เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1870 ต้องการคนมาร่วมงานเลี้ยงด้วย
บทที่ 1870 ต้องการคนมาร่วมงานเลี้ยงด้วย
“พวกเราไปถามปรมาจารย์ฉู่กันเถอะ”
ทั้งสองคนมาถึงบ้านตระกูลฉู่ ก็เห็นฉู่ลั่วและเวินหลิงเยว่ต่างถือบัตรเชิญของหรงอีกรุ๊ป
เวินหลิงเยว่แค่นหัวเราะ “หรงอีกรุ๊ปจงใจชัด ๆ ตอนนี้อาหญิงมีข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ถ้าไปก็จะมีแต่เรื่องวุ่นวาย”
“แถมยังจัดให้มีการประกาศและจัดการแข่งขันรอบรองชนะเลิศในวันเดียวกันด้วย”
“เขาจงใจแน่นอน”
“ลูกพี่ คุณจะไปไหมครับ?”
“ครั้งนี้มีการเดินพรมแดงด้วย พูดให้ดูดีก็คืองานเดินพรมแดง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาแค่อยากถ่ายภาพไม่ดีของปรมาจารย์ฉู่เท่านั้นค่ะ”
“เหอะ!”
ทั้งสามคนพูดกันละประโยค ทะเลาะกันไม่หยุด
ถ้าไปก็จะต้องถูกเล่นงาน อาจจะถูกถ่ายภาพไม่ดีได้
แต่ถ้าไม่ไป นอกจากจะดูขี้ขลาดแล้ว ยังพลาดรอบรองชนะเลิศด้วย
พวกเขาทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา แล้วก็หันมาด่าหรงอีกรุ๊ปพร้อมกัน
“ถ้ามีคนไปเป็นเพื่อนอาหญิง และทำให้แฟนคลับพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรแย่ ๆ ก็คงจะดี”
เวินหลิงเยว่ลูบคางตัวเอง “หนูจะติดต่อพ่อดู ให้ศิลปินในสังกัดบริษัทของพ่อไปร่วมงานกับอาหญิง ปกติแล้วงานเดินพรมแดงแบบนี้ก็มักจะเชิญดาราด้วย”
จิ่งอีครุ่นคิดสักครู่แล้วพยักหน้า
“ดาราธรรมดาไม่ได้ ต้องเป็นระดับซุปเปอร์สตาร์เท่านั้น”
“ดีที่สุดคือคนที่พอโผล่มาแล้วสร้างความฮือฮาได้ทันที”
เวินหลิงเยว่คิดอยู่สักพัก “ฉันเข้าใจแล้ว!”
เธอหันไปมองฉู่ลั่วด้วยสีหน้าจริงจัง “อาหญิงไม่ต้องกังวลนะคะ หนูจะไม่ยอมให้ใครมารังแกอาหญิงเด็ดขาด”
ฉู่ลั่ว “ฉันเชื่อเธอ แต่เธอไม่ต้องติดต่อไปหาพี่ใหญ่แล้วล่ะ…”
เธอแสดงสมองกลของตัวเองให้พวกเขาดู
มันคือบัญชีโซเชียลของเธอ
บัญชีที่ไม่ได้อัปเดตมากว่ายี่สิบปีแล้ว ได้อัปเดตข้อความล่าสุด
[ฉันคือฉู่ลั่ว ต้องการคนมาร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน]
เวินหลิงเยว่ “…”
จิ่งอีและหลิงฟางต่างมองไปที่ฉู่ลั่ว
หลิงฟางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกจิ่งอีกับเวินหลิงเยว่ห้ามเอาไว้ พวกเขาถึงกับคล้องแขนลากตัวเขาออกไป
“อาหญิง พวกเราจะไปเตรียมชุดสำหรับงานเลี้ยงก่อนนะคะ!”
“เพราะว่ามีถ่ายทอดสดด้วย แน่นอนว่าต้องแต่งตัวให้คุณสวย ๆ หน่อย”
พอลากหลิงฟางมาถึงสวนหลังบ้าน ทั้งสองคนก็ปล่อยมือ
หลิงฟางรีบพูดอย่างร้อนรน “พวกเธอสองคนทำอะไรน่ะ? ลูกพี่ส่งข้อความแบบนี้ไปแล้วจะมีคนมาได้ยังไงกัน? ถ้าตอนนั้นไม่มีใครมา ลูกพี่ต้องเสียใจมากแน่ ๆ”
จิ่งอี “ก็เพราะแบบนั้น พวกเราถึงต้องแอบจัดการหาคนมา เพื่อไม่ให้ปรมาจารย์ฉู่ต้องเสียใจไงล่ะ!”
เวินหลิงเยว่พยักหน้า “ใช่แล้ว ๆ !”
“ยังไงฉันก็จะจัดการหาคนมาแน่นอน อาหญิงของฉันเคยมีชื่อเสียงมากเมื่อหลายสิบปีก่อน แค่เธอไปจากโลกนี้นานเกินไป ชื่อเสียงเลยยังไม่กลับมาเท่านั้นเอง”
หลิงฟางคิดครู่หนึ่ง รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเธอพูดมามีเหตุผล จึงพยักหน้าเห็นด้วย
“พวกเธอคิดว่าเย่อวิ๋นชูเป็นยังไง?” จิ่งอีพูดขึ้น “พ่อของฉันเคยบอกว่าเย่อวิ๋นชูไม่เพียงแต่หน้าตาดี ยังมีฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยม แฟนคลับของเธอก็ดีมาก ถ้าเราสามารถเชิญเธอมาได้…”
เวินหลิงเยว่ “แต่ได้ยินมาว่าเย่อวิ๋นชูเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว โดยเฉพาะหลังแต่งงาน เธอรับงานแสดงแค่ปีละหนึ่งเรื่อง แทบไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน แม้แต่โฆษณาก็แทบไม่รับ”
ศิลปินแบบนี้เป็นคนที่เชิญตัวมายากที่สุด
เวินหลิงเยว่ “ไม่มีศิลปินที่เชิญตัวยาก มีแต่ราคาที่เราจ่ายให้ไม่ไหว ขอแค่มีเงินมากพอ…”
ตอนนั้นเอง หลิงฟางก็อดดึงแขนเสื้อของเวินหลิงเยว่ไม่ได้
“มีอะไร?” เวินหลิงเยว่ถามอย่างหงุดหงิด
หลิงฟาง “พวกเธอดูสิ คนคนนั้นใช่…เย่อวิ๋นชูหรือเปล่า?”
ทั้งสองคนรีบมองไปตามนิ้วที่ชี้อยู่ของหลิงฟางทันที ก่อนจะเห็นพ่อบ้านกำลังพาผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมชุดลำลองเข้ามา
ไม่ว่าจะมองยังไง ผู้หญิงคนนั้นก็คือเย่อวิ๋นชูที่พวกเขาเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่นี้ชัด ๆ
สามคนเหมือนกลายเป็นคนโง่ กะพริบตาปริบ ๆ พร้อมกัน
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง