม่มีใครเหนือไปกว่านายหรอก” จ้านหลิงอวิ๋นหัวเราะก่อนจะหันไปมองจีชางฉยงและถามว่า “ถ้าเดาไม่ผิด ต่อให้ตระกูลจีมีอัจฉริยะที่เก่งกว่าหลี่ชิงเฉิง คุณเองก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าโจวอี้หรือเปล่าใช่ไหมล่ะ?”
“อะแฮ่ม ก็จริง” จีชางฉยงกระแอมสองครั้ง “อย่างมากก็สมน้ำสมเนื้อกันเท่านั้นแหละ”
“ฮ่า ๆ!”
จ้านหลิงอวิ๋นยิ้มเยาะด้วยแววตาวูบไหวอย่างย่ามใจ
สมน้ำสมเนื้อกันอย่างนั้นหรือ?
เป็นไปได้ด้วยหรือ?
ตระกูลจีมีอัจฉริยะหัวกะทิอายุเท่าเขาที่สามารถผ่านการทดสอบการขึ้นสู่บันไดสวรรค์ที่แปดบนเขาในเขตแดนคุนหลุนด้วยหรือ?
โจวอี้ใจเต้นระรัว ความภาคภูมิใจที่ก่อตัวขึ้นพังทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการรู้สถานการณ์ของลูกสาว เขาจึงถามว่า “ผู้อาวุโสจี ตอนนี้ลูกสาวของผมเป็นยังไงบ้างครับ?”
“เธอสบายดีมากเลยล่ะ” อีกฝ่ายยิ้ม “ลูกสาวนายฝากตัวเป็นศิษย์ของจีหงเสาแล้ว ตอนนี้กำลังได้รับของรับขวัญอยู่”
“ของรับขวัญอะไรกันครับ?” โจวอี้รีบถาม
“เคล็ดวิชาหล่อหลอมเสินหนง”
โจวอี้งุนงง เขาหันไปมองจ้านหลิงอวิ๋น
อีกฝ่ายจึงอธิบายเสียงเรียบ “เคล็ดวิชาหล่อหลอมเสินหนงเป็นหนึ่งในสามเคล็ดวิชาสำคัญของตระกูลจีแห่งดินแดนเสินหนง มันเป็นการฝึกยุทธ์ด้านร่างกายขั้นต้น ฟันแทงไม่เข้า ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ถือว่าเหมาะกับเหมียวเหมี่ยวที่สุดแล้วในตอนนี้”
เมื่อโจวอี้เข้าใจ เขาก็ถึงกับนึกยินดีด้วยซ้ำ
ต่อให้จีหงเสาไม่ได้ถามความเห็นของเขาและรับลูกสาวเป็นศิษย์โดยพลการ เธอก็ยังถ่ายทอด ‘เคล็ดวิชาหล่อหลอมเสินหนง’ ให้ลูกสาวที่ต้องการมันในตอนนี้มากที่สุด เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
โจวอี้รู้สึกว่าเธอคนนี้หวังดีกับลูกสาวเขา อย่าว่าแต่ยอมให้นับถือเป็นอาจารย์เลย ต่อให้เขาไปทำความเคารพเธอก็ไม่มีปัญหา
เย็นวันนั้น โจวเหมียวเหมี่ยวตามจีหงเสาออกมาจากโรงยิมด้วยสีหน้าซีดเซียว
ถังหว่านเห็นสภาพลูกสาวแล้วก็โผกอดเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมแขนด้วยความปวดใจ
“ผู้อาวุโสจี เหมียวเหมี่ยวฝึกวิชา ‘หล่อหลอมเสินหนง’ มาเหรอครับ?” โจวอี้โพล่งถาม
“โจวอี้ นายไม่ควรเรียกฉันว่าผู้อาวุโสจีแล้ว ต่อไปต้องเรียกฉันว่าพี่ใหญ่จี!” จีหงเสายิ้ม
“เรื่องนี้…” เขาลังเลใจไปชั่วขณะ แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมา “ครับ พี่ใหญ่จี”
“เหมียวเหมี่ยวฉลาดและเรียนรู้ได้ไวมาก อัจฉริยะที่เก่งที่สุดในตระกูลจียังใช้เวลามากกว่าสิบวันในการฝึก ‘เคล็ดวิชาหล่อหลอมเสินหนง’ แต่เหมียวเหมี่ยวเรียนรู้ได้ภายในสี่วัน! ทำเอาฉันตกใจมากเลยล่ะ” เธอบอกด้วยความพึงพอใจ
“ขอบคุณมากครับพี่ใหญ่จี” โจวอี้ประสานมือคำนับขอบคุณ
“เธอเป็นศิษย์ของฉันแล้วก็ควรได้ฝึกวิชา ‘เคล็ดวิชาหล่อหลอมเสินหนง’ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอบคุณฉันหรอก” จีหงเสาพูดจบก็ส่งยิ้ม “นายเองก็คงรู้ดีว่าเรามาหาที่นี่ทำไม เราเอาโอสถสารีริกธาตุที่ติดค้างไว้อีกแปดขวดมาด้วย เตรียมแก่นวิญญาณไว้หรือยัง?”
“เตรียมไว้พร้อมแล้วครับ” โจวอี้บอก
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา
กล่องไม้ขนาดใหญ่ได้ลอยขึ้นมาภายในห้องกว้างบนชั้นสอง
โจวอี้กลับมาที่ห้องรับแขกชั้นล่าง เมื่อลดมือลง กล่องไม้ยี่สิบห้ากล่องก็ทยอยวางลงบนพื้น
“แต่ละกล่องมีแก่นวิญญาณสี่พันแก่นครับ รวมแล้วเป็นแสนแก่น พี่ใหญ่จีนับดูได้เลยครับ!” โจวอี้บอกพร้อมรอยยิ้ม
“อื้ม!”
เธอใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบดู เพียงไม่กี่วินาทีก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “แก่นวิญญาณครบถ้วนหนึ่งแสนแก่น”
ทันทีที่เอ่ยจบ เธอก็หยิบโอสถออกมายื่นให้โจวอี้ทีละขวด “แต่ละขวดมีโอสถสารีริกธาตุอยู่ในนั้น รวมแล้วแปดขวด เท่านี้เราก็ถือว่าแลกเปลี่ยนกันเรียบร้อยแล้ว”
โจวอี้เก็บขวดยาเข้าไปในพื้นที่ของเรือเงาอย่างอารมณ์ดีหลังจากที่ได้ตรวจสอบดู
จีชางฉยงเดินทางกลับทันทีหลังจากร่ำลาพวกเขาทั้งสาม
ส่วนจีหงเสานั้นอยู่ต่อ เธอรับโจวเหมียวเหมี่ยวเป็นศิษย์แล้ว จึงตั้งใจจะอยู่สอนเคล็ดวิชาให้เด็กหญิงตัวน้อยต่ออีกหลายเดือน โจวอี้เองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่าตนเองได้ค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่ เพราะในจังหวะที่จีหงเสาบอกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ เขาบังเอิญเห็นจ้านหลิงอวิ๋นยกยิ้มที่นาน ๆ ทีจะปรากฏให้เห็น
“ท่านลุงครับ ผมนึกบางอย่างได้” โจวอี้นั่งลงบนโซฟาและเหลือบมองจีหงเสาที่นั่งโซฟาตรงกันข้าม ก่อนจะยิ้มให้จ้านหลิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ห่างออกไปพร้อมดาบในมือ
“เรื่องอะไร?”
“ผมได้ยินจูเก่อฉิวบอกว่า ดูเหมือนผู้อาวุโสเยว่หลี่เซินเหม่ยจากตระกูลเยว่หลี่ในคุนหลุนจะสนใจในตัวคุณ จริงหรือเปล่าครับ?” โจวอี้ถามพลางยิ้มล้อ
“เงียบไปเลย” อีกฝ่ายกระซิบ
เจ้าตัวชำเลืองมองจีหงเสาและเห็นว่าอีกฝ่ายก็มองมาที่ตน จึงรีบหันหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิดทันที
“ท่านลุงครับ ในสำนักโอสถ นอกจากอาจารย์แล้ว คุณก็เป็นผู้อาวุโสที่ผมเคารพรักที่สุด อายุเกือบร้อยแล้วแต่ก็ยังไม่มีความรักเลยใช่ไหมครับ? อาจารย์ผมเองก็เคยบ่นมาก่อน บอกว่าคุณเอาแต่ฝึกยุทธ์ไม่คิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เลย จนคิดว่าคุณคงจะไม่มีลูกหลานแล้ว” โจวอี้ยิ้ม
“โจวอี้ นาย…”
“ท่านลุง อาจารย์ของผมกลุ้มใจก็เพราะคุณ ในฐานะศิษย์ ผมเองก็ควรช่วยแบ่งเบาภาระ รวมถึงเรื่องความรักของคุณด้วย”
“ไม่จำเป็น”
“จำเป็นครับ”
หลังจากที่โจวอี้พูดจบ เขาก็หันไปมองจีหงเสา “พี่ใหญ่จีครับ ดูเหมือนผมจะได้ยินมาว่าคุณก็ยังไม่ได้แต่งงาน คิดยังไงกับท่านลุงของผมครับ?”
“หา?”
รอยยิ้มบนหน้าเธอแข็งค้างไปทันที
เธอนึกไม่ถึงเลยว่าโจวอี้จะปากกล้าขนาดนี้ ไม่เพียงแต่จะแซวท่านลุงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังลากเธอเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เรื่องสำคัญของชีวิต[1]อย่างนั้นหรือ?
มีชีวิตอยู่มาหกสิบย่างเจ็ดสิบ เธอยังไม่เคยคิดถึงเรื่องสำคัญของชีวิตมาก่อน เป้าหมายสูงสุดของเธอก็คือการสำเร็จยุทธ์ระดับเทพแปลง
เธอมองจ้านหลิงอวิ๋นและเห็นว่าอีกฝ่ายที่มักทำหน้าเฉยเมย ทว่าตอนนี้กลับ… แดงเรื่อขึ้นมา?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
แต่เขา…เขาก็ดูเข้าท่าอยู่ไม่น้อยนะ
หน้าตาดี รูปร่างดี นิสัยดี
อายุยังไม่เหยียบร้อยปีก็อยู่ระดับผสานเต๋าขั้นปลายแล้ว ต่อไปคงมีโอกาสสูงที่จะไปถึงระดับเทพแปลง
และเป้าหมายของเธอเองก็คือระดับเทพแปลงเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ถ้าหาก…
จีหงเสาครุ่นคิด จิตใจที่ไม่เคยสะทกสะท้านมาก่อนกลับหวั่นไหว
“ท่านลุง พี่ใหญ่จี ว่ายังไงครับ? การไม่มีทายาทสืบสกุลถือว่าเนรคุณ ผมรู้ว่าพวกคุณสนใจแต่การฝึกยุทธ์และอยากเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลง แต่จะละเลยเรื่องสำคัญในชีวิตไม่ได้นะครับ! ชีวิตนี้ต้องมีคู่คิดคอยเคียงข้าง ช่วงเวลาที่อยู่บนโลกใบนี้จะได้ไม่เสียเปล่าไงครับ” โจวอี้กล่าวพลางหัวเราะ
[1] เรื่องสำคัญของชีวิต ในจีนหมายถึงการแต่งงาน