เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ - บทที่ 913 ต้องการหาเพื่อนคู่ชีวิต
จูซื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้วก็เห็นใจยิ่ง “เรื่องนี้โทษท่านแม่ไม่ได้ เป็นพี่รองที่รนหาที่เอง”
“นั่นก็ใช่ เป็นพี่รองที่ทำตัวเอง” หลี่ซื่อเอ่ยพลางมองเขา “แต่ถ้าเป็นครอบครัวอื่น จะมีแม่คนใดทำกับลูกชายตนเองถึงเพียงนี้เพียงเพราะเรื่องรับอนุเชียวหรือ? ท่านแม่กล้าลงมือกับลูกชายตนเอง คิดว่านางจะไม่กล้าทำกับคนนอกหรือ? ตอนนี้ท่านแม่ไม่ใช่คนบุ่มบ่ามที่จะถือมีดทำครัวไปหาเรื่องคนอื่น แต่นิสัยยังไม่เปลี่ยนไป นางยังเป็นคนเดิมที่ต้องการแก้แค้นกับคู่อริ ความแค้นต้องชำระ ไม่มีแววลังเลเลยแม้แต่น้อย”
จูซื่อคิด ‘ใช่หรือ พี่รองกับมารดาไม่ได้เกลียดชังหรือมีเรื่องบาดหมางกัน เขาเป็นลูกชายของนาง!’
ทว่าเมื่อย้อนนึกไปก็พบว่านางเคยเอาไม้กวาดฟาดพี่น้องของเขามาไม่น้อย และเขายังไม่อาจหลบเลี่ยงได้
อย่างไรเสียในสายตาของนางก็มีเพียงจูปาเม่ยที่เป็น ‘ลูกรัก’ ส่วนคนอื่น ๆ เป็นเพียงฟางข้าวไร้น้ำหนัก
ข่าวเรื่องการทอดทิ้งหญิงปากสว่างคล้ายจะมีขา ไม่นานก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านบนเชิงเขาไท่ตัง
แม้แต่จูเอ้อร์เม่ยที่ควรอยู่บ้านเลี้ยงหลานยังมาบ้านมารดาเพื่อถามข่าวคราวเพราะต้องการรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
เมื่อครั้งที่นางเลิกรากับเหล่าเฉียน มีคนมากมายซุบซิบนินทา ตอนนี้นางมีชีวิตสุขสบายด้วยการสนับสนุนของครอบครัวพี่สะใภ้ คนเหล่านั้นจึงนึกริษยานาง “นังหญิงถูกทิ้ง แต่งเนื้อแต่งตัวลอยหน้าไปมาทั้งวัน จะไปยั่วยวนใครที่ไหน เจ้าเป็นรองเท้าผุพังแล้ว ใครจะมาเอาเจ้าอีก!”
จูเอ้อร์เม่ยมองค้อน “ไม่ใช่เรื่องของเจ้าสักหน่อย!”
เดิมทีนางวิตกว่าเมื่อหย่าร้างกับเหล่าเฉียนแล้วจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ หารู้ไม่ว่าเมื่อได้ใช้ชีวิตเช่นนี้จริง ๆ ก็คล้ายจะไม่เลวนัก
ไม่สิ ดูเหมือนจะสบายกว่ามีตัวถ่วงเสียอีก
ไม่มีเหล่าเฉียนแล้วนางไม่ต้องทำอาหารให้ครอบครัวใหญ่ ยามอารมณ์ดีก็ไปกินข้าวที่บ้านลูกสะใภ้ ยามอารมณ์เสียก็เก็บตัวกินก๋วยเตี๋ยวและเกี๊ยวอยู่ที่บ้าน
นางอยู่คนเดียวมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุด บางครั้งสะใภ้รองก็แวะมาช่วยทำงานบ้าน นางเองก็ออกแรงช่วยด้วย
นางไม่ต้องกังวลเรื่องงานในเรือกสวนไร่นา และยังสามารถขี้เกียจทำงานบ้านได้ จึงรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เคยสบายเท่านี้มาก่อน
เมื่อครั้งเป็นเด็กสาวยังไม่สุขสบายเท่าในยามนี้
นางค่อย ๆ รู้สึกว่าไม่เสียดายที่ ‘จากมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข’
คนเราก็เป็นเช่นนี้ ตราบใดที่มีความสุขในปัจจุบันก็จะไม่หวนคิดถึงอดีต
ทันทีที่แม่เฒ่าจูได้ยินนางถามถึงเรื่องนี้ก็ขมวดคิ้ว “เจ้าถามเรื่องนี้ทำไมกัน คิอจะไปแลกผ้าเช็ดหน้ามิตรภาพกับนางหรือ? อย่าเชียวนะ นางถูกทอดทิ้ง ส่วนเจ้าหย่าร้าง จะเหมือนกันได้อย่างไร”
“ใครจะอยากไปข้องเกี่ยวกับนางกันเล่า?” จูเอ้อร์เม่ยบอกด้วยท่าทีรังเกียจ “นางไม่ถูกกับพี่สะใภ้ หากข้าไปยุ่งกับนางจะเป็นการหาเรื่องพี่สะใภ้เอาได้ ข้ายังต้องพึ่งพาพี่สะใภ้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของข้า หากตั้งตัวเป็นศัตรูกับนางคงโง่เต็มที”
“ในเมื่อรู้ก็อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว”
“นางเป็นหญิงเฒ่าคนที่สองที่ถูกสามีทอดทิ้งหลังจากที่ข้าหย่าร้าง ข้าก็เพียงอยากรู้เรื่องนี้ หากท่านไม่ต้องการพูดถึงก็ช่างเถิด ข้าจะไปหาพี่สะใภ้แล้ว” จูเอ้อร์เม่ยกล่าวก่อนจะเดินจากไป
“เดี๋ยว!…” แม่เฒ่าจูรีบตะโกนรั้ง แต่เพราะอีกฝ่ายเดินเร็วเกินไป นางพูดไม่ทันจบ เจ้าตัวก็หายลับไปแล้ว
จูเอ้อร์เม่ยฝีเท้าไว นางออกจากบ้านมารดามาถึงบ้านเย่อวี๋หรานด้วยเวลาไม่นานนัก
นางคุ้นเคยมากพอจะรู้ว่าต้องไปบ้านหลังใหม่แทนที่จะเป็นบ้านหลังเก่า
“พี่สะใภ้ ท่านอยู่หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานปวดหัวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่าย
ทำไมถึงมาที่นี่อีกแล้ว?
บางคนก็เป็นเช่นนี้ มีชีวิตสุขสบายเกินไปใช่ว่าจะดี เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมักหาผู้อื่น ‘พูดคุย’ ด้วย เย่อวี๋หรานไม่ใช่คนชอบพูดคุยสัพเพเหระนัก การซุบซิบนินทาไม่ใช่สิ่งที่น่ารื่นรมย์สำหรับนาง
“พี่สะใภ้ ท่านอยู่ที่นี่เอง ข้าเรียกท่านเมื่อครู่ทำไมถึงไม่ขานรับเล่า” จูเอ้อร์เม่ยเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง นางทักทายจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย รวมถึงคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เมื่อเห็นซานเป่ากับซื่อเป่านั่งเขียนหนังสืออยู่ที่ม้านั่งจึงเอ่ยชม “หัดเขียนหนังสือตั้งแต่เด็กเลยหรือ ไม่เลวนี่ ต่อไปต้องเจริญรอยตามอาเจ็ดของพวกเจ้าแน่นอน อ่านออกเขียนได้และสามารถสอบเป็นขุนนางใหญ่”
“วันนี้เจ้าว่างมาหาท่านพ่อท่านแม่หรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
“พอดีข้ามีเรื่องอยากถามจึงแวะมา” จูเอ้อร์เม่ยกล่าวถึงเจตนาของตนเองโดยไม่อ้อมค้อม
เย่อวี๋หรานพลันปากกระตุก “เพียงเพราะเรื่องนี้เองหรือ?”
