เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ - บทที่ 810 ที่บ้านมีแม่นางแปลกหน้าเพิ่มมาคนหนึ่ง
- Home
- เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ
- บทที่ 810 ที่บ้านมีแม่นางแปลกหน้าเพิ่มมาคนหนึ่ง
บทที่ 810 ที่บ้านมีแม่นางแปลกหน้าเพิ่มมาคนหนึ่ง
จูอู่ได้ยินดังนั้นก็มองมาอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่รอง…”
ท่านพูดล้อเล่นอะไร เรื่องนี้มีพิรุธชัด ๆ แต่ท่านกลับรับปากไปทั้งอย่างนี้เนี่ยนะ?!
จูเอ้อร์ถลึงตาใส่เขา “ทำไม เรื่องนี้ข้ายังจะตัดสินใจไม่ได้? ข้าเป็นพี่เจ้าหรือเจ้าเป็นพี่ข้ากันแน่?”
เอาเถอะ นี่คือพี่ชายของเขา ก่อนที่เขาจะหาหลักฐานออกมาได้ก็ไม่สะดวกจะโต้แย้งจริง ๆ นั่นแหละ จูอู่ได้แต่ดึงจูเหล่าโถวเข้ามาอย่างไร้ทางเลือก “เรื่องนี้ควรถามท่านพ่อไม่ใช่หรือ?”
จูเหล่าโถวที่ถูกพาดพิงพลันทำอะไรไม่ถูก “หืม?”
ข้าตัดสินใจเรื่องนี้ได้ด้วย?
จริงด้วย เมียเฒ่าไม่อยู่ ตอนนี้คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านก็คือข้า…
ช้าก่อน ทำไมเมียเฒ่าไม่อยู่ คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านถึงเป็นข้า? ตอนนางอยู่กลับไม่ใช่ข้า?
ความสงสัยในชั่วขณะนั้นยังไม่ทันได้ขบคิดให้กระจ่างก็ถูกจูเอ้อร์ถามแทรกขึ้นมา
“ท่านพ่อ ท่านก็คิดว่าแม่นางเปี้ยนน่าสงสารเหมือนกันใช่ไหมขอรับ รับนางไว้คงไม่มีปัญหาอันใดกระมัง?” จูเอ้อร์กล่าว “ถ้าท่านแม่อยู่ด้วย จะต้องรับปากแน่นอน…”
“นี่ พี่รอง ท่านอย่ามาชี้นำท่านพ่อสิเจ้าคะ ท่านแม่จะรับปากหรือไม่ พวกเราไม่มีใครรู้เสียหน่อย” จูปาเม่ยพูดแทรกเขา
จูเอ้อร์แย้งกลับ “ทำไมจะไม่รับปาก? ตอนแรกมีหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย หลังจากนั้นยังมีเด็กสกุลหลี่ว์สามคนนั้นอีก ท่านแม่ก็ตัดสินใจรับไว้หมดเลยไม่ใช่รึ? พวกเจ้าเคยเห็นท่านแม่ปฏิเสธด้วย?”
คนสกุลจูไม่อาจแย้งได้ “…”
“ท่านแม่เป็นคนดีมีน้ำใจ ไฉนเลยจะเหมือนที่พวกเจ้าพูด? ไม่รู้วัน ๆ คิดอะไรกันอยู่” ว่าแล้ว จูเอ้อร์ก็หันมาหาจูเหล่าโถว “ท่านพ่อ ท่านเห็นด้วยไหมขอรับ?”
“อ้อ” จูเหล่าโถวไม่กล้าตัดสินใจเรื่องนี้
เมียเฒ่ากล้ารับเลี้ยงคน นั่นเป็นเพราะนางมีปัญญาเลี้ยง แต่ถ้าเขากล้ารับคนเอาไว้…
กล่าวตามตรง ตอนนี้เขาเลี้ยงตัวเองยังไม่รอด ต้องอาศัยภรรยาและพวกลูกชายเลี้ยงดู
ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วเมียเฒ่ากล่าวโทษมาถึงเขา เขามิต้องถูกไล่ออกจากบ้านเลยรึ?
ก่อนหน้านี้ทำให้เมียเฒ่าไม่พอใจมาแล้ว คราวนี้เขาไม่อยากทำให้นางโมโหอีก
ลังเลอยู่นานสองนาน เขาค่อยพูดเสริมมาว่า “เรื่องนี้พวกเจ้าพี่น้องคุยกันเองเถอะ พวกเจ้าโตกันหมดแล้ว เป็นพ่อคนแล้ว ถึงเวลาตัดสินใจเองได้แล้ว…”
จูอู่ไม่เข้าใจบิดาของตนเองเอาเสียเลย เขารู้สึกว่าหมดคำจะพูด
ตอนที่ท่านแม่อยู่ด้วย ท่านก็เอาแต่ร่ำร้องอยากจะตัดสินใจ ตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่ เปิดโอกาสให้ท่านแล้ว ท่านกลับไม่คว้าเอาไว้เสียอย่างนั้น?
