ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 139 ยามลำบากยังคงเคียงข้าง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 139 ยามลำบากยังคงเคียงข้าง
บทที่ 139 ยามลำบากยังคงเคียงข้าง
อันจิ่วเม่ยรู้เรื่องราวในนิยายต้นฉบับ ในนิยายหลังจากที่เจ้าของร่างเดิมตายอยู่ใต้สะพานลอย ฉีหลิวเหว่ยลูกของป้าซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้าของร่างเดิม เขาก็เป็นคนจัดการศพให้
ครอบครัวของป้าอยู่ที่หมู่บ้านไป๋หยุน อยู่อีกฝั่งของภูเขา สภาพความเป็นอยู่ลำบากกว่าที่นี่มาก อันจิ่วเม่ยกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็กตอนนั้นญาติทางบ้านเกิดฝืนใจช่วยเหลือหลายครั้ง แต่ต่อมาก็ดูแลตัวเองไม่ไหว จึงไม่ได้ช่วยเหลือฝั่งอันจิ่วเม่ยอีก
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ญาติคนนี้มาเยี่ยมไม่กี่ครั้ง ทุกครั้งที่มาก็จะนำผักที่ปลูกเองมาฝาก ไม่ได้พูดอะไรมาก นั่งสักพักก็กลับไป
เนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับเดิมไม่ได้เขียนรายละเอียดมากนัก ไม่รู้ว่าที่ป้ามาครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไร สุดท้ายอันจิ่วเม่ยก็คิดว่าเป็นการมาเยี่ยมย่าตามปกติ ไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าบ้านทักทายแล้วก็เข้าห้องไปเก็บของก่อนจะออกมา
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าป้าคนนี้เป็นคนดีและเป็นญาติฝ่ายแม่ของคุณย่าอันที่เหลืออยู่ เธอจึงชงนมข้าวบาร์เลย์ให้อย่างใจกว้าง และหยิบขนมออกมาต้อนรับ
“ป้าหนิงเหอเดินทางมาตั้งไกลเหนื่อยไหมคะ ดื่มนมข้าวบาร์เลย์ก่อนเถอะค่ะ”
ตอนที่เอันหนิงเหอเพิ่งเข้าหมู่บ้านมา เธอเองก็ได้ยินชาวบ้านพูดว่าอันจิ่วเม่ยตอนนี้มีความสามารถมาก ช่วยพัฒนาหมู่บ้าน และมีตำแหน่งสูงในหมู่บ้าน ในตอนแรกเธอเองก็ยังสงสัยอยู่
ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ติดต่อกับเด็กคนนี้ แต่ก็รู้ว่าเป็นเด็กขี้อายและอ่อนแอ แต่ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปเหมือนคนละคนได้
เมื่ออันหนิงเหอเห็นอันจิ่วเม่ยต้อนรับเธออย่างอบอุ่น ทั้งเรียกขานด้วยคำว่า ‘ป้า’ อย่างไพเราะ และยังชงนมข้าวบาร์เลย์มาให้ด้วยความใส่ใจ เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งจนดวงตาเริ่มคลอไปด้วยน้ำตา
ครอบครัวของอันหนิงเหอเห็นใจสองย่าหลานคู่นี้มาตลอด โดยเฉพาะแม่สามีของเธอที่สงสารน้องสาวของตัวเองอย่างสุดหัวใจ
ย่าอันมีชีวิตที่ลำบากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ตั้งแต่วัยสาวที่ต้องสูญเสียสามีไปในขณะที่ยังอายุน้อย พอลูกชายเติบโตจนมีครอบครัว ชีวิตก็เหมือนจะดีขึ้นบ้าง แต่กลับต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายอีกครั้ง
เมื่อภรรยาคนแรกของลูกชายเสียชีวิตไป ลูกชายแต่งงานใหม่กลับได้ลูกสะใภ้ที่ไม่ดี ไม่นานนักลูกชายก็จากไป ทิ้งให้ย่าอันเผชิญหน้ากับการถูกลูกสะใภ้คนหลังรังแก ซ้ำร้ายสุขภาพของตัวเองก็อ่อนแอและเจ็บป่วยอยู่เสมอ แต่ยังต้องเลี้ยงหลานสาวตามลำพัง
ชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นคงทนไม่ไหว แต่ย่าอันกลับกัดฟันสู้มาโดยไม่ยอมแพ้
หลานสาวของเธอเองก็ไม่ได้ต่างกัน ในวัยเด็กอันจิ่วเม่ยถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเสมอ เธอเติบโตมาอย่างหวาดกลัวและขาดความมั่นใจ เป็นคนที่ไม่กล้ายืนหยัดเพื่อตัวเอง
แต่เมื่อไม่ได้พบกันระยะหนึ่ง อันหนิงเหอกลับพบว่าหลานสาวคนนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ย่าหลานสองคนไม่เพียงแต่มีชีวิติดีขึ้น แต่ยังมีส่วนช่วยพัฒนาหมู่บ้านจนเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่พวกเธอทำทำให้อันหนิงเหอรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
“ขอบคุณนะอันจิ่วเม่ย ป้าเห็นพวกเธอมีชีวิตที่ดีขึ้นแบบนี้ ป้าดีใจด้วยจริง ๆ นะ”
นมข้าวบาร์เลย์นี้ครอบครัวของเธอไม่มีปัญญาซื้อ รู้ว่าเป็นของมีค่า เธอไม่กล้าทำกิน หลังจากรับมาก็วางไว้ข้าง ๆ คิดว่าเมื่อเธอกลับไปแล้วอันจิ่วเม่ยจะได้เอาไปอุ่นให้ร้อนแล้วเก็บไว้ดื่มได้
อันจิ่วเม่ยไม่รู้เลยว่าป้าของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เธอเร่งให้ป้าลองชิมนมข้าวบาร์เลย์อย่างกระตือรือร้น “ตอนนี้น้ำกำลังอุ่นกำลังดี ถ้าปล่อยให้เย็นจะไม่อร่อยนะคะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
อันหนิงเหอที่ถูกหลานสาวรบเร้าอยู่หลายครั้งก็ปฏิเสธไม่ออก จึงยอมยกถ้วยขึ้นจิบเล็กน้อย
ทันทีที่รสชาติหอมหวานของนมข้าวบาร์เลย์แตะปลายลิ้น ความรู้สึกอบอุ่นก็ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วกาย หัวใจที่เคยขมขื่นพลันรู้สึกเหมือนถูกเติมเต็มด้วยความหวานละมุนของเครื่องดื่มแก้วนี้อย่างน่าประหลาด
อันหนิงเหอเลียริมฝีปากอย่างละโมบ แต่ไม่ยอมดื่มอีกอึกเลยมือทั้งสองประสานกัน ท่าทางของเธอดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ย่าอันเดาว่าหลานสาวเธออาจจะเจอปัญหาอะไรสักอย่าง หัวใจกระตุก มองอันจิ่วเม่ยอย่างกังวล กลัวว่าหลานสาวจะโกรธที่ตนเองอยากช่วยเหลือญาติทางบ้านเกิด แต่ก็เป็นห่วงว่าครอบครัