เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 2034 ความหวังเดียวที่เหลืออยู่
บทที่ 2034 ความหวังเดียวที่เหลืออยู่
เซียวเมิ่ง “คงต้องจัดการพวกเขาเสียที”
พอหันหน้ากลับมา เธอยิ้มพูดกับฉู่ลั่วว่า “ปรมาจารย์คะ พวกเราเข้าไปประชุมกันเถอะ!”
ฉู่ลั่วพยักหน้า
การประชุมใช้เวลานานมาก รอจนถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น การประชุมถึงสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ทันทีที่การประชุมจบลง ไจ๋โหรวก็วิ่งเข้ามาหาแล้วคว้าแขนฉู่ลั่วทันที
“เจ้านิกายคะ เจ้านิกาย ฉันเห็นเฉิงยวนกับเด็กแล้ว เธอเป็นลูกของเจ้านิกายกับฮั่วเซียวหมิงใช่ไหมคะ?”
“ฉันอยากไปเห็นเธอจัง”
“ตั้งแต่คู่จิ้นฮวาชูชวี่ ฉันก็เป็นแฟนคลับคู่ของคุณกับประธานฮั่วมาตลอด”
“ตอนนี้มีลูกน้อยของพวกคุณแล้ว ฉันต้องไปดูให้ได้”
จี้ไจ่พูดขึ้น “เธอใจเย็น ๆ หน่อย”
ไจ๋โหรว “งั้นนายรออยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งไปล่ะ”
จี้ไจ่ “…”
ซู่เซี่ยงหยางไอเบา ๆ แล้วเดินเข้ามา “พอดีฉันก็ว่างอยู่เหมือนกัน”
เซียวเมิ่งและหยวนเป่ยเป่ยก็วิ่งเข้ามาด้วย “ฉันก็อยากไปด้วยค่ะ ๆ”
ฉู่ลั่วมองผู้คนที่ล้อมรอบตัวเธอแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“งั้นไปด้วยกันเถอะ”
ทุกคนนั่งอยู่บนรถเหาะ เซียวเมิ่งถามขึ้นว่า “ปรมาจารย์คะ คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าคุณรู้คำใบ้ที่ฉันให้คุณตอนไหนกันแน่”
ฉู่ลั่ว “ตอนที่…ชางฮ่าวปรากฏตัวในจิตธรรมญาณของฉัน”
สายตารอบข้างทั้งหมดหันมองเธอ
แต่ละคนต่างมีสายตาที่อยากรู้อยากเห็น
ฉู่ลั่วนิ่งสงบไม่ไหวติงราวกับภูเขา แล้วพูดต่อไปว่า “คุณบอกฉันว่าฮั่วเซียวหมิงก็คือฮั่วเซียวหมิง ส่วนมังกรดำก็คือมังกรดำ พวกเขาเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน”
เซียวเมิ่งพยักหน้า
“ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าคุณกำลังเตือนฉัน ไม่ให้ฉันเชื่อมังกรดำ ไม่ให้ฉันคิดว่ามังกรดำกับฮั่วเซียวหมิงเป็นคนเดียวกัน”
“ตอนฉันอยู่ในจิตธรรมญาณ ก่อนหน้าที่ชางฮ่าวจะปรากฏตัว ฉันก็คิดแบบนั้นมาตลอด”
“กระทั่ง…”
เธอขยับดวงตาเล็กน้อย “จนกระทั่งชางฮ่าวปรากฏตัว”
“เขาสังหารมารในใจของฉัน”
ฉู่ลั่ว “ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ฉันอาจจะไม่สามารถหลุดพ้นจากมารในใจของตัวเองได้จริง ๆ”
มารในใจเธอไม่ใช่คนอื่น
มันคือฮั่วเซียวหมิง
ฮั่วเซียวหมิงเป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริง
เป็นอดีตของฮั่วเซียวหมิง
เป็นความเจ็บปวดที่ฮั่วเซียวหมิงเคยได้รับ
ไจ๋โหรวรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย “แล้วต่อไปล่ะคะ? ต่อไปล่ะ?”
ฉู่ลั่วพูดว่า “แต่ฉันรู้ว่ามังกรดำที่ถูกหนี่วาผนึกไว้ ไม่สามารถออกจากสถานที่ที่ถูกผนึกได้ตามใจชอบ”
“ยิ่งไปกว่านั้นเขายังแบกรับโซ่ล่ามวิญญาณมากมายพวกนั้น…”
ก่อนที่ฉู่ลั่วจะพูดจบ ไจ๋โหรวก็ตื่นเต้นจนต้องปิดปากตัวเอง “ดังนั้นเขารู้ว่าเจ้านิกายของพวกเราเกิดเรื่อง แล้วไม่สนใจผนึก ไม่สนใจโซ่ล่ามวิญญาณ เพื่อไปช่วยเจ้านิกายเท่านั้นเหรอคะ?”
เซียวเมิ่งก็ตื่นเต้นจนต้องคว้ามือหยวนเป่ยเป่ยไว้ “ว้าว”
เสียงกรีดร้องของพวกเธอดังก้องไปทั่วทั้งรถเหาะ
ซู่เซี่ยงหยางรีบขัดจังหวะ “พูดประเด็นหลักกันเถอะครับ ประเด็นหลัก”
ฉู่ลั่วมองเซียวเมิ่ง “ตอนนั้นฉันรู้แล้วว่าฮั่วเซียวหมิงก็คือมังกรดำ และมังกรดำก็คือฮั่วเซียวหมิง ไม่ใช่แค่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของมังกรดำเท่านั้น แต่เขาคือวิญญาณดั้งเดิมของมังกรดำ”
“ดังนั้น…”
“ดังนั้นคำพูดของคุณมีเรื่องโกหก”
เซียวเมิ่งเบิกตากว้าง
“และตอนนั้นคุณยังพูดอีกประโยคหนึ่ง”
“คุณบอกว่าวิชาสอดส่องสวรรค์เป็นวิชาเพียงอย่างเดียวในลัทธิเต๋าที่ไม่มีการสืบทอดมาจากเทพ”
ดวงตาของเซียวเมิ่งเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม
ฉู่ลั่วพูดต่อ “แต่ทั้งเจ็ดสิบสองสำนักเซียนล้วนเป็นศิษย์ของเผ่าเทพทั้งสิ้น ไม่มีสำนักไหนเป็นข้อยกเว้น”
“ตอนนั้นฉันก็รู้ว่ามีพลังบางอย่างรบกวนวิชาสอดส่องสวรรค์ของคุณ ทำให้คุณเห็นภาพที่ไม่มีอยู่จริง”
“คุณรู้ตัว แต่ไม่สามารถบอกพวกเราได้ ได้แต่…พูดออกมาด้วยวิธีนี้”
เซียวเมิ่งปิดปากตัวเองทันที มองฉู่ลั่วด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
ฉู่ลั่ว “ฉันเดาได้ ก็เลยใช้กลอุบายนี้ตอบโต้กลับไป”
เธอมองเซียวเมิ่งด้วยสายตาอ่อนโยน “แต่ในคำพูดของคุณเหล่านั้น ไม่ได้เป็นคำโกหกทั้งหมด ยังมีประโยคที่เป็นความจริงอยู่หนึ่งประโยค”
เซียวเมิ่งชะงักไป “ความจริงเหรอคะ? ไม่มีนี่?”
ฉู่ลั่ว “มีอยู่หนึ่งประโยค”
“สำนักส่องนภา คือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของมนุษยชาติ”