ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 538 เจ้าว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 538 เจ้าว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิด
ตอนที่ 538 เจ้าว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิด
เมื่อเห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของหลิวจี้ ฉินเหยาก็หมุนข้อมือ อยากจะซัดเขาอีกสักหมัดเพื่อให้เขาตื่นขึ้นมาเสียหน่อย
ดูเหมือนคนบางคนจะสัมผัสได้ถึงอันตราย แผ่นหลังจึงยืดตรงกลับสู่สภาพปกติ แต่ดวงตาดอกท้อที่เปี่ยมไปด้วยความรักคู่นั้นกลับก้มลงมองนางพลางเอ่ยถามเสียงเบา “เมียจ๋า เจ้าตั้งใจมารับข้าโดยเฉพาะเลยใช่หรือไม่”
ไม่รอนางตอบ เขาก็ยกนิ้วชี้เรียวยาวขึ้นมาตรงหน้านาง ส่งสัญญาณให้นางเงียบ ไม่ต้องพูด
แล้วก็พูดกับตัวเองว่า “เมียจ๋าเจ้าต้องบอกว่าไม่ใช่แน่ๆ แต่ข้ารู้ว่าต้องใช่ มิฉะนั้นแล้วเจ้าคงไม่มาปรากฏตัวบนเส้นทางที่พวกเราต้องผ่านในเวลาพอดิบพอดีเช่นนี้หรอก!”
เห็นหรือไม่ นางใส่ใจเขามากเพียงใด!
ฉินเหยาปัดนิ้วที่อยู่ตรงหน้าออก “เจ้าว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิด”
ฉินเหยาเดินมาหยุดข้างรถม้าของตระกูลฉี อาวั่งมองนางอย่างตื่นเต้นราวกับในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย
ฉินเหยารู้ว่าเขามีเรื่องมากมายจะพูดกับนาง แต่ว่า ได้โปรดอย่าเพิ่งพูด
“ท่านอาจารย์ คุณชายน้อยฉี” ฉินเหยาเดินมาที่หน้าต่างรถม้า ทักทายศิษย์อาจารย์ทั้งสองอย่างเป็นมิตร
ฉีเซียนกวนพยักหน้าตอบอย่างมีความสุข เพราะอย่างไรเสียทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้พบกันนานแล้ว
กงเหลียงเหลียวยังคงเก็บอาการอยู่บ้าง แต่ก็ดูออกว่าทั้งร่างดูผ่อนคลายลงมาก
ฉินเหยายิ้มกล่าว “รู้ว่าพวกท่านจะมาถึงวันนี้ ข้าเลยได้ทำความสะอาดเรือนปทุมไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้อสัตว์ ธัญพืชและผักสดสำหรับบริโภค เมื่อเช้านี้ก็ได้ให้คนส่งไปที่เรือนแล้ว กลับถึงหมู่บ้านก็พักผ่อนได้อย่างสบายใจเลยนะเจ้าคะ”
กงเหลียงเหลียวถอนหายใจอย่างซาบซึ้งพลันนึกถึงความสบายที่เรือนปทุมก็ยิ่งรู้สึกสุขใจ
การเดินทางต่อเป็นเรื่องสำคัญกว่า ฉินเหยาจึงไม่ได้พูดคุยให้มากความ ส่งสัญญาณให้ขบวนของตระกูลฉีตามนางมาแล้วก็กลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเอง ขับนำทางไปก่อน
หลิวจี้ไม่กลับไปแล้ว ตอนที่ฉินเหยาขึ้นรถม้า เขาก็นั่งลงบนคานลากรถม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังเว้นที่ว่างครึ่งหนึ่งไว้ให้นางด้วย
“เมียจ๋า เจ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะขับรถม้าเอง” เขายิ้มให้นางอย่างสดใสแล้วสะบัดบังเหียน เหล่าหวงก็เริ่มก้าวเดิน
ฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ ตามมาข้างหลัง ขบวนคนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างยิ่งใหญ่
ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านมากเท่าไร อารมณ์ของหลิวจี้ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น เขาเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “เมียจ๋า ครั้งนี้ในหมู่บ้านคงไม่มีเรื่องประหลาดใจอะไรรอข้าอยู่อีกใช่หรือไม่”
ฉินเหยายกมุมปากขึ้น “มีแน่นอน รอเจ้าอยู่ที่บ้าน เป็นเรื่องประหลาดใจที่ใหญ่มากด้วย”
ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกาย ถามอย่างสงสัย “เรื่องประหลาดใจอะไรหรือ หรือว่าเมียจ๋าเจ้าจัดงานเลี้ยงเชิญคนทั้งหมู่บ้านแล้ว รอแค่ข้าที่เป็นจวี่เหรินไปร่วมงานเท่านั้น”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะ “นั่นเจ้าก็คิดมากเกินไปแล้ว เพิ่งจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเอง ข้าว่าครั้งนี้พวกเราทำตัวเรียบง่ายหน่อยจะดีกว่า”
“แล้วเรื่องประหลาดใจอะไรกัน” ในที่สุดหลิวจี้ก็ได้กลิ่นของความไม่ชอบมาพากล เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
ฉินเหยาเอียงศีรษะยิ้มให้เขา “บอกเจ้าไปก็ไม่เสียหาย เมื่อวานคนตระกูลม่อมาที่บ้าน ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่าแล้วก็ครอบครัวทั้งสามคนของพี่ชายภรรยาเจ้า ตอนนี้กำลังรอท่านเขยอย่างเจ้าอยู่ในห้องหนังสือเพื่อให้เจ้าจัดการธุระให้พวกเขาอยู่”
“อะไรนะ” รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้หายวับไปในทันที
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่เหมือนกำลังโกหกเพื่อแกล้งขู่ตน เหงื่อก็ผุดซึมขึ้นที่ขมับของหลิวจี้อย่างประหม่า พอเห็นรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตาของฉินเหยา หัวใจก็เย็นวูบไปครึ่งหนึ่ง
“เมียจ๋า พวกเขาไม่ได้ทำให้เจ้าโกรธใช่หรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างระมัดระวัง
ฉินเหยายักไหล่ ไม่ได้บอกว่าโกรธ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่โกรธ
หลิวจี้คิดในใจว่า แย่แล้ว หากเรื่องนี้จัดการไม่ดี เขากลับบ้านไปคงไม่มีวันสงบสุขแน่
“พวกเขามาได้อย่างไรกัน” พอนึกถึงคนตระกูลม่อ หลิวจี้ก็หงุดหงิด เขานึกว่าครั้งที่แล้วที่ถูกตนด่าจนออกจากบ้านไป คนตระกูลม่อจะไม่มาอีกแล้วเสียอีก
“แน่นอนว่าต้องมาหาท่านเขยจวี่เหรินอย่างเจ้าอยู่แล้ว” ฉินเหยาพูดอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นอยู่บ้างแล้วเล่าข้อเรียกร้องสามประการของตระกูลม่อให้หลิวจี้ฟัง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
หลิวจี้เบิกตากว้าง “พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ยังคิดจะมาอยู่บ้านข้า กินของข้า ใช้ของของข้าอีก”
พอพูดถึงตรงนี้ อาจจะรู้สึกว่าใช้คำพูดไม่ถูกต้องอยู่บ้างจึงรีบแก้ตัวในทันทีว่า “ของในบ้านเราล้วนเป็นสิ่งที่เมียจ๋าเจ้าหามาด้วยความยากลำบาก ใครกล้าเอาเปรียบเมียจ๋าแม้เพียงครึ่งส่วน ข้าหลิวจี้จะจัดการมันให้ถึงที่สุด!”
คนตระกูลม่อนี่ช่างไร้ยางอายจริงๆ ตอนที่ด่าเขานั้นมีคำหยาบคายอะไรบ้างที่ไม่เคยพูดออกมาแล้วยังจะกล้ามาที่บ้านเพื่อขอผลประโยชน์จากเขาอีกหรือ
“เมียจ๋า เจ้าควรจะตีพวกเขาออกไปเลย!” หลิวจี้พูดเสียงเย็นชา
ฉินเหยาไม่สนใจเขา ตระกูลม่อมาหาท่านเขย เกี่ยวอะไรกับนางด้วย
อีกอย่าง ตอนนี้จะตะโกนเสียงดังไปก็ไม่มีประโยชน์ รอให้เจอคนตระกูลม่อจริงๆ แล้ว หากเขายังคงรักษาความโกรธนี้ไว้ได้ เขาก็ไม่ชื่อว่าหลิวจี้แล้ว
“เมียจ๋าเจ้าทำสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร” หลิวจี้พึมพำเสียงเบา
ฉินเหยา “ไม่มีอะไร”
หลิวจี้จ้องมองนางอย่างสงสัยอยู่สามวินาทีก็ยอมแพ้ไป กัดฟันแน่น แอบคิดคำนวณในใจว่าจะจัดการคนตระกูลม่ออย่างไรดี
ทว่า เขาคิดคำนวณไปพันหมื่นครั้งก็ไม่เคยคิดว่าคนตระกูลม่อจะคุกเข่าลงแล้วบอกว่าเมื่อก่อนเป็นพวกเขาที่ผิดต่อเขา
……
ขบวนคนแยกกันที่หัวสะพาน ฉีเซียนกวนกับกงเหลียงเหลียวและคนอื่นๆ กลับไปพักผ่อนที่เรือนปทุมเลย
อาวั่งกลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเอง ขับรถม้าพานายหญิงและนายท่านใหญ่กลับบ้าน
ลานบ้านที่คุ้นเคยดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
พื้นดินก่อนที่พวกเขาจะจากไปนั้นถูกปูด้วยแผ่นหินสีเขียวทั้งหมด ในลานบ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน มองดูแล้วก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งใจ
ไม่เพียงเท่านั้น ลานบ้านยังขยายออกไปทางหลังเขาอีกหนึ่งส่วน ตรงนั้นสร้างบ้านไว้หนึ่งหลัง รับครอบครัวทั้งสามคนของซ่งอวี้เข้ามาอยู่ด้วย
ในบ้านมีเครื่องเรือนใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย กำแพงลานบ้านก็ทาสีขาวใหม่ หลังคาห้องครัวและห้องอาบน้ำที่เคยเป็นหลังคาหญ้าก็เปลี่ยนเป็นอิฐเขียวและกระเบื้องสีคราม ทำให้ภาพรวมของลานบ้านดูเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น
ฉินเหยายังได้รับอินเยว่เป็นศิษย์ เข้ามาอาศัยอยู่กับอาจารย์อย่างนางในบ้าน แม้ว่าลานบ้านจะใหญ่ขึ้น แต่จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อจอดรถม้าเสร็จ ฉินเหยาก็นำหลิวจี้กับอาวั่งเดินเข้าลานบ้านไป หลี่ซื่อกับอินเยว่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็พากันออกมาต้อนรับ
“สามีท่านอาจารย์!” อินเยว่คารวะอย่างสง่างามแล้วก็ยิ้มให้อาวั่งอย่างซาบซึ้ง
นางรู้ว่าหากไม่ใช่อาวั่งที่แนะนำอย่างแข็งขัน ท่านอาจารย์ก็คงไม่พิจารณารับนางเป็นศิษย์เร็วเช่นนี้
อาวั่งพยักหน้าเบาๆ แล้วก็ก้าวยาวๆ ไปยังสวนผักหลังบ้าน
ฉินเหยาสบตากับหลี่ซื่ออย่างรู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย หลี่ซื่อทำได้เพียงส่งสายตาปลอบใจนายหญิง ไม่เป็นไร อย่างไรเสียก็ยังปลูกผักขึ้นมาได้สองสามแถว
หลิวจี้ไม่มีเวลาสนใจศิษย์คนใหม่ของฉินเหยา วางสัมภาระลงแล้วก็ชะโงกศีรษะไปทางสวนหลังบ้านก็เห็นร่างของคนตระกูลม่ออยู่ในห้องหนังสือของตนจริงๆ จึงรีบหดศีรษะกลับมา ก้าวยาวๆ ไปยังห้องโถงเพื่อรินน้ำมาดื่มหนึ่งแก้วระงับความตกใจ
“ท่านอาจารย์” อินเยว่มองไปทางฉินเหยาแล้วชี้ไปทางสวนหลังบ้าน ถามว่าตนยังต้องไปเฝ้าประตูอีกหรือไม่
ฉินเหยาโบกมือ ส่งสัญญาณให้นางย้ายสัมภาระของหลิวจี้เข้าไปแล้วก็ถอยออกมาได้
อินเยว่เข้าใจในทันที ยกสัมภาระสองหีบใหญ่บนพื้นขึ้นมาแล้วก็เดินไปยังห้องหนังสือ
ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างตื่นเต้นของท่านผู้เฒ่าม่อดังมาจากข้างหลังว่า “ท่านเขยกลับมาแล้ว!”
“เร็วเข้า! เร็วเข้า! เป่าเอ๋อร์มานี่ มากับปู่ ไปคารวะอาเขยของเจ้า!”
เสียงฝีเท้าของคนตระกูลม่อดังเข้ามา หลิวจี้เงยหน้าขึ้นมองไปทางฉินเหยาโดยไม่รู้ตัว
ฉินเหยาก็ถอยไปอยู่ข้างประตูห้องครัว ท่าทีเย็นชาสื่อว่าข้าจะดูว่าเจ้าจะจัดการอย่างไร
หัวใจของหลิวจี้สั่นไหว แล้วก็นึกถึงคนตระกูลม่อขึ้นมาอีก ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาในใจ
เขาเพิ่งจะเข้าประตูมา ก้นยังไม่ทันจะได้นั่งเก้าอี้ให้ร้อน พวกเขามารบกวนตนแล้ว อย่างนี้ยังจะหวังให้เขาจัดการธุระให้อีกหรือ ฝันไปเถอะ!