พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 997 ควบคุมตัวเองไม่ได้ (ตอนพิเศษ)
ตอนที่ 997
ควบคุมตัวเองไม่ได้ (ตอนพิเศษ)
“นายมาโรงเรียนครั้งแรกจริง ๆ เหรอ?” มู่เสี่ยวซือพา ฉินเฟิงเดินทัวร์รอบเขตโรงเรียน ขณะมองกลับไปที่เขาด้วยความสับสนและพูดถาม
ฉินเฟิงพยักหน้าและตอบกลับว่า “ก็ใช่น่ะสิ”
ฉินเฟิงพูดจบก็กวาดสายตามองรอบ ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมหรือบางทีเขาอาจจะคิดมากไปเองว่าหลายสายตากำลังจ้องมองมาที่เขากับมู่เสี่ยวซือ แต่เขาไม่มั่นใจว่าคนพวกนั้นกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่จริง ๆ หรือว่าเขาแค่คิดฟุ้งซ่านไปเอง
เขาเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้ในใจและไม่ได้พูดถามออกไป
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ความสงสัยที่ติดอยู่ในใจก็คลี่คลายลง
เพื่อนนักเรียนบางคนที่วิ่งตามมาทัน รีบวิ่งนำหน้าเขาไปและตบไหล่มู่เสี่ยวซือเบา ๆ ทั้งหมดเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงที่เข้ามาทักทายมู่เสี่ยวซือ “ไม่เจอกันนานเลยนะ มู่เสี่ยวซือ!”
มู่เสี่ยวซือหันกลับมายิ้มให้อย่างเป็นกันเองและตอบรับว่า “สวัสดีทุกคน”
ความจริงแล้วสาเหตุที่ฉินเฟิงรู้สึกว่ามีใครหลายคนจ้องมองมาทางพวกเขาเป็นเพราะมู่เสี่ยวซือนั่นเอง
มู่เสี่ยวซือเป็นดาวเด่นประจำโรงเรียน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเธอเป็นที่นิยมมากและมีคนรายล้อมรอบกายอยู่เสมอ เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงล้วนอยากจะเป็นเพื่อนกับมู่เสี่ยวซือ
มู่เสี่ยวซือหยุดเดิน ฉินเฟิงก็หยุดเดินเช่นกัน เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างเธอด้วยความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยและไม่รู้จะทำยังไงดี
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินเข้ามายังสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ และผู้คนรอบตัวเขาล้วนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาเช่นกัน มีเพียงคนเดียวที่เขารู้สึกคุ้นเคยมากที่สุด นั่นคือมู่เสี่ยวซือ แต่ตอนนี้เธอกำลังถูกคนอื่นดึงตัวไปและปล่อยเขาทิ้งไว้ตรงนี้เพียงลำพัง
โชคดีที่มู่เสี่ยวซือเป็นคนรอบคอบ
หลังจากทักทายเพื่อนฝูงของเธอแล้ว มู่เสี่ยวซือก็หันมาสังเกตการณ์ทางฝั่งฉินเฟิง
มู่เสี่ยวซือหัวใจเต้นระรัว รู้สึกเสียใจที่ทำไมถึงลืมไปว่าฉินเฟิงยืนตรงนั้นคนเดียวอาจจะรู้สึกอึดอัดได้?
เธอเขลกหัวตัวเองเบา ๆ หันหลังและเดินเข้าไปจับแขนของฉินเฟิงยกขึ้นมากลางอากาศ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยและพูดแนะนำว่า “ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จับกับฉินเฟิง เขาเป็นน้องชายของฉันเอง พวกเธอไม่มีสิทธิ์รังแกเขา และได้โปรดช่วยฉันดูแลเขาด้วย”
ในโรงเรียน มู่เสี่ยวซือมีสถานะสูงส่งและไม่มีใครกล้าขัดคำพูดของเธอ ดังนั้นเธอจึงกล้าวางอำนาจเหนือคนอื่นและพูดแนะนำความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉินเฟิงอย่างเปิดเผย นอกจากนี้เธอยังกลัวว่าถ้าคาดสายตาไป ฉินเฟิงอาจจะถูกรังแกได้
คำป่าวประกาศของมู่เสี่ยวซือจะทำให้ฉินเฟิงไม่ถูกคนอื่นรังแกอย่างแน่นอน
เพื่อนร่วมชั้นที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างหวาดกลัวกับออร่าความเจ้าบงการของมู่เสี่ยวซือ พวกเขาถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวและพยักหน้าให้คำมั่นสัญญา “พวกเราไม่แกล้งฉินเฟิงหรอก พวกเรา… พวกเราจะช่วยเธอดูแลเขา”
ฉินเฟิงมองดูฉากตรงหน้าแล้วรู้สึกไม่ได้มีความสุขนัก
แม้จะรู้ว่ามู่เสี่ยวซือจะทำแบบนี้เพราะเป็นห่วงเขา แต่ทำไมสถานะของเขาในใจของเธอจึงเป็นแค่น้องชายธรรมดา ๆ คนหนึ่งล่ะ?
ฉินเฟิงกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ ด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะส่งเสียงครางออกมาจากลำคอด้วยสีหน้าเรียบเฉย กวาดสายตามองเด็กนักเรียนหญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มู่เสี่ยวซือโดยตาไม่กะพริบ
ความรู้สึกชั่วร้ายพรั่งพรูออกมาจากดวงตาของเขา เหมือนกับหมาป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ดูกระหายเลือดอย่างเห็นได้ชัดเจน
สายตาแบบนี้ ใครมาเห็นก็คงจะไม่เชื่อว่าเป็นสายตาของเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย
อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้เอง ทำให้เด็กนักเรียนหญิงที่เข้ามาต้อนรับมู่เสี่ยวซือหวาดกลัวและวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
ทุกคนต่างหลบเลี่ยงสายตาและหันไปมองมู่เสี่ยวซือว่า “มู่เสี่ยวซือ เอ่อ พวกเราไปทำความสะอาดกันก่อนนะ ถ้ามีเรื่องอะไรอีก ไว้พวกเราไปถามเธอทีหลังได้มั้ย?”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นขณะเหลือบมองฉินเฟิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความวิตกกังวล เธอกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า จากนั้นเธอก็รีบเบือนหน้าหนีทันทีราวกับว่าโดนน้ำร้อนลวก
มู่เสี่ยวซือไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอยิ้ม พยักหน้าและตอบกลับอย่างใจดีว่า “ได้สิ ถ้าฉันทำได้ฉันจะสอนเธอทุกเรื่องเลย”
“ขอบใจนะ พวกเราไปก่อนล่ะ!” นักเรียนหญิงไม่รอคำตอบจากมู่เสี่ยวซือและรีบดึงเพื่อนอีกสองคนออกไป
ในที่สุดมู่เสี่ยวซือก็มีโอกาสหันกลับมามองฉินเฟิง ทันใดนั้นเธอก็พบว่าท่าทางของฉินเฟิงดูแตกต่างออกไปจากท่าทางปกติของเขาเล็กน้อย
ฉินเฟิงไม่ค่อยชอบพูดเจื้อยแจ้วต่อหน้าคนนอก ดวงตาของเขาดูเย็นชาขึ้นเล็กน้อยจนดูเหมือนคนที่ไม่สามารถมายุ่งด้วยได้ง่าย ๆ หากจะให้เปรียบเทียบก็คงต้องบอกว่าฉินเฟิงเป็นเหมือนกับหมาเด็ก แม้ว่าเขาจะมีเสน่ห์และหล่อเหลาเอาการ แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาเลย เพราะกลัวว่าเขาอาจจะเผลอแว้งกัดได้ และมันคงจะแย่มากจริง ๆ
สายตาของฉินเฟิงทำให้มู่เสี่ยวซือรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
โดยปกติแล้ว ฉินเฟิงมักจะมาเล่นกับเธอที่บ้านเป็นประจำ ดังนั้นมู่เสี่ยวซือจึงสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเธอเป็นคนที่รู้จักฉินเฟิงดีที่สุด
เธอใช้เวลาร่วมกับฉินเฟิงบ่อยกว่าฉินเฟิงใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ของเขาเสียอีก
แต่ปกติแล้วฉินเฟิงไม่เคยเป็นแบบนี้เลย
ตอนที่ฉินเฟิงอยู่บ้าน มือทั้งสองข้างของเขามักจะเกาะติดอยู่กับมู่เสี่ยวซือราวกับกาวตาช้าง เกาะแน่นไม่ยอมห่างกันเลย ไม่ว่ามู่เสี่ยวซือจะทำยังไงก็ไม่สามารถกำจัดเขาออกไปได้ เธอเคยถามฉินเฟิงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ฉินเฟิงก็ตีหน้ามึน พูดอ้างไปเรื่อยเปื่อยและไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ
มู่เสี่ยวซือไม่เคยรับรู้เหตุผลของฉินเฟิงและได้ยินแค่ข้ออ้างต่าง ๆ นานา
ประมาณว่าอากาศหนาวมากต้องจับมือกันไว้ถึงจะอบอุ่น หรือแขนของเขาอ่อนแรง อยากจะปล่อยมือออกแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้
สรุปแล้วฉินเฟิงมักจะใช้เหตุผลแปลก ๆ มาเป็นข้ออ้างทั้งหมด
ฉินเฟิงไม่เคยแสดงท่าทางดุร้ายแบบนี้ต่อหน้า มู่เสี่ยวซือมาก่อน และตอนอยู่ที่บ้านเขามักจะทำตัวเป็นหมาน้อย เป็นเด็กเอาแต่ใจและคอยเรียกพี่สาวตลอดทั้งวัน รูปลักษณ์ที่อ่อนโยนและน่ารักของเขาทำให้มู่เสี่ยวซือจะโอบกอดและกัดแก้มเขาหลาย ๆ ครั้ง จนบางทีเธอก็คิดว่าเขาอ่อนโยนอย่างที่แสดงออกมา
มู่เสี่ยวซือนึกไม่ถึงว่าฉินเฟิงจะมีด้านที่เย็นชาแบบนี้ด้วย
แต่ดูเหมือนว่าด้านนี้จะปรากฏเฉพาะตอนที่อยู่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น
หลังจากเด็กหญิงพวกนั้นเดินจากไป สีหน้าเย็นชาของฉินเฟิงก็จางหายไปในทันทีและกลับมายิ้มหวานอีกครั้ง แต่ก่อนที่มู่เสี่ยวซือจะพูดอะไร ฉินเฟิงก็เดินเข้ามาหา ดึงชายเสื้อของมู่เสี่ยวซือเบา ๆ แล้วพูดออดอ้อนว่า “พี่สาว ไปกันเถอะ”
ภายในชั่วพริบตาก็ถึงเวลาเลิกเรียน เนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรก ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกับกู้ชิงกับนัดกันมารับ มู่เสี่ยวซือกับฉินเฟิงที่โรงเรียน
พวกเธอเห็นทุกอย่างเกี่ยวกับมู่เสี่ยวซือและฉินเฟิง เห็นว่าพวกเขาเดินจับมือกันและดูสนิทสนมมาก แต่พอเห็นฉากนี้ ทั้งสองก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก