Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 283 :สารทจีนปีนี้

  1. Home
  2. ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
  3. ตอนที่ 283 :สารทจีนปีนี้
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

    ตอนที่ 283 :สารทจีนปีนี้

    

    ที่เจียงวาน

    

    เมื่อเวลาจวนจะใกล้เที่ยง ครอบครัวของเจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปได้มาถึงที่บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋แล้ว

    

    เจียงเสี่ยวเยว่พาเฉินปินและเฉินหงกลับมาบ้านแม่เช่นเดียวกัน

    

    ปกติวันสารทจะมีการเชือดสัตว์มาทำอาหาร เจียงไห่หยางจึงไปเชือดไก่เชือดแพะ

    

    ปีที่ผ่าน ๆ มา แค่เชือดไก่สักตัวก็ยากมากแล้ว แต่ตอนนี้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาจึงไม่เสียดายที่จะซื้อแพะมาเชือดสักตัว

    

    เจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปกำลัง “ทำกระดาษเงินกระดาษทอง ! ”

    

    สิ่งที่เรียกว่า “ทำกระดาษเงินกระดาษทอง” คือการตัดกระดาษให้มีขนาดใหญ่กว่าธนบัตรสิบหยวน แบ่งพื้นที่บนกระดาษออกเป็น 3 บรรทัด แล้วใช้สิ่วตอกเป็นรูปเหรียญเงินโบราณ

    

    เพียงประทับตราเงินลงบนแบบนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

    

    เจียงไห่เทียนตัดกระดาษ เจียงไห่โปทำ “กระดาษเงินกระดาษทอง” ทั้งสองทำงานนี้ด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน ต่างคนต่างรู้ใจกันดี ส่วนเจียงเสี่ยวจี๋และเจียงเสี่ยวโจวต่างก็นั่งดูอยู่ข้าง ๆ

    

    “ตอนที่ทำกระดาษเงินกระดาษทอง เราจะทำเป็นเลขคี่ ไม่ทำเลขคู่……”

    

    เจียงไห่โปทำกระดาษเงินกระดาษทองไปด้วย พลางอธิบายกฎการทำกระดาษเงินกระดาษทองให้เจียงเสี่ยวจี๋และเจียงเสี่ยวโจวฟัง

    

    นี่ถือเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อคนรุ่นพวกเขามีอายุมากขึ้น ประเพณีและกฎเกณฑ์บางอย่างจะถูกสอนให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างช้า ๆ เพื่อให้พวกเขาซึมซับและสามารถสืบทอดได้

    

    เจียงเสี่ยวจี๋และเจียงเสี่ยวโจวต่างตั้งใจเรียนรู้เช่นกัน ตอนนี้พวกเขาทั้งสองกลายเป็นพ่อคนแล้ว ไม่ใช่เด็กหนุ่มอีกต่อไป พวกเขารู้ว่าถึงเวลาต้องรับภาระบนบ่าของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่พวกเขาแล้ว

    

    ทำกระดาษเงินกระดาษทองเสร็จแล้ว เจียงไห่เทียนใช้กระดาษแผ่นใหญ่มาห่อกระดาษเงินกระดาษทองให้เป็นเหมือนซองจดหมาย จากนั้นเขียนชื่อบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วลงไปบนหน้าซอง พร้อมทั้งเขียนเหตุผลที่เผากระดาษและเขียนว่าใครเป็นคนเผาให้

    

    ดังนั้น บรรพบุรุษคนหนึ่งจะมีสามชุด เพราะสามพี่น้องเขียนให้คนละชุด

    

    แต่ถึงอย่างนั้นก็มีชาวบ้านบางคนที่ไม่เขียนชื่อบรรพบุรุษลงไป นั่นเป็นเพราะบรรพบุรุษของพวกเขามีมากเหลือเกิน พวกเขากลัวว่าถ้าเขียนแล้วอาจพลาดชื่อใครไป ดังนั้นจึงเลือกที่จะเผากระดาษเงินกระดาษทองแบบไม่มีชื่อเพื่อสื่อว่าใครก็ตามที่เป็นบรรพบุรุษของพวกเขาล้วนสามารถรับผลบุญนี้ไปได้

    

    ทุกอย่างเตรียมไว้อย่างพร้อมเพียงแล้ว เหลือก็แต่รออาหารพร้อมบูชาบรรพบุรุษ

    

    เจียงเสี่ยวเยว่และหวังซิ่วจวี๋กำลังทำอาหารอยู่ในห้องครัว

    

    “แม่ แล้วพวกเสี่ยวชิงล่ะ ? ”

    

    เมื่อไม่เห็นน้องชายและน้องสาว เจียงเสี่ยวเยว่จึงเอ่ยถาม

    

    หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เจ้ารองพาพวกเขาเข้าเมืองไปแล้ว อีกเดี๋ยวคงกลับมา”

    

    “นี่ก็วันสารทจีนแล้ว ทำไมพวกเขายังเข้าเมืองอีกล่ะ ? ” เจียงเสี่ยวเยว่ถามอย่างไม่เข้าใจ

    

    เธอมีอายุมากกว่าพี่น้องหลายคน ทั้งยังมีครอบครัวแล้ว เธอจึงให้ความสำคัญกับวันสารทจีนมาก

    

    หวังซิ่วจวี๋บ่นว่า “พวกเขาไปกันหลายวันแล้ว เห็นบอกว่าจะไปแจกใบปลิวอะไรสักอย่าง ก็เพราะพวกเขาเข้าเมืองกันหมดนี่แหละ ที่บ้านถึงได้เงียบเหงาขนาดนี้”

    

    “อีกอย่าง เจียอินก็ไม่ยอมฟังแม่เลย ขนาดตั้งครรภ์อยู่ก็ยังจะเข้าไปทำงานในเมือง ! ”

    

    “เยว่เยว่ ลูกเป็นพี่ใหญ่ รอให้เจียอินกลับมาแล้ว ลูกก็ช่วยพูดกับน้องสะใภ้ให้แม่ที”

    

    เจียงเสี่ยวเยว่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน เธอจะโน้มน้าวหลินเจียอินได้อย่างไร ?

    

    แต่เธอก็ทำได้เพียงรับปากไปว่า “หนูจะลองดู”

    

    สองแม่ลูกคุยกันและทำอาหารไปด้วย ไม่นาน อาหารก็พร้อม

    

    แต่เจียงเสี่ยวไป๋และคนอื่นยังไม่กลับมา

    

    “นี่พวกเขายังไม่กลับมาอีกหรือ ? ”

    

    เจียงไห่หยางเริ่มร้อนใจแล้ว

    

    หวังซิ่วจวี๋บ่นขึ้นว่า “ฉันก็อุตส่าห์ย้ำนักย้ำหนาให้เขารีบกลับมาตอนกลางวัน เฮ้อ……ลูกคนนี้ไม่ฟังที่แม่พูดเลย”

    

    เจียงไห่เทียนกล่าวว่า “ตอนนี้เสี่ยวไป๋ทำธุรกิจหลายอย่าง คงมีเรื่องอะไรทำให้เขาล่าช้า พวกเรารอเขาก่อนดีกว่า”

    

    ทุกคนรอเกือบหนึ่งชั่วโมง กระทั่งเลยเที่ยงวันไปแล้ว แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังคงไม่กลับมา

    

    “ไม่ต้องรอแล้ว ไม่รู้ว่าไอ้ลูกไม่รักดีคนนี้มัวไปทำอะไรของมัน ! ”

    

    เจียงไห่หยางพูดด้วยความโมโห

    

    หวังซิ่วจวี๋และเจียงเสี่ยวเยว่ยกอาหารไปวางไว้บนโต๊ะไม้แปดเซียน บนโต๊ะมีชามและตะเกียบเตรียมไว้หมดแล้ว แต่กลับไม่มีใครไปนั่งที่โต๊ะ

    

    เพราะพวกเขาต้องกราบไหว้บรรพบุรุษก่อน

    

    ในชนบทจะเรียกธรรมเนียมนี้ว่า “เรียกบรรพบุรุษมากินข้าว”

    

    วันนี้มีคนมาร่วมฉลองวันสารทจีนที่บ้านค่อนข้างเยอะ ดังนั้นพวกเขาจึงจัดโต๊ะอาหารไว้ 3 โต๊ะ

    

    สามพี่น้องเจียงไห่เทียน เจียงไห่หยางและเจียงไห่โปจุดธูปกราบไหว้บรรพบุรุษ ส่วนเจียงเสี่ยวจี๋ เจียงเสี่ยวโจวและลูกหลายคนอื่นยืนดูอยู่ข้าง ๆ

    

    จากนั้น เจียงไห่เทียนได้วางชาม 2 ชามไว้ที่แต่ละด้านของโต๊ะแปดเซียน ในชามมีข้าวอยู่ครึ่งชาม เขาวางตะเกียบที่ปากชามทุกชาม

    

    แล้วเขาก็เทเหล้าใส่จอกอีก 8 จอก

    

    หลังจากที่เตรียมของบนโต๊ะไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็นำกระดาษเงินกระดาษทองที่ทำไว้ก่อนหน้านี้มาจุดไฟเผาที่ใต้โต๊ะ เขาเผากระดาษเงินกระดาษทองไปด้วย ปากก็ท่องว่า “ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่……บรรพบุรุษตระกูลเจียงผู้ล่วงลับทุกท่าน วันนี้วันสารทแล้ว ขอให้ทุกท่านกลับมากินข้าวกับญาติพี่น้อง มารับเงินรับทองด้วยเถิด……”

    

    เมื่อกระดาษเงินกระดาษทองไหม้หมดแล้ว เจียงไห่เทียนก็นำเหล้าในจอกไปเทราดบนพื้นทีละจอก

    

    หลังจากเทเหล้าลงบนพื้นครบทั้ง 8 จอกแล้ว เขาก็นำตะเกียบบนปากชามมาวางไว้บนโต๊ะ

    

    เจียงไห่หยางและเจียงไห่โปทำเหมือนเขาเช่นกัน

    

    รอจนกระทั่งกระดาษเงินกระดาษทองใต้โต๊ะถูกเผาจนวอดแล้ว ทั้งสามคนก็หยิบชาม ตะเกียบ และจอกเหล้าออกจากโต๊ะ

    

    ซึ่งข้าวที่อยู่ในชามจะไม่ถูกนำมากินต่อ

    

    เพราะพวกเขาถือว่า “บรรพบุรุษ” กินแล้ว ต้องนำไปเททิ้งอย่างเดียว

    

    แต่อาหารที่อยู่บนโต๊ะสามารถนำมากินต่อได้

    

    กระทั่งพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษเสร็จสิ้นตามขั้นตอนแล้ว เจียงไห่หยางถึงได้เรียกให้ทุกคนมากินข้าวด้วยกัน

    

    ……

    

    ทางฝั่งครอบครัวเจียงกราบไหว้บรรพบุรุษเสร็จและกินข้าวด้วยกันแล้ว ทางฝั่งของเจียงเสี่ยวไป๋ เจียงเสี่ยวเฟิง หวังผิง เหรินฉางเซี่ยะชาวบ้านคนอื่นยังคงลงน้ำงมหาร่างเจี่ยงจงฉือ

    

    ฝนยังคงตกตลอดทั้งวัน และภารกิจค้นหาก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน

    

    แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังก็คือ พวกเขายังคงหาร่างของเจี่ยงจงฉือไม่เจอ

    

    เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว และฝนก็เริ่มตกหนักขึ้น เหรินฉางเซี่ยจึงตัดสินใจหยุดภารกิจค้นหา

    

    การลงน้ำตอนกลางค่ำกลางคืนมันอันตรายมาก

    

    เมื่อข่าวแพร่ออกไป ผู้คนหลายร้อยคนที่ค้นหาตามแม่น้ำก็ค่อย ๆ ถอนตัวออกไป เรือพายและแพไม้ไผ่สองลำก็เข้ามาจอดเทียบท่าด้วย

    

    “ขอบคุณทุกคนมาก ตอนนี้ทุกคนกลับไปกินข้าวที่บ้าน แล้วอย่าลืมต้มน้ำขิงดื่มด้วย เราเปียกฝนมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

    

    เหรินฉางเซี่ยพูดกับทุกคน

    

    “รอให้เช้าวันพรุ่งนี้ เราค่อยมาค้นหาอีกรอบ”

    

    “ใช่ พรุ่งนี้เราค่อยมาค้นหาใหม่ ! ”

    

    “ถ้ายังมีชีวิตอยู่ เราต้องพบตัวเขา หรือต่อให้เขาตายแล้ว เราก็ต้องหาร่างเขาให้เจอ ! ”

    

    “……”

    

    เจิ้งซานเพ่าและคนที่มาช่วยค้นหาต่างพูดขึ้นมา

    

    แม้ว่าทุกคนจะรู้อยู่ในใจว่าแทบจะไม่มีทางที่เจี่ยงจงฉือจะมีโอกาสรอด แต่ก่อนจะพบศพของเขา ทุกคนยังคงมีความหวังอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดก็ตาม

    

    บางทีอาจเป็นเพียง……คำอธิฐานของพวกเขา !

    

    เหรินฉางเซี่ยกล่าวว่า “เอาล่ะ ฉันหวังว่าพรุ่งนี้จะมีแดด เราจะจัดกำลังคนเพิ่มเพื่อทำภารกิจค้นหาต่อไปยังปลายน้ำ”

    

    ทุกคนเห็นด้วยและแยกย้ายกันไป

    

    เจียงเสี่ยวไป๋เดินตามฝูงชนไปและได้ยินเจิ้งซานเพ่าและคนงานคนอื่นพูดคุยกันระหว่างทาง

    

    “เดิมทีจงฉือออกไปจากพื้นที่ดินถล่มได้แล้ว หากไม่ใช่เพราะเข้าไปช่วยชีวิตคนงานคนอื่น เขาก็คงไม่ถูกน้ำพัดไป”

    

    “ใช่แล้ว เขาเป็นคนแบบนั้นมาโดยตลอด เขาชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ”

    

    “สาเหตุที่จงฉือถูกน้ำพัดหายไปเป็นเพราะเขาสุขภาพไม่ดี พอช่วยคนได้สองคน เขาก็ไม่มีแรงแล้ว”

    

    “ปกติฉันมักจะเตือนให้เขากินอาหารดี ๆ บำรุงร่างกายบ้าง แต่เขาก็มักจะเสียดายเงิน เขาต้องขุดเหมืองหินขุดทรายทุกวัน ทำงานหนักตลอด ต่อให้มีร่างกายเป็นเหล็กก็คงทนไม่ไหว”

    

    “เฮ้อ……ได้ยินมาว่าเขาเป็นกำลังหลักเพียงคนเดียวในครอบครัว ตอนนี้ไม่มีเขาแล้ว คนแก่และเด็ก ๆ ในครอบครัวจะเป็นอย่างไรหนอ ? ”

    

    “……”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋รู้จากปากของเฉินชวนว่า เจี่ยงจงฉือมีพ่อวัยชราอายุเกือบ 60 ปีอยู่คนหนึ่ง ซึ่งพ่อของเขาก็คือพี่ชายคนโตของเจี่ยงชุ่ยหยู นามว่าเจี่ยงชุ่ยซาน เจี่ยงจงฉือมีลูกชายและลูกสาวอยู่คู่หนึ่ง ลูกชายชื่อเจี่ยงจืออัน เพิ่งอายุ 7 ขวบ ลูกสาวชื่อเจี่ยงจือเสวียน เพิ่งอายุ 5 ขวบ ภรรยาของเขาชื่อวังผิง เธอมีร่างกายอ่อนแอ โรคภัยรุมเร้า ครอบครัวของพวกเขามีเสาหลักเพียงคนเดียวคือเจี่ยงจงฉือ

    

    พอไม่มีเจี่ยงจงฉือแล้ว ครอบครัวแบบนี้ย่อมล่มสลายเพราะขาดเสาหลัก

    

    เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกหนักอึ้งอยู่ในใจ

    

    ไม่นาน ทุกคนก็เดินไปตามถนนและมาถึงที่จอดรถจี๊ป

    

    เจียงเสี่ยวเฟิงพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด “พี่ ตอนนี้เรายังหาร่างเขาไม่พบ แล้วเราจะบอกอาสะใภ้สามอย่างไรดี ? ”

    

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 283 :สารทจีนปีนี้"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdfrh84
พี่ชายทั้งห้าของข้าเก่งเกินไปแล้ว
17/06/2026
book-1629315464
บัลลังก์หมอยาเซียน
10/08/2022
98522
ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
18/04/2026
novelpdf002
ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย
04/02/2024

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.