เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ - บทที่ 831 จำต้องยอมรับ
บทที่ 831 จำต้องยอมรับ
เมื่อนึกตามคำของผู้อาวุโส จูต้าก็เกิดความรู้สึกหลายอย่างอัดแน่นในใจ
นี่เป็นเพียงที่ดินผืนใหญ่ไม่ใช่หรือ?
ทว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับ ‘ที่ดินผืนนี้’ เมื่อมารดาของเขากลับมา เกรงว่านางจะถลกหนังของพวกเขาเอาได้น่ะสิ
ครอบครัวจะร่ำรวยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้แล้ว
เปี้ยนชิวอิ่งผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าจะได้ยินอะไรบ้าง แต่ผลปรากฏว่า…
“แม่นางเปี้ยน จำอะไรได้หรือไม่?” ผู้อาวุโสถามนาง
“ข้าเพิ่งมาถึงจึงยังไม่ได้ดูโดยละเอียด…” นางเอ่ยแก้ตัว
“เช่นนั้นก็รีบดูให้ดีเถิด พริกของสกุลจูจะรอดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
เปี้ยนชิวอิ่ง “…”
พวกท่านทั้งสกุลยังรักษามันไม่ได้ แล้วข้าจะมีปัญญาได้อย่างไรเล่า!
ใจนางคิดเช่นนั้น แต่เอ่ยปากออกมาไม่ได้ เปี้ยนชิวอิ่งไร้ซึ่งหนทาง ได้แต่ทำทีก้มหน้าจ้องมองต้นพริก
มันทำให้นางนึกบางอย่างขึ้นมาได้จริง ๆ
“ข้าจำได้ว่าตอนที่ท่านพ่อปลูกพริก เขาบอกว่ามันอ่อนไหวมาก ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว แห้งหรือเปียก ง่ายต่อการทำให้เกิดปัญหาทั้งนั้น…”
จูเอ้อร์ตกใจ “แม่นางเปี้ยนจำได้แล้วหรือ!”
นางชะงัก “เดิมทีคิดออกแล้ว แต่ท่านมาพูดขัดจึงลืมไปอีกแล้ว”
“เจ้ารอง” จูต้าบอกให้น้องชายหลีกไปด้านข้าง ไม่ให้ขวางทางแม่นางเปี้ยน
เปี้ยนชิวอิ่งจำได้จริง เพียงแต่ไม่ปะติดปะต่อ สถานที่ที่นึกถึงและสิ่งที่เอ่ยถึงดูคล้ายจะย้อนกลับมา
หลังจากที่นางเอ่ยออกมา ชาวบ้านแถวนั้นที่มีประสบการณ์ก็ค่อย ๆ คิดตาม พืชชนิดนี้ร้อนไปไม่ได้ แห้งไปไม่ดี จะเป็นเหมือนข้าวที่ไม่ถูกกับอากาศร้อนและแห้งหรือไม่?
บางคนย่อตัวลงเพื่อตรวจดูพืชต้นอื่น ๆ ในแปลงผักของสกุลจู
เมื่อตรวจดูจึงเห็นว่าไม่เพียงแต่ต้นพริกเท่านั้น แต่ใบของต้นอื่น ๆ ในแปลงข้างเคียงก็เหี่ยวเฉาคล้ายกับได้รับแสงแดดมากเกินไป
เขาตบเข่าฉาด “ให้ตายเถิด เราลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปได้อย่างไร!”
“หา? ท่านนึกอะไรออกหรือ?”
“การรดน้ำไงเล่า ดูต้นนี้สิ ถูกแดดเผาหมดแล้ว แม่นางเปี้ยนก็บอกว่าต้นพริกไม่ถูกกับความร้อนและแห้ง บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุก็ได้”
……
เมื่อได้ยินแบบนั้น ผู้อาวุโสก็รีบถามเปี้ยนชิวอิ่งเพื่อยืนยันว่าพ่อของนางเคยบอกว่าหากต้นพริกโดนแดดแรงเกินไปจะทำให้ใบเหี่ยวใช่หรือไม่
แม้เปี้ยนชิวอิ่งจะไม่มั่นใจ แต่นางก็หัวไวและนึกถึงสิ่งที่ผู้อาวุโสและคนอื่น ๆ บอกไว้ก่อนหน้านี้ได้ จึงเอ่ยว่า “พวกท่านบอกว่าอยากทดลองกับเมล็ดส่วนหนึ่งไม่ใช่หรือ? ลองดูแล้วเดี๋ยวเราก็จะรู้เอง อันที่จริงท่านพ่อของข้าเองก็เพาะปลูกด้วยการค่อย ๆ ลองผิดลองถูก เขาไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกอย่างที่เราคิดกัน…”
เดิมทีกานอี้เซียนต้องการเข้ามาแก้ปัญหานี้ “…”
หัวหมุนกันแทบตาย ที่แท้ต้นพริกไม่ถูกกับแสงอาทิตย์และอากาศแห้ง!
เฮ้อ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จูต้าเหนียงจะกลับมา หากนางอยู่บ้านก็คงดี หากมีนางอยู่ที่นี่ แม้เกิดปัญหาขึ้น เขายังสามารถไปบอกนางได้ทันที
……
หลิวซื่อเห็นเปี้ยนชิวอิ่งเดินกลับมาพลางหัวร่อต่อกระซิกกับจูเอ้อร์ ในใจก็หึงหวงขึ้นมา
“เปี้ยนชิวอิ่ง นังจิ้งจอก!”
นางตะโกนขึ้นมาและพุ่งตัวออกไปตบหน้าเปี้ยนชิวอิ่ง
เพียะ!…
เปี้ยนชิวอิ่งถูกตบหน้าฉาดใหญ่
นางนิ่งอึ้งอย่างงุนงงว่าเหตุใดจึงถูกหลิวซื่อตบ “พะ… พี่สะใภ้รอง… ท่านตบหน้าข้าทำไมกัน?”
“นังจิ้งจอก! เจ้ายั่วยวนสามีข้า!” หลิวซื่อตวาดและตั้งท่าจะโผไปทำร้ายซ้ำ
ในที่สุดจูเอ้อร์ก็ได้สติ จึงรีบรั้งนางเอาไว้ “หลิวซุ่ยซุ่ย เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ”
“เสียสติหรือ? นางยั่วยวนสามีข้า ข้าสั่งสอนนางไม่ได้หรือ อ้อ…” นางจินตนาการไปต่าง ๆ นานาระหว่างที่หาตัวคนทั้งคู่ไม่พบ
หายไปนานเพียงนี้ ใครจะรู้ว่าพวกเขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว
บางทีพวกเขาอาจทำสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้เรียบร้อยแล้ว มิเช่นนั้นเหตุใดจึงต้องหลบผู้คนออกไปกันตามลำพังสองต่อสองเล่า?
“พูดเหลวไหลอะไรกัน ข้าออกไปทำธุระสำคัญกับแม่นางเปี้ยน เรา…”
จูเอ้อร์ยังไม่ทันพูดจบ เปี้ยนชิวอิ่งก็กุมแก้มตนเองทั้งตาแดงเรื่อ พลางเอ่ยเสียงสลดว่า “ใช่แล้ว พี่สะใภ้รอง ท่านเข้าใจข้ากับพี่จูเอ้อร์ผิด เราไม่ได้ทำอะไรกันจริง ๆ เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราออกไปด้วยกันเพราะมีธุระ เดิมทีอยากจะบอกท่านแต่ดูเหมือนท่านจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับพี่จูเอ้อร์ผิด จึงไม่ได้บอกเพราะกลัวท่านคิดมาก…”
พูดอยู่นานแต่ยังไม่บอกให้ชัดว่าออกไปทำอะไรกันแน่ ทั้งยังจงใจบอกว่าข้ามีความลับร่วมกับพี่จูเอ้อร์อีกต่างหาก ไม่เช่นนั้นจะจงใจปิดบังไปทำไมกัน
หลิวซื่อได้ยินแบบนี้จะทนไหวได้อย่างไร นางไม่สนใจการห้ามปรามของจูเอ้อร์ กระโจนไปทำร้ายเปี้ยนชิวอิ่งทันที
นางอาละวาดหนักเสียจนสามีแทบรั้งไว้ไม่อยู่
เขาไร้หนทางจะห้ามนาง แต่ยังเป็นห่วงว่าท้องจะกระทบกระเทือน จึงสับสนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
เมื่อนางเห็นว่าตนเองไม่สามารถลงไม้ลงมือกับเปี้ยนชิวอิ่งได้ นางก็ยิ่งโกรธจนข่วนหน้าจูเอ้อร์
จูต้าที่เพิ่งอารมณ์ดีแผดเสียงลั่นเมื่อเห็นเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้น “สะใภ้รอง! เจ้าทำอะไร? ข้าเองก็ไปกับพวกเขาด้วย ไม่เห็นคนตัวเป็น ๆ อย่างข้าหรือ?”
หลิวซื่อชะงัก “พี่… ใหญ่ ท่านก็อยู่ด้วยหรือ?”
นางเพิ่งรู้ตัวในตอนนี้ว่าไม่ได้มีเพียงเปี้ยนชิวอิ่งที่กลับมาพร้อมสามี แต่ยังมีจูต้าด้วย
“ใช่ ทำไมเล่า? ไม่ได้มีแค่ข้าอยู่ด้วย แต่ผู้อาวุโสและคนอื่น ๆ เองก็อยู่ พวกเรายุ่งกับการแก้ปัญหาเรื่องพริกในสวน” จูต้าช่วยกล่าวแก้ตัวให้เปี้ยนชิวอิ่งเพื่อสยบสถานการณ์ “แม่นางเปี้ยนเองก็ไปช่วยเช่นกัน หากวันนี้ไม่ได้นาง เราคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับพริกพวกนั้น”
“นางจะไปช่วยอะไรได้ พี่ใหญ่ อย่ามาหลอกข้าเพื่อช่วยเหล่าเอ้อร์เลย” เปี้ยนชิวอิ่งกลายเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลจู สถานะเลื่อนขั้นรวดเร็วเพียงนี้ ไฉนเลยหลิวซื่อจะยอมเชื่อ นางจึงเอ่ยถามกลับไป
ยามนี้เสียงอึกทึกด้านนอกลอยเข้าไปถึงในบ้านของหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และคนอื่น ๆ พวกเขาจึงได้ยินคำพูดของจูต้าด้วย
ไม่มีทาง แม่นางผู้ได้รับการพะเน้าพะนอคนนี้ไม่มีทางเคยเพาะปลูกมาก่อน นางจะช่วยเหลือได้อย่างไร?
จูต้าท้วงว่า “ทำไมเล่า เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าท่านแม่ซื้อพริกมาจากพ่อของนาง นางจะไม่รู้ได้อย่างไร นางได้ฟังเขาเล่าให้ฟังอยู่บ้างยังรู้ดีกว่าเราที่ไร้ประสบการณ์…”
เขาเล่าสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนให้ฟัง
แม้จะดูเหลือเชื่อไปบ้าง แต่สะใภ้สกุลจูจำต้องยอมรับว่าเปี้ยนชิวอิ่งช่วยเหลือเอาไว้จริง ๆ
คราวนี้หลิวซื่ออับอาย นางไม่เพียงตบอีกฝ่าย แต่ยังข่วนหน้าสามีอีกด้วย จบเห่แล้ว ดูเหมือนนางจะเข้าใจผิดเข้าแล้วจริง ๆ
“ข้อขอโทษ! ข้าไม่รู้นี่…” นางยอมขอโทษเปี้ยนชิวอิ่งทันที “เป็นข้าเองที่เข้าใจผิด ข้าขอโทษท่านด้วย ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
“ข้าไม่เป็นไร แต่เป็นพี่จูเอ้อร์ หน้าเขา…” เปี้ยนชิวอิ่งเอ่ยเสียงอ่อยแบ่งรับแบ่งสู้ นางมองจูเอ้อร์ด้วยความเป็นห่วง ถึงขั้นอยากเอื้อมมือไปลูบหน้าเขา
ทว่าคล้ายจะกลัวหลิวซื่อเข้าใจผิดอีก จึงดึงมือที่ค้างไว้กลางอากาศกลับมา
ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยอย่างปวดใจ “ต้องเจ็บมากแน่”