เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1830 ผมกลัวว่าจะโดนหลอกอีก
บทที่ 1830 ผมกลัวว่าจะโดนหลอกอีก
ซ่งจวิ้นสิง “เฮ้ย!”
เขาเพิ่งจะอุทานออกมา ก็โดนซ่งจือหนานตีทีหนึ่ง “สงบใจหน่อยสิ พ่อไม่ได้บอกแกไปแล้วหรือว่าป้าลั่วของแกเก่งมาก การที่แกได้เรียกเธอว่าป้าลั่ว เป็นบุญวาสนาที่แกสั่งสมมาหลายภพหลายชาติแล้ว”
ป้าบ!
ซ่งจือหนานพูดยังไม่ทันจบก็โดนตบไปอีกฝ่ามือ
ซ่งอวิ๋นชิงพูดขึ้น “แกก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอก? ลั่วลั่วกลับมานานขนาดนี้ แกก็ไม่ไปรับเธอ ยังจะรอให้ลั่วลั่วมาที่เมืองเจียงเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันก่อนถึงจะไปรับ”
“ก็ผมไม่มีทางเลือกนี่!” ซ่งจือหนานพูดอย่างจนปัญญา “ผมกลัวว่าจะโดนหลอกอีก”
“สามครั้งแล้วนะ พวกเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”
“พวกเราคนธรรมดาจะแยกแยะได้ยังไง”
ครั้งนี้ถ้าไม่ได้เห็นพี่ลั่วแสดงความสามารถอันน่าทึ่งในการถ่ายทอดสด เขาก็คงไม่เชื่อว่าเธอคือพี่ลั่วจริง ๆ
เขาโดนหลอกจนกลัวไปแล้ว!
ณ ปรโลก
ยมทูตขาวดำส่งสมุดรายชื่อให้ฉู่ลั่ว “ซ่งเมี่ยวเมี่ยวยังไม่ได้มาปรโลกเพื่อเวียนว่ายตายเกิดครับ เพียงแต่มีหนี้เลือดเพิ่มขึ้นไม่กี่รายการเท่านั้น”
ฉู่ลั่วรับสมุดมาดู
ชีวิตมนุษย์ สามคน
บาดเจ็บ สิบสองคน
ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
“วิญญาณของคนทั้งสามคนนี้อยู่ที่ไหนคะ?”
ยมทูตดำบอก “พวกเขามีความผิด กำลังรับโทษอยู่ทั้งหมดครับ”
ฉู่ลั่ว “พาฉันไปดูหน่อยค่ะ”
ยมทูตขาวดำมองหน้ากัน และต่างรู้สึกว่าไม่เป็นไร
วิญญาณของนักพรตทั้งสามคนตอนนี้ คนหนึ่งอยู่ในกระทะน้ำมันเดือด คนหนึ่งกำลังถูกถอนลิ้น และอีกคนกำลังถูกลงโทษด้วยทองแดง
หลังยมทูตรับวิญญาณได้รับข่าวจากยมทูตขาวดำ จึงลากวิญญาณทั้งสามมา
พอร่างวิญญาณทั้งสามฟื้นคืนมาได้อย่างยากลำบาก ก็เห็นฉู่ลั่ว
พวกเขาสามคนรู้จักฉู่ลั่วดี พอเห็นเธอก็ถึงกับตะลึงไป
ฉู่ลั่วมองยมทูตขาวดำแวบหนึ่ง
ยมทูตขาวดำรู้กาลเทศะ จึงพายมทูตรับวิญญาณที่อยู่ใกล้ ๆ เดินออกไป แต่ที่จริงแล้วก็แค่ไปแอบดูอยู่ไม่ไกลเท่านั้น
ไม่ใช่แค่พวกเขาที่แอบดู ยังมีวิญญาณอื่น ๆ ที่ได้ยินว่าฉู่ลั่วกลับมาแล้ว
ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็น
ไม่นานก็ได้ยินเสียงกรีดร้องน่าสยดสยองมาจากวิญญาณทั้งสามดวง
ยมทูตรับวิญญาณถามยมทูตขาวดำเสียงเบาว่า “ใต้เท้า แบบนี้ไม่ดีนะครับ การลงโทษพวกเขายังไม่จบเลย”
“ไม่เป็นไร ๆ ยังไงวิญญาณสามดวงนี้ก็ทำชั่วมามาก สุดท้ายก็ต้องถูกทำลายจนสูญสลายอยู่ดี”
ยมทูตรับวิญญาณลองคิดดูแล้วก็เห็นด้วย
พวกวิญญาณที่แอบดูอยู่ต่างกอดกันตัวสั่นด้วยความเกรงกลัว
“ปรมาจารย์ฉู่ยังเก่งเหมือนเดิมเลย!”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ปรมาจารย์ฉู่สามารถต่อสู้กับสิบวังยมราชได้อย่างสูสีเชียวนะ”
“แล้วปรโลกจะปล่อยให้เธอทำแบบนี้เหรอ?”
“ปรโลกจะไม่จัดการอะไรเลยหรือ?”
“จะไม่รายงานให้พวกท่านพญายมราชรู้หรือ?”
คำถามแปลก ๆ เหล่านี้ดึงดูดความสนใจของวิญญาณที่อยู่โดยรอบอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างจ้องมองด้วยแววตาน่าขนลุก
“อะไร? ผมพูดผิดหรือไง?”
เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาแปลกประหลาดเหล่านั้น เขาก็ถามอย่างงุนงง “พฤติกรรมนี้มันชัดเจนว่าไม่ถูกต้องไม่ใช่เหรอ ไม่ควรรายงานให้ท่านพญายมราชรู้เหรอ?”
“นายไม่ใช่แฟนคลับของปรมาจารย์ฉู่เหรอ?” วิญญาณตนหนึ่งถามด้วยสีหน้าสงสัย
“ไม่ใช่ ทำไมผมต้องเป็นแฟนคลับของเธอด้วยล่ะ?”
พอพูดจบ วิญญาณทั้งหมดก็จ้องมองวิญญาณตรงหน้าอย่างเย็นชา
“ผมพูดอะไรผิด?”
ผีวัยรุ่นคนหนึ่งกอดอกแล้วแค่นหัวเราะ “วิญญาณทั้งหมดในปรโลก ถ้าไม่ใช่แฟนคลับของปรมาจารย์ฉู่ ก็ต้องอยากเป็นศัตรูกับปรมาจารย์ฉู่แน่นอน” เขาพิจารณาผีตนนั้นอย่างถี่ถ้วน “นายคงไม่ได้เป็นคนของลัทธิเต๋าใช่ไหม!”
คำพูดนี้เพิ่งเอ่ยออกมา วิญญาณที่เหลือต่างเบิกตากว้าง
“ได้ยินมาว่าตอนนี้ลัทธิเต๋าส่งวิญญาณมาแทรกซึมในปรโลกเป็นจำนวนมาก ก็เพื่อสืบหาข้อมูลของปรมาจารย์ฉู่”
“สืบหาข้อมูลอะไรกัน พวกเขาแค่อยากรู้ว่าทำไมปรโลกถึงให้ความสำคัญกับปรมาจารย์ฉู่มากขนาดนี้ต่างหาก”
“แถมยังอยากให้ปรโลกให้ความสำคัญกับพวกเขาเหมือนกับที่ให้ความสำคัญกับปรมาจารย์ฉู่ด้วย”
“น่าหัวเราะจริง ๆ”
“ไม่ดูตัวเองว่ามีคุณสมบัติอะไร ถึงกล้ามาเทียบตัวเองกับปรมาจารย์ฉู่ได้”