คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1232 ทำสัญญากู้ยืมกันเถอะ
ตอนที่ 1232 ทำสัญญากู้ยืมกันเถอะ
………………..
ในเดือนสิบเอ็ดของรัชศกคังผิงที่หนึ่ง เช่นเดียวกับสองปีที่ผ่านมา หิมะตกหนักในเมืองหลวง เข้าสู่หน้าหนาวในเดือนสิบสองอย่างรวดเร็ว สภาพอากาศหนาวอย่างรุนแรงทำให้มีผู้คนเดินไปมาบนท้องถนนน้อยลงมาก
ฉินหลิวซีถือแป้งย่างโรยงาในมือพลางกัดกินแล้วกล่าวว่า “กินแป้งย่างในอากาศหนาวทำให้คอแห้ง ต้องกินคู่กับน้ำแกงแกะร้อนๆ สักชาม”
เฟิงซิวเอ่ยอย่างรังเกียจว่า “เป็นถึงเจินจวิน[1]ที่สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องกินต้องดื่มจนกว่าจะตาย ช่วยเป็นโล้เป็นพายหน่อยได้หรือไม่ อย่าเอาแต่ตะกละ”
หลังจากผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ให้กำเนิดแผ่นค่ายอาคมศักดิ์สิทธิ์ ซ้ำยังกลายเป็นเจินจวินซึ่งขาดเพียงก้าวเดียวก็จะได้โบยบินขึ้นสู่สวรรค์ เมื่อกำแพงนี้พังทลายลง ก็จะเป็นบุคคลแรกในรอบพันปีที่บรรลุโบยบินขึ้นสู่สวรรค์
แต่ว่าจะมีวันนั้นหรือไม่
“เจ้าไม่เข้าใจเอาเสียเลย สิ่งที่ปลอบใจมนุษย์ได้มากที่สุดคือสีสันในโลกใบนี้ การอดไหนเลยจะมีความสุขเท่ากับการกินดื่ม นี่คือโลกมนุษย์…” ขณะที่พูดอยู่ฉินหลิวซีก็หยุดไป ลำคอราวกับถูกบีบ รีบยื่นมือไปหาเฟิงซิว
เฟิงซิวกลอกตา หยิบเหยือกสุราออกมาแล้วยื่นให้
ฉินหลิวซีกรอกปากไปเต็มคำ กลืนแป้งย่างชิ้นนั้นลงไป ไอสองสามที เอ่ย “เจ้าเกือบจะได้เห็นภาพอันโด่งดังที่เจินจวินคนแรกในใต้หล้าเกือบจะสำลักตายด้วยแป้งย่างโรยงา”
“ใช่แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นท่านก็จะถูกผู้คนรายล้อม” เฟิงซิวเหลือบมองผู้คนรอบตัวที่กำลังเฝ้าดูพวกเขา
ทั้งสองคนมีรูปลักษณ์โดดเด่น ล้วนแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี รัศมีไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ราวกับเป็นเทพเซียน จึงทำให้เป็นที่สะดุดตา มีสตรีหลายคนแก้มแดง สายตาหวานเยิ้ม
ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะไม่เคยเห็นพวกเขา มาจากที่อื่นหรือ ช่วงนี้ก็มีขุนนางจำนวนไม่น้อยกลับมาประจำการที่เมืองหลวง ได้พาคนในตระกูลมาด้วย ก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นลูกหลานตระกูลไหน
มีจอมเสเพลที่ใจกล้าอยากจะเข้าไปทักทาย แต่กลับถูกสายตาตักเตือนของเฟิงซิวทำให้หวาดกลัว ขาทั้งสองข้างราวกับถูกมัดไว้ ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า
ทันใดนั้นก็มีความเคลื่อนไหวจากข้างหน้า มีองครักษ์สวมชุดเกราะเปิดทางให้ ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว จำอิงหนานซึ่งเป็นหัวหน้าองครักษ์ได้ ความทรงจำราวกับน้ำไหลทะลักมา
เมื่ออีกฝ่ายเห็นนาง ใบหน้าซีดเล็กน้อย หยุดม้าในระยะห่างออกไปสองสามก้าว ลงจากหลังม้า คุกเข่าลงหนึ่งข้างให้นาง
ตอนยังเด็กไม่รู้ประสา เย่อหยิ่งทะนงตน สงสัยอาจารย์ว่าเป็นนักต้มตุ๋น ละอายใจยิ่งนัก
ฉินหลิวซีมองข้ามเขาไปยังข้างหลังของเขา องครักษ์ประจำตัวปรากฏ ฉีเชียนก็คงปรากฏตัวด้วยกระมัง
เป็นไปตามคาด มีรถม้าคันงามปรากฏขึ้นในสายตา เฟิงซิวยิ้มเยาะเบาๆ กล่าวว่า “ช่างรู้จักทำเรื่องผักชีโรยหน้า”
รถม้าหยุดตรงหน้าของพวกเขา ฉีเชียนสวมชุดลำลองมังกรทองห้ากรงเล็บกระโดดลงจากรถม้า เมื่อเห็นฉินหลิวซี ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข รีบเดินเข้าไปหา เอ่ย “หลังจากได้รับรายงานว่าพวกท่านปรากฏตัวในเมือง ข้าก็รีบออกมาต้อนรับทันที”
ฉินหลิวซีมองสำรวจเขาก่อนจะเอ่ยขึ้น “เป็นผู้ที่เป็นฮ่องเต้แล้วจริงๆ บนตัวมีความสง่างามของฮ่องเต้อยู่แล้ว เพียงแต่ราชาควรอยู่ห่างจากสถานที่อันตราย ท่านเป็นผู้นำอาณาจักรนี้ ใต้หล้านี้อยู่ในการควบคุมของท่าน แต่จะทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้ เข้าออกวังตามอำเภอใจ หากนักฆ่าไม่จับตามองท่านแล้วจะไปจับตามองใคร”
ฉีเชียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หลังจากที่ข้าขึ้นครองราชย์ นี่เป็นครั้งแรกที่ออกมา”
มาเพื่อรับเจ้า
ฉินหลิวซีพยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าวังกันเถิด เรียกเสนาบดีลิ่น ผู้เฒ่าอวี๋และคนอื่นๆ มาด้วย”
ฉีเชียนตกตะลึง มองไปยังกงกงที่อยู่ข้างๆ กงกงรีบถอยหลังออกไปทันที ส่งคนไปส่งสาร
เมื่อได้รู้ว่าฉินหลิวซีที่ไม่ได้มีข่าวคราวมานานได้เข้าวังแล้ว เสนาบดีลิ่นดีใจในทันที แต่ก็ดีใจได้ไม่เท่าไหร่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึม ใจเต้นขึ้นมา
หากไม่มีเรื่องสำคัญก็ไม่มาหาถึงที่ นางคงไม่ได้มาเพราะเรื่องที่นางเคยพูดไว้หรอกกระมัง
เสนาบดีลิ่นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เหม่อลอยเล็กน้อย
“เหตุใดท่านเสนาบดียืนอยู่ตรงนี้ไม่เข้าไป” อวี๋เหมี่ยวมาอยู่ข้างเขา ประหลาดใจเล็กน้อย
เสนาบดีลิ่นกล่าวว่า “เจ้าดูท้องฟ้าสิ”
อวี๋เหมี่ยวเงยหน้า คิ้วกระตุก “นี่มัน…”
เดิมทีเป็นท้องฟ้าที่มีแสงแดดสดใส แต่ทันใดนั้นก็มีเมฆดำรวมตัวกันอยู่ด้านบน แต่รูปร่างของเมฆดำนั้นราวกับสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่ดุร้ายแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ กำลังอ้าปากอันใหญ่โตของมันเพื่อกลืนบางสิ่ง
“หรือว่านี่จะเป็นเรื่องบังเอิญ” อวี๋เหมี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
เสนาบดีลิ่นก้มหน้า กล่าวว่า “ในใจข้ารู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดี”
อวี๋เหมี่ยวใจเต้น อยากจะพูดปลอบใจแต่ก็รู้สึกว่าไม่มีคำพูดดีๆ เลย กล่าวว่า “รับมือไปตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไร ย่อมสามารถผ่านไปได้ เพียงแต่ยากลำบากและเหนื่อยหน่อย”
เสนาบดีลิ่นมุมปากกระตุก ถ้าหากเป็นปีศาจร้ายทำลายล้างโลกล่ะ
ช่างเถิด ความกังวลนี้ไม่จำเป็นต้องมีคนมากังวลเพิ่ม
เมื่อเข้าไปในตำหนักจงฉิน ฉินหลิวซีกำลังพูดคุยอยู่กับฉีเชียน ทั้งสองคนหยุดพร้อมกัน จัดแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ชำเลืองมองซึ่งกันและกัน กระแอมเบาๆ แสร้งทำเป็นเดินเข้าไปราวกับไม่มีอะไร
น่าแปลก เหตุใดพวกเขาจึงได้เคร่งขรึมเช่นนี้
พวกเขาเข้าไปทักทายซึ่งกันและกัน คุยกันสองสามประโยค ฉินหลิวซีก็เข้าสู่ประเด็นไม่อ้อมค้อม พูดคุยเกี่ยวกับภัยพิบัติในต้าเฟิงในช่วงสองปีที่ผ่านมาอย่างสั้นๆ ด้วยเหตุผลทั้งหมด
แม้ว่าเสนาบดีลิ่นจะรู้เรื่องปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มานานแล้ว แต่เมื่อได้ฟังสิ่งนี้ แม้ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งสูงมาเป็นเวลานานและมีความรู้กว้างขวาง แต่ก็อดสีหน้าซีดลงไม่ได้ เหงื่อเย็นเต็มไปหมดทั้งตัว
ฉีเชียนและอวี๋เหมี่ยวก็เช่นกัน ดังนั้นที่ต้าเฟิงประสบกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่สิ ควรจะกล่าวว่าเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากปีศาจร้ายนอกรีต
หลายคนยกถ้วยชาขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
พวกเขาต้องสงบสติอารมณ์
ไม่รอให้พวกเขาได้ระงับอาการตกใจ คำพูดถัดไปของฉินหลิวซีทำเอาน้ำในถ้วยชาของพวกเขากระฉอกออกมาบางส่วน
ยังจะมีภัยพิบัติเหมือนกับก่อนหน้านี้อีก กระทั่งมีภัยพิบัติที่ใหญ่กว่ากำลังจะเกิดขึ้น
ภัยพิบัติทำลายล้าง
เสนาบดีลิ่นมือสั่นเล็กน้อย เขาวางถ้วยชาลง บีบระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งอย่างแรง
ฉีเชียนมองไปยังฉินหลิวซี เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ขมขื่น เอ่ยว่า “ตอนนั้นท่านบอกว่าสิ่งที่จะนำมาให้ข้าอาจจะไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่เป็นความยุ่งเหยิง หมายถึงสิ่งนี้หรือ”
ฉินหลิวซีหัวเราะ “กลัวแล้วหรือ”
นางมองไปยังเสนาบดีลิ่นและคนอื่นๆ หลายคนพากันส่ายหน้าพลางหัวเราะ หากบอกว่าไม่กลัวนั้นเป็นเรื่องโกหก พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งสูง แต่ก็ไม่เคยเห็นหายนะใหญ่ที่ทำลายขอบเขตทั้งเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์เช่นนี้มาก่อน
อีกอย่างเดิมทีต้าเฟิงก็มีความรู้สึกว่าดวงอาทิตย์กำลังจะตก ฮ่องเต้องค์ใหม่เข้ามารับช่วงต่อจึงรอดมาได้อย่างปลอดภัย แต่ในช่วงหลายปีมานี้ต้าเฟิงถูกลากลงโคลนด้วยภัยพิบัติต่างๆ นานา คลังหลวงว่างเปล่า ยังไม่ทันได้ก้าวรอดพ้นออกมา ก็กำลังจะจมลงไปลึกกว่าเดิม ใครบ้างจะไม่กลัว
แต่ว่ากลัวก็ส่วนกลัว ในเมื่อพวกเขาเป็นฮ่องเต้ เป็นขุนนางที่รับใช้ราษฎร ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ต้องยืนหยัดอยู่ข้างหน้าราษฎร
“พวกเราเข้าใจความหมายของท่านแล้ว ท่านต้องการให้พวกเราทำอะไร” ฉีเชียนมองนาง
“ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี” ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ย “ข้าแค่ต้องการบอกให้พวกท่านเตรียมตัวให้พร้อม เจ้าจิ้งจอก เลิกกินได้แล้ว โอกาสที่จะช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตทั้งหมดมาแล้ว”
เฟิงซิวมองดูขนมกุหลาบในมือ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าไม่น่ากินแล้ว เขามองไปยังฉีเชียน กล่าวว่า “เรามาทำสัญญากู้ยืมกันเถอะ”
[1] เจินจวิน แปลว่า “เทพผู้สมบูรณ์”
………………..