คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1228 ไม่กะจะเป็นฝ่ายถูกกระทำแล้ว ....................
- Home
- คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า
- ตอนที่ 1228 ไม่กะจะเป็นฝ่ายถูกกระทำแล้ว ....................
ตอนที่ 1228 ไม่กะจะเป็นฝ่ายถูกกระทำแล้ว
………………..
แม้ว่าเฟิงซิวจะหายตัวไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้จากไปในทันที กลับซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า มองดูฉีเชียนให้คนจัดการสิ่งของเหล่านั้น แล้วสั่งให้นำไปส่งที่อารามชิงผิง จากนั้นจึงได้กลับไปที่จิ่วเสียน เรียกเถ้าแก่มากำชับ
บอกทุกสิ่งที่ควรทำ เมื่อกำชับเรื่องทั่วไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควรจะไปกักตัวฝึกบำเพ็ญด้วยแล้ว
เขาเอาทุกสิ่งที่สามารถใช้ได้ไปด้วย เข้าสู่ความว่างเปล่าโดยไม่อาลัยอาวรณ์ใดๆ
โลกใบนี้มีนางจึงจะเป็นโลก จึงจะมีสีสัน จึงจะคุ้มค่าที่อยู่ต่อ
หากไม่มี เช่นนั้นก็เป็นสถานที่รกร้าง ไม่อยู่แล้วก็ช่าง
ภูเขาคุนหลุนในเดือนหก ในส่วนลึกของหุบเขาที่ไร้กลิ่นอายของมนุษย์ มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มากมายบนภูเขา ไม่รู้ว่ามีการสร้างเรือนไม้อย่างเรียบง่ายบนซากปรักหักพังของอารามชิงผิงเก่าตั้งแต่เมื่อใด รูปปั้นซานชิงราวกับถูกคนทำการปรับปรุงใหม่ เทวรูปที่เสียหายก็ถูกครอบด้วยโคลนใหม่ ซ้ำยังใช้ชาดแดงวาดใบหน้า ด้านหน้าของสิ่งเหล่านี้มีธูปสูงครึ่งศอกกำลังลุกไหม้ ก็ไม่รู้ว่าบริเวณโดยรอบมีการวางค่ายอาคมหรือไม่ ทำเอาพื้นที่นี้เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ แม้แต่สัตว์ตัวเล็กๆ มากมายก็มาที่นี่อย่างเงียบๆ
ฉินหลิวซีนั่งขัดสมาธิอยู่หน้ารูปปั้นซานชิง ผนึกมือทั้งสองข้างวางบนหัวเข่า หลับตาลงเล็กน้อย ข้างหลังนางมีแผนภาพแปดเหลี่ยมไท่จี๋ปรากฏอยู่ มีแสงสีทองสองกลุ่มลอยอยู่บนมือทั้งสองข้าง ราวกับเม็ดไข่มุกสีทองสองเม็ด เรืองแสงเชื่อมต่อกับแผนภาพแปดเหลี่ยมไท่จี๋ สะท้อนซึ่งกันและกัน
เมื่อเฟิงซิวก้าวออกมาจากความว่างเปล่า สิ่งที่เห็นคือภาพที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ทำให้จิตใจสงบลง เผยให้เห็นรอยยิ้ม กลับคืนสู่ร่างเดิม เขากระโดดลงไป นอนหมอบอยู่ไม่ไกลจากนางแล้วหลับตาลง
ปราณปีศาจลอยขึ้นมาจากร่างของมัน ปราณปีศาจสีแดงเพลิง แต่หากมองดูอย่างละเอียดจะพบว่าบนปราณปีศาจนั้นดูเหมือนจะมีมุมหนึ่งหายไป ทำให้พลังปีศาจของปราณปีศาจอ่อนแอลงกว่าเมื่อก่อน
เดิมทีเฟิงซิวไม่ได้อยากจะรบกวนนาง แต่มีร่องรอยของพลังวิญญาณกับแสงสีทองส่งมาห่อหุ้มตัวมันและปราณปีศาจไว้ด้วยกัน แทรกซึมเข้าไปในกระแสจิตของมัน
“เหอะ” เฟิงซิวสบถ น้ำเสียงมีความโกรธเล็กน้อย แต่ที่มากไปกว่านั้นคือความประทับใจและความสุข
เขาก็ไม่ได้ต่อต้าน เคลื่อนย้ายปราณปีศาจ เริ่มฝึกบำเพ็ญไปด้วย
หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกตกอยู่ในห้วงของการฝึกบำเพ็ญ ฉินหลิวซีถอยออกมาจากการตระหนักรู้ก่อน จากนั้นจึงหันไปมองเฟิงซิว เห็นว่าปราณปีศาจของเขาหายไปมุมหนึ่ง อดขมวดคิ้วไม่ได้
เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่ในการตระหนักรู้ นางจึงไม่ได้รบกวน เพียงแต่เมื่อมองไปยังสิ่งของที่วางอยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้ว
อะไรกัน เขาไปปล้นคลังของราชวงศ์มาหรือ
ฉินหลิวซีหยิบแผ่นค่ายอาคมนั้นขึ้นมา มองดูอย่างละเอียด ในหัวมีความคิดบางอย่าง จึงนำมันเข้าไปในบ้านไม้
บ้านไม้ทั้งหลังไม่มีอะไรเลย นอกจากกระดาษที่อยู่บนพื้นเต็มไปหมด ล้วนเป็นขั้นตอนค่ายอาคมที่นางคำนวณไว้ บนโต๊ะที่ทำจากหินมีภาพวาดที่ซับซ้อนเป็นอย่างมากซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ฉินหลิวซีหยิบแผ่นค่ายอาคมออกมา ทันทีที่ปล่อยกระแสจิต ลำดับขั้นตอนของแผ่นค่ายอาคมนั้นก็ปรากฏอยู่ในหัว นางสูดหายใจเข้าลึก เริ่มลองใส่ค่ายอาคมที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์เข้าไปข้างใน มืออีกข้างหนึ่งถือพู่กันอาคมวาดลงบนกระดาษ
ทำสองสิ่งพร้อมกันในเวลาเดียวนั้นสิ้นเปลืองสมาธิและพลังวิญญาณเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อจมลงไปในนั้น ฉินหลิวซีราวกับถูกมารเข้าสิง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
จนกระทั่งพลังวิญญาณจะหมดลง จิตก็เจ็บปวด
นางหมดแรงหงายหลัง นอนอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยกระดาษ ไม่มีแม้แต่แรงจะหายใจ
หลังจากผ่านไปนาน เสียงฝีเท้าเบาๆ ของสัตว์ก็ดังขึ้น เดินเข้ามาในห้อง
ฉินหลิวซีไม่ได้ลืมตา กล่าวว่า “เจ้าว่าชาติที่แล้วเกรงว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ในยุคแห่งการฝึกบำเพ็ญ ซ้ำยังเป็นนักพรตเต๋าที่มีความสามารถเก่งกาจเป็นอย่างยิ่งงั้นหรือ มิเช่นนั้นข้าจะเชี่ยวชาญในการทำค่ายอาคมต่างๆ ได้ดีเช่นนี้ได้อย่างไร”
เฟิงซิวยัดผลหลิงกั่วใส่ปากนาง หัวเราะพลางเอ่ย “มีความสามารถมากหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ท่านได้เรียนรู้แก่นแท้ของการหลงตัวเองไปแล้ว”
“ข้าพูดตามความจริง เจ้าก็เห็นว่าข้าเก่งแค่ไหน” ฉินหลิวซียกมือ เดิมทีอยากจะดีดนิ้ว ใช้พลังวิญญาณแสดงแผนภาพที่วาดออกมา
ช่วยไม่ได้ พลังวิญญาณของนางไม่เหลือแม้แต่น้อย
ฉินหลิวซีลำบากใจเล็กน้อย เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “สวรรค์ไม่ค่อยมีคุณธรรมมากนัก ในเมื่อต้องการลงโทษให้ข้ากอบกู้โลก ก็ควรจะมอบสิทธิพิเศษให้ข้ากลับชาติมาเกิดพร้อมกับความทรงจำ ซ้ำยังมีพลังวิญญาณที่ไม่สิ้นสุดจึงจะถูก มิเช่นนั้นจะต่อกรกับซื่อหลัวได้อย่างไร”
เฟิงซิวสบถเบาๆ “หากให้ท่านทุกอย่าง ไหนเลยจะเป็นการลิ้มรสความทุกข์ยากของโลกใบนี้ ให้ท่านเป็นคนฉลาดเรียนรู้เร็ว สามารถเชื่อมต่อจิตวิญญาณได้ในระยะเวลาอันสั้น ก็นับว่าเป็นสิทธิพิเศษสุดแล้ว ในโลกใบนี้ นอกจากซื่อหลัวแล้ว ยังจะมีใครเทียบได้อีก”
“ก็จริง บางครั้งเทพก็ไม่เอาไหน เห็นแก่ที่ข้าแข็งแกร่งจนน่ากลัวอย่างในตอนนี้ ข้าจะไม่ถือสาเขา” ฉินหลิวซีหันไปมองเขา กลับมาที่หัวข้อเดิม ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับปราณปีศาจของเจ้า เหตุใดจึงได้แตกไปหนึ่งมุม”
เฟิงซิวกล่าวว่า “ทางทะเลตะวันออกมีรูปปั้นเทพธิดาที่มีรูปปั้นหินแกะสลักราชามังกรพันอยู่ มันเคยเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์ในท้องถิ่น”
ฉินหลิวซีเข้าใจแล้ว เอ่ย “เป็นสัตว์ร้ายตนนั้นหรือไม่”