“ใช่แล้ว ไม่ควรค่าให้ข้ามาหาหรอกหรือ ข้าเป็นคนแรก หญิงปากสว่างเป็นคนที่สอง นี่ต้อง…”
เย่อวี๋หรานเอ่ยขัดโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “อยู่ ๆ ข้าก็นึกได้ว่าลืมไปเอาบางอย่าง เจ้าช่วยเข็นข้าไปหลังบ้านที”
“เร่งด่วนขนาดนั้นเชียวหรือ? ให้จูปาเม่ยไปเอาให้ท่านสิ”
“แล้วเจ้าช่วยเข็นไปให้ไม่ได้หรือ?” เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบายและทำเพียงจ้องหน้าพลางถามนาง
มีหรือที่จูเอ้อร์เม่ยจะกล้าปฏิเสธ
“ก็ได้ ข้าจะเข็นไปให้”
เย่อวี๋หรานไม่ได้เพียงแค่ไม่ได้ไปเอาของ แต่ยังกล่าวเตือนจูเอ้อร์เม่ย “ต่อไปอย่าพูดเรื่องพรรค์นี้ต่อหน้าลูกหลานอีก เข้าใจไหม?”
อีกฝ่ายเพิ่งรู้ตัวจึงสำนึกผิด “ข้ารีบร้อนพูดกับท่านไปจึงลืมคิด อีกอย่างซานเป่ากับซื่อเป่าก็เป็นเด็กรู้ความ พวกเขาคงไม่เอาเรื่องเหลวไหลที่ได้ฟังออกไปพูดที่ไหน…”
“พวกเขาไม่เอาไปพูดที่ไหนแต่ก็ยังเด็ก เรื่องยุ่งเหยิงเช่นนี้ไม่ควรผ่านหูพวกเขา”
“แต่ว่าบางครั้งท่านก็ปล่อยให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารับรู้เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่หรือ?”
“เหมือนกันเสียที่ไหน? ต้าเป่าเข้าวัยที่รู้จักแยกแยะแล้ว ส่วนเอ้อร์เป่าก็เป็นน้องชายคลานตามกันมา ให้คนหนึ่งรู้อีกคนไม่รู้นับว่าไม่เหมาะ ข้าถึงต้องให้เอ้อร์เป่ารู้ด้วย เจ้าเห็นว่าข้าบอกพวกเขาทุกเรื่องหรือ ข้าเองก็เลือกเหมือนกัน”
ถ้อยคำเหล่านี้จูเอ้อร์เม่ยไม่อาจปฏิเสธได้เลย
“เอาละ ข้ารู้ว่าเจ้ามาที่นี่เพราะเรื่องของหญิงปากสว่าง เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ เจ้าเองก็อย่าไปฟังข่าวโคมลอยมากนัก สุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าใช้ชีวิตให้ดีเถิด”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยต่อ “ข้าได้ยินว่าช่วงนี้มีคนคิดจับคู่ดูตัวให้เจ้าหรือ?”
จูเอ้อร์เม่ยเก้อเขินขึ้นมาทันที “เปล่าเสียหน่อย พี่สะใภ้ ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“เจ้าคงไม่ได้คิดจะทำจริง ๆ ใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานไม่ตอบว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ทว่าเพียงสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายก็เดาได้ว่าคงมีมูลอยู่บ้าง
“เรื่องนี้… จะพูดอย่างไรดี คนผู้นั้นที่นางแนะนำมาก็ดีมาก เขามีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคน ทุกคนต่างดูเหมือนจะกตัญญูกันไม่น้อย เขาป่วยและอาจตายได้ จึงต้องการหาเพื่อนคู่ชีวิต…”
“อย่างนั้นหรือ?”
“แล้วเขาก็ยังอายุไม่มาก หากสุขภาพแข็งแรงคงอยู่ได้อีกหลายสิบปี เขาอยู่ตัวคนเดียว ยามค่ำคืนก็ไร้คนอุ่นขา อยากดื่มน้ำก็ไม่มีคนช่วยริน น่าเห็นใจมาก หากหาเพื่อนคู่ชีวิตมาช่วยเหลือได้ก็คงดี…”
“เช่นนั้นเจ้าก็เลยนึกสนใจหรือ?”