คิดไม่ถึงว่าบิดาจะพึ่งพาไม่ได้เช่นนี้ จูเอ้อร์ยังมีท่าทีแข็งกร้าว ยืนกรานว่าจะรับคนเอาไว้ให้ได้ จูอู่ก็จนปัญญา
“พี่จูเอ้อร์ ขอบคุณนะเจ้าคะ…” เปี้ยนชิวอิ่งกล่าวขอบคุณจูเอ้อร์ ดวงตามีน้ำตาคลอหน่วย
ไม้นี้ใช้ได้ผลกับจูเอ้อร์ยิ่งนัก น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงมาก “ไม่ต้องขอบคุณ นี่เป็นเรื่องที่พวกข้าสมควรทำ พวกข้าคนสกุลจูเป็นคนมากน้ำใจ เจ้าสบายใจเถอะ มาถึงบ้านพวกข้า เจ้าก็ปลอดภัยแล้ว อยากอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”
“พี่จูเอ้อร์…” เปี้ยนชิวอิ่งซาบซึ้งใจยิ่ง
“แม่นางเปี้ยน…”
……
หลิวซื่อเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้าจูเอ้อร์ มองเปี้ยนชิวอิ่งตาขวาง “อยู่ให้ห่างจากสามีข้านะ”
“เจ้าทำอะไร?” จูเอ้อร์ยังตำหนินาง “ไปว่าแม่นางเปี้ยนทำไม นางน่าสงสารมากพอแล้ว”
“เจ้าไม่เห็นสายตาของนางรึ? นางกำลังยั่วยวนเจ้าอยู่นะ…” หลิวซื่อกล่าวอย่างโมโห
จูเอ้อร์ประหลาดใจ มองเปี้ยนชิวอิ่งอย่างอดไม่ได้
ประจวบกับสายตาที่มองมาของเปี้ยนชิวอิ่งสะท้อนแววเขินอายพอดี นางยังอธิบายอย่างร้อนใจ “พี่สะใภ้รอง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเปล่านะ ข้าไม่ได้ทำ…”
“เจ้าเห็นไหม แม่นางเปี้ยนบอกว่าไม่ได้ทำ มีแต่เจ้านั่นแหละคิดไปเอง” จูเอ้อร์กล่าวเป็นเชิงตำหนิ “ท้องโตขนาดนี้แล้ว ตั้งใจดูแลครรภ์ไปเถอะ อย่าทำผิดต่อลูกชายของข้า”
จูเอ้อร์ยังให้ความสำคัญต่อเด็กในท้องหลิวซื่อมากทีเดียว ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นลูกชายคนแรกของเขา
หลิวซื่อคิดถึงว่าตนเองใกล้จะคลอดแล้วก็มีความมั่นใจขึ้นมา ส่งสายตาท้าทายให้เปี้ยนชิวอิ่งขณะกล่าวกับจูเอ้อร์ “จะเป็นลูกชายหรือเปล่าข้าไม่กล้ารับรองหรอก ท่านแม่ชอบเด็กผู้หญิงนี่นา ตอนนี้ข้าลำบากใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าควรคลอดลูกชายให้เจ้าหรือคลอดหลานสาวให้ท่านแม่ถึงจะดี…”
จูเอ้อร์นึกถึงเรื่องที่มารดาโปรดปรานเด็กผู้หญิงก็ลำบากใจอยู่บ้าง แต่ครั้นคิดถึงว่ากว่าจะตั้งครรภ์ได้ก็ไม่ง่ายเลย ทันใดนั้นก็พลันตัดสินใจ “ท่านแม่ชอบเด็กผู้หญิง คราวหลังเจ้าค่อยคลอดหลานสาวให้ท่านแม่ เจ้าคลอดลูกชายสักคนให้ข้าก่อน”
ไม่มีลูกชายก็ไม่มีที่พึ่ง ถ้าต่อไปหลิวซื่อไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีกเล่า?
คลอดลูกชายสักคนก่อนจะปลอดภัยกว่า
ยามนั้น ความคิดของจูเอ้อร์มีเพียงหลิวซื่อกับลูกชาย หาได้มีความคิดเป็นอื่น
น่าเสียดายที่หลิวซื่อไม่ได้คิดเช่นนั้น จูเอ้อร์ปกป้องเปี้ยนชิวอิ่งถึงเพียงนั้น จะต้องมีความคิดที่ไม่สมควรมีเป็นแน่
นางเห็นว่าจูเอ้อร์อยากได้ลูกชายขนาดนั้นก็เชิดหน้า พูดข่มว่า “ฮึ นั่นต้องดูการแสดงออกของเจ้าอีกที ถ้าเจ้าทำตัวดี ข้าค่อยพิจารณาเรื่องลูกชาย อีกอย่าง ข้าต้องเตือนเจ้าก่อนนะว่าเมื่อก่อนท่านแม่ตั้งกฎบ้านเอาไว้แล้วว่าถ้าผู้ชายสกุลจูอายุสี่สิบแล้วยังไม่มีลูกชายถึงจะสามารถรับอนุภรรยาได้ เจ้าอย่าได้คิดเหลวไหล”
จูเอ้อร์หมดคำจะพูด “ต่อหน้าแม่นางเปี้ยน เจ้าพูดอะไรของเจ้า?”
เปี้ยนชิวอิ่งลอบตกใจ คิดไม่ถึงว่าครอบครัวชาวบ้านชนบทแบบนี้จะมีกฎเช่นนี้ด้วย
นางลอบสำรวจเรือนสกุลจู ‘บ้านโกโรโกโสแบบนี้ แค่เห็นก็รู้ว่าอัตคัดขัดสน’
มีก็แต่รูปลักษณ์ภายนอกของผู้ชายพวกนี้ที่พอดูได้
แต่เรื่องนี้มีประโยชน์อะไร? จนก็คือจน ทั้งชีวิตก็เป็นได้แค่ชาวนา…
ในใจเต็มไปด้วยความเดียดฉันท์
ถ้าไม่ใช่เพราะไร้ที่ไป นางไม่มีวันมาที่นี่เป็นอันขาด
คาดว่าจูต้าเองก็คงคาดไม่ถึงว่าเขาแค่กลับมาช้าหน่อยเท่านั้น ที่บ้านกลับมีแม่นางแปลกหน้าเพิ่มมาคนหนึ่ง
เขามีสีหน้าประหลาดใจ “มาจากไหนเนี่ย?”
“พี่ใหญ่ ได้ยินว่าพี่รองเป็นคนยืนกรานให้นางอยู่ที่นี่ขอรับ” จูซื่อรู้เรื่องมาจากจูอู่แล้ว
ช่วยไม่ได้ จูอู่ต้องการให้คนอื่นยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเขา จึงลงมืออย่างรวดเร็ว
จูต้ากลับไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงพูดว่า “ในเมื่อให้อยู่ด้วยก็อยู่ด้วยสิ ก็แค่เพิ่มตะเกียบคู่เดียวเท่านั้นเอง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงก็ได้ยินจูซื่อกล่าวอย่างประหลาดใจ “พี่ใหญ่ นี่ใช่เรื่องตะเกียบคู่เดียวเสียที่ไหน ท่านอย่าลืมนะว่าตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่บ้าน ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ท่านจะอธิบายกับท่านแม่อย่างไรขอรับ?”
จูต้าอึ้งไป
“ท่านคิดว่าด้วยนิสัยของท่านพ่อ เขาจัดการเรื่องในบ้านได้หรือขอรับ? ถ้าทำได้ ท่านพ่อก็คงไม่ฟังคำพี่รองแล้ว ในเมื่อท่านพ่อจัดการไม่ได้ คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจก็สมควรเป็นท่าน แต่พี่รองกลับตัดสินใจข้ามหน้าข้ามตาท่านแบบนี้ พี่รองเป็นคนตัดสินใจก็จริง แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ท่านคิดว่าท่านแม่จะไม่ตำหนิท่านงั้นหรือ?” จูซื่อกล่าวอย่างมีเหตุผลจนสามารถโน้มน้าวจูต้าได้สำเร็จ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเพิ่มคนกินข้าวมาหนึ่งคนแล้วครอบครัวจะเลี้ยงไม่ไหว แต่ถ้ามารดาที่เดินทางไกลกลับมาแล้วพบว่ามีปัญหา ความรับผิดชอบก็จะตกมาที่พี่ใหญ่อย่างเขา
จูต้าไม่ได้คิดจะสร้างความดีความชอบระหว่างที่มารดาไม่อยู่ แต่ก็ไม่มีทางยอมแบกรับความผิดแทนคนอื่นเป็นอันขาด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไปหาจูเอ้อร์
อีกด้านหนึ่ง หลี่ซื่อกับหลินซื่อที่กลับมาจากข้างนอกไปลอบสังเกตเปี้ยนชิวอิ่งได้สักพักแล้ว
เห็นแม่นางผู้นี้มีรูปร่างบอบบาง ใบหน้ามีน้ำมีนวล สิบนิ้วเรียวงาม แค่เห็นก็รู้ว่าไม่ใช่สตรีที่เติบโตมาในครอบครัวชาวนา แต่กลับเหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่มากกว่า