เฟิงซิวพยักหน้า “มังกรตัวนั้นอยู่ในมหาสมุทร ข้าใช้ยันต์แผ่นสุดท้ายของท่าน เปลืองพลังไปไม่น้อยกว่าจะทำลายได้ แต่เกือบจะทำให้เกิดคลื่นยักษ์ ข้าจึงทำได้เพียงเอาส่วนเล็กของปราณปีศาจไปเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์”
“ข้าบอกแล้วว่าหากทำลายไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อยไว้ก่อน รักษาพลังไว้”
“ถึงจะกล่าวเช่นนี้ แต่หากไม่ทำลายสิ่งนั้น เมื่อถึงเวลาหากมันเคลื่อนไหวขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าพื้นที่แห่งนั้นจะเกิดคลื่นยักษ์ เมื่อมันเกิดขึ้นน้ำก็จะท่วมทั้งเมือง ท่านก็รู้ว่าเดิมทีน้ำนั้นเป็นหยิน หินสัตว์แกะสลักตนนั้นอยู่ใต้น้ำ พลังหยินยิ่งชั่วร้ายมากขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้จะต้องเกิดหายนะใหญ่อย่างแน่นอน”
ฉินหลิวซีสีหน้าดูแย่ ลุกขึ้นนั่งพลางกล่าวว่า “ดังนั้นข้าจึงไม่อยากรอแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
นางจิ้มไปที่แผนภาพค่ายอาคม กล่าวว่า “หลายวันมานี้ข้าได้คิดไว้แล้ว หากศัตรูไม่เคลื่อนไหวข้าก็ไม่เคลื่อนไหว มันไม่ค่อยเหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ของพวกเรา เป็นผู้ถูกกระทำมากเกินไปแล้ว ที่เขาไม่เคลื่อนไหวก็เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดข้าต้องรอให้เขาเคลื่อนไหวก่อน การเป็นฝ่ายเริ่มก่อนยังสามารถทำให้แผนการของเขายุ่งเหยิงได้ อย่างน้อยก็ทำลายฤกษ์งามยามดีได้”
เพื่อให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ จะต้องถูกที่ถูกเวลาและถูกคน ทั้งๆ ที่ซื่อหลัวมีความแข็งแกร่ง แต่ยังคงอดทนไม่เคลื่อนไหว เพราะเหตุใดนะหรือ ย่อมเป็นเพราะรอให้ทุกอย่างเพียบพร้อม
เมื่อเริ่มงานแล้ว โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จก็จะเพิ่มมากขึ้น
แล้วทำไมนางต้องรอให้ฤกษ์งามยามดีของเขามาถึง
เมื่อเฟิงซิวได้ฟังการวิเคราะห์นี้ก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่เขาลองคิดเพิ่มเติมแล้วกล่าวว่า “แต่หากท่านเคลื่อนไหวก่อน ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คน หากท่านต้องแบกรับผลกรรมอีก เช่นนั้น…”
“เขาบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าเป็นคนที่มีบาปอันใหญ่หลวงจากการทำลายล้างโลก แบกรับอีกสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ดั่งคำที่ว่าเมื่อสิ่งต่างๆ มาถึงจุดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเราจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” ฉินหลิวซีแสร้งทำเป็นแบมือไม่สนใจ กล่าวว่า “อย่างไรเสียก็ต้องชดใช้ เช่นนั้นก็ชดใช้ ก็แค่การกลับชาติมาเกิดไม่ใช่หรือ”
เฟิงซิวอ้าปาก จากนั้นก็หุบปากแล้วลดสายตาลง รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
กลับชาติมาเกิดเพื่อไถ่บาป นางเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าในทุกชาติของนางจะจบลงอย่างไร
คงจะไม่ตายดีกระมัง!
เฟิงซิวกำหมัดแน่น เอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านวางแผนจะทำอย่างไร”
ฉินหลิวซีหยิบแผ่นค่ายอาคมขึ้นมา กล่าวว่า “ได้เวลาสร้างค่ายอาคมกักเทพแล้ว”
การลับมีดทำให้ผ่าฟืนได้ดี การต่อสู้ก็ต้องใช้อาวุธ เมื่อสร้างแผนค่ายอาคมสำเร็จ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นการสังหารเทพของนาง!
………………..