พี่ชายทั้งห้าของข้าเก่งเกินไปแล้ว - บทที่ 507 การโต้กลับชนเผ่าต๋าลู่
บทที่ 507 การโต้กลับชนเผ่าต๋าลู่
เจียงเฉิงเยวี่ยนและฟางเหิงต่างตกตะลึงพร้อมกัน
“ไม่ใช่ พวกเจ้ายังเด็กเกินไป” เจียงจี้จู่กล่าวเสียงจริงจัง “ลองคิดให้ดี แนวป้องกันกู้หยวนเป็นแนวป้องกันที่ใกล้ที่สุดจริงหรือ?”
คำว่าใกล้ มีความหมายที่สัมพันธ์กัน
หากชนเผ่าต๋าลู่อยู่ทางตะวันออก แนวป้องกันต้าถงก็จะใกล้ที่สุด
หากชนเผ่าต๋าลู่อยู่ทางตะวันตก แนวป้องกันซวนจี้ก็จะใกล้ที่สุด
เมื่อลองคิดดูอีกที สำหรับชนเผ่าต๋าลู่แล้ว แนวป้องกันที่ใกล้ที่สุดในตอนนี้ควรจะเป็นที่ไหนกัน
“ท่านพ่อ…ท่านแม่ทัพ” มือของเจียงเฉิงเยวี่ยนสั่นขึ้นมาทันที “ท่านกำลังบอกว่า พวกเขาจะโจมตีแนวป้องกันกวนจิ่นอีกครั้งหรือ? พวกเขาต้องการจะฆ่าให้สิ้นซากหรืออย่างไร”
ครั้งนี้ที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันก็ล้วนเสียกำลังพลไปกว่าหมื่นคน เมื่อรวมกับทหารที่บาดเจ็บแล้ว กำลังรบที่เหลือก็มีไม่มากแล้ว
ประตูเมืองที่พังทลายเหมือนกับเข้าไปในที่ที่ไร้ผู้คน ทหารส่วนใหญ่ก็กำลังเก็บศพด้วยอารมณ์ที่จมดิ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะคิดว่าศัตรูจะกลับมาโจมตี
“แต่พวกเขาก็บาดเจ็บ กำลังท้อแท้” ฟางเหิงคัดค้าน “แนวป้องกวนจิ่นเสียคนไปก็จริง แต่ที่อื่นก็จะระดมพลมาช่วยไม่ใช่หรือ”
“การระดมพลก็ต้องใช้เวลา ตอนนี้กำลังพลส่วนใหญ่มาจากกองบัญชาการ ถ้าข้าเดาไม่ผิด อีกไม่นานกองบัญชาการก็จะถูกโจมตีเล็กน้อย” เจียงจี้จู่เอามือไพล่หลัง “กองบัญชาการเข้าใจผิดว่าถูกโจมตีก็จะถอนกำลังกลับไปบางส่วน ส่วนที่เหลือก็จะสูญเสียแนวป้องกันเดิมไป ยากจะต้านทานชนเผ่าต๋าลู่ได้”
เมื่อมองกลับไปยังชนเผ่าต๋าลู่ การที่พวกเขายึดแนวป้องกันกวนจิ่นซึ่งเป็นที่ภาคภูมิของราชวงศ์ต้าอวี๋ได้ ก็ถือว่าเป็นการปลุกขวัญกำลังใจของฝ่ายตนเอง และยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของต้าอวี๋
ถึงตอนนั้นแล้ว คนที่จะต้องตายก็จะไม่ใช่แค่ทหารของต้าอวี๋ แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ข้างหลังแนวป้องกันกวนจิ่นด้วย
“ยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว!” เจียงเฉิงอวี๋กัดฟัน
ฟางเหิงก็แสดงความขุ่นเคืองออกมา
“เมื่อทำการรบก็ต้องมีกลอุบายและชั้นเชิงในการรบ การแข่งขันคือความรอบคอบและความกล้าหาญ สิ่งที่ข้าพูดในวันนี้ล้วนเป็นการคาดเดาของตัวเอง อาจจะเป็นไปได้ว่าศัตรูจะไปโจมตีแนวป้องกันกู้หยวน หรืออาจจะฉวยโอกาสที่กำลังพลของกองบัญชาการส่วนใหญ่ท่อยู่ที่แนวป้องกันกวนจิ่นเพื่อโจมตีกองบัญชาการก็ได้” เจียงจี้จู่กล่าวช้า ๆ “คำว่าแม่ทัพไม่ได้รับมาโดยง่าย ต้องมีวิจารณญาณที่เฉียบขาด และต้องมีความรับผิดชอบที่สุด”
หากตัดสินใจผิดพลาดก็หมายถึงชีวิตของผู้คนนับหมื่น
เมื่อทำสำเร็จก็จะได้ชื่อเสียงเกียรติยศอย่างยิ่งใหญ่
เมื่อล้มเหลวก็จะมีชื่อเสียงอื้อฉาว ได้รับการประณามไปชั่วกัป
ประวัติศาสตร์จะไม่ลบเลือนการเลือกที่ผิดพลาดของเจ้าเพียงเพราะเคยทำสิ่งที่ถูกต้อง
บันทึกประวัติศาสตร์ไม่เคยใจดี ทุกตัวอักษรล้วนเต็มไปด้วยความโหดร้าย
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปป้องกันที่แนวป้องกันกวนจิ่น จะทำให้พวกศัตรูกลับไปไม่ได้อีก” เจียงเฉิงเหยี่ยนประสานมือ “พร้อมกันนั้นก็จะส่งคนไปแจ้งแนวป้องกันทั้งหมด โดยเฉพาะแนวป้องกันทั้งสี่ที่ท่านแม่ทัพฟางเข้าร่วม ให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์และแก้ไขจุดอ่อนของการป้องกันด้วย”
“ท่านแม่ทัพ…” ฟางเหิงลังเล “ข้ายังมีความคิดอีกอย่าง”
เจียงเฉิงเหยี่ยนหยุดฝีเท้าที่กำลังจะไปมองมาด้วยความสงสัย
เจียงจี้จู่สงบใจลงแล้วยิ้มให้
“ในเมื่อชนเผ่าต๋าลู่จะมาโจมตีกองบัญชาการเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วทำไมพวกเราถึงไม่ใช้โอกาสนี้จับพวกชนเผ่าต๋าลู่ที่มาแล้วทำลายความฮึกเหิมของพวกเขา” เด็กหนุ่มพูดชัดถ้อยชัดคำ “ถึงแม้ว่าจะจับชาวชนเผ่าต๋าลู่ไม่ได้ ก็ยังสามารถป้องกันพวกเขาโจมตีกองบัญชาการได้”
ดวงตาของเจียงเฉิงเยวี่ยนเปล่งประกาย
กลอุบายก็เป็นแบบนี้ หากเจ้าสามารถหลอกข้าได้ ข้าก็สามารถใช้ประโยชน์จากเจ้าได้เหมือนกัน
ไป ๆ มา ๆ สิ่งที่เราแข่งขันกันคือใครจะมีความคิดที่ชาญฉลาดกว่า ใครจะมีแผนการที่รอบคอบกว่า
“พวกเจ้า…” เจียงจี้จู่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “พวกเจ้าทำได้ดีมาก ความคิดนี้ไม่เลว เพียงแต่กำลังคนอาจจะค่อนข้างขาดแคลน กองบัญชาการมีทหารแค่เจ็ดหมื่นคนเท่านั้น”
ทหารเจ็ดหมื่นคนนี้ยากจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปซุ่มอยู่ที่แนวป้องกันกวนจิ่น และอีกกลุ่มไปซุ่มอยู่ที่กองบัญชาการ
“ไม่จำเป็นต้องใช้คนมากมาย การซุ่มโจมตีมีหลายแบบ” ฟางเหิงพูดด้วยแววตาวาววับ “ท่านแม่ทัพมอบหมายให้ข้าเถอะขอรับ ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง”
เจียงจี้จู่ระงับความดีใจไว้ไม่ได้ หัวเราะออกมาสองครั้ง “ดี ดี พวกเจ้ารีบจัดการโดยเร็วเถอะ”
ขุนพลน้อยทั้งสองประสานมือคำนับ แล้วหมุนกายจากไป
ชายร่างกำยำยังคงหัวเราะอยู่ เขาหัวเราะพลางไปยังหลุมศพมากมายแล้วอดจะถอนหายใจไม่ได้ “เหล่าจิน… พวกเจ้าคงจะมองไม่เห็น แต่เชื่อเถอะว่าวันหนึ่งต้าอวี๋จะต้องเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองสงบสุขแน่”
พวกเราทุกคนจะได้มีชีวิตที่สงบสุข ปราศจากสงคราม มีความสุขและสันติ
เจียงจี้จู่ไม่ได้อยู่นาน ใช้ตอนที่ความมืดกำลังจะปกคลุมท้องฟ้าและผืนดินเดินจากไป
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ แมวจรจัดตัวหนึ่งที่หิวโหยมานานก็จ้องไปยังไส้กรอกที่อยู่หน้าหลุมศพ แล้วร้อง “เหมียว” ออกมา มันพุ่งเข้าไปเลียและกินโดยไม่สนใจอะไร
จนกระทั่งความหิวโหยบรรเทาลง มันก็ร้อง “เหมียว” ออกมาอย่างสบายใจ ก่อนจะขดตัวลงหน้าหลุมศพและหลับไปอย่างสงบ
ความมืดค่อย ๆ จมลงสู่ความเงียบงัน
ความเงียบสงบปกคลุมชายแดน ดวงตาพลันไร้ประโยชน์ เหลือเพียงหูที่คอยเงี่ยฟังเสียงลม
ทหารที่บาดเจ็บจนขยับไม่ได้ในแนวป้องกันกวนจิ่นถูกนำกลับไปยังกองบัญชาการ ทหารที่ยังสามารถขี่ม้าได้ก็รอรับคำสั่ง ส่วนทหารที่เหลืออยู่ซึ่งแขนขายังอยู่ครบก็รวมตัวกับทหารอีกหกหมื่นคนที่กองบัญชาการ นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนแนวป้องกัน ส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ทหารหนึ่งหมื่นคนซุ่มอยู่ทั้งในและนอกกำแพง มองไปยังหลุมลึกที่ขุดเอาไว้และกับดักที่ซ่อนอยู่รอบ ๆ หลุมด้วยสีหน้ามืดมิด
หลุมลึกถูกสร้างขึ้นจากกิ่งไม้ ปกคลุมด้วยหญ้ากระจัดกระจาย เมื่อมองตอนกลางวันก็คงจะมีแต่จุดบกพร่อง แต่ในตอนกลางคืนกลับแนบเนียนเหมือนของจริง
ฟางเหิงแนบหูกับพื้นฟังเสียงสั่นสะเทือน ไม่นานก็เผยรอยยิ้มออกมา “มาแล้ว”
การประเมินจากประสบการณ์ คงจะมีชนเผ่าต๋าลู่มาประมาณหมื่นคน
เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล หากต้องการจะข่มขวัญทหารที่กองบัญชาการก็ควรจะใช้จำนวนคนที่มากพอสมควร
หากมีคนมาแค่สิบกว่าคนก็คงถูกธนูยิงตายไปแล้ว
“นี่เป็นการพิสูจน์ว่าแรงกดดันที่แนวป้องกันกวนจิ่นจะลดลงใช่หรือไม่” เจียงอีถาม
ฟางเหิงส่ายหน้า “หากชนเผ่าต๋าลู่ตั้งใจจะยึดแนวป้องกันกวนจิ่นแล้ว คนก็คงจะมีไม่น้อย แรงกดดันคงจะมาก”
ทหารหนึ่งหมื่นคนของกองบัญชาการไม่สามารถจากไปได้ แนวป้องกันอื่น ๆ ก็ยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมกำลังสนับสนุน
แนวป้องกันกวนจิ่นที่เพิ่งจะผ่านสงครามมาหมาด ๆ จะต้องกลับสู่สงครามและการต่อสู้
ทว่าในตอนกลางวันพวกเขาถูกโจมตี แต่ตอนกลางคืนพวกเขาจะเป็นฝ่ายโจมตีบ้าง
“รอดูกันเถอะ” ฟางเหิงสีหน้าเย็นชา มองไปยังชนเผ่าต๋าลู่ด้านหน้าสุดที่ตกลงไปในหลุม ทีละคน ทีละคน เหมือนกับการทิ้งเกี๊ยวลงไปในหม้อ
ชนเผ่าต๋าลู่ที่อยู่ข้างหลังเริ่มรู้ตัวว่ามีอะไรผิดปกติก็รีบส่งเสียงให้ถอยหลัง ทหารต้าอวี๋ที่ซุ่มอยู่ทั้งสองข้างก็รีบดึงกับดักขึ้น ทำให้ในหลุมลึกมีวิญญาณเพิ่มขึ้น
“มีกับดัก” จากการเรียนรู้มาหลายปี เจียงอู่จึงพอจะฟังภาษาต่างถิ่นได้ “พวกเขากำลังพูดว่ามีกับดัก”
เมื่อทหารหนึ่งหมื่นคนมาโจมตีกองบัญชาการ ยังไม่ทันจะเข้าใกล้กำแพงเมืองก็สูญเสียกำลังพลไปหนึ่งในสิบ
หลังจากตกใจกลัว ชนเผ่าต๋าลู่ก็รีบนึกถึงจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ พวกเขายกคบเพลิงขึ้นแล้วส่งสารท้าทาย ทั้งยังยิงธนูไฟใส่ประตูเมืองเพื่อแสดงอำนาจให้เห็นอย่างเต็มที่
ทหารที่อยู่บนกำแพงก็ไม่ยอมแพ้ ยิงธนูไฟกลับไปใส่ก้นม้า พาให้ม้าหวีดร้องด้วยความตกใจ
“พวกมันกำลังจะหนีแล้ว” เจียงอู่มองไปทางฟางเหิง “ข้าเหมือนจะได้ยินคำว่าแนวป้องกันกวนจิ่น แถมยังได้ยินชื่อขององค์ชายรองกับฟางหยวนด้วย”
เป็นอย่างที่คิดไว้ การวางแผนทุกอย่างของชนเผ่าต๋าลู่คือการยึดแนวป้องกันกวนจิ่น
ฟางเหิงกำดาบแน่น กระโดดขึ้นหลังม้า “เจียงอี เจียงเอ้อร์ เจียงอู่ เจียงลิ่ว เจียงชี เจียงปา ตามข้ามา ไปพบกับพี่น้องร่วมชาติสองคนนั้นกัน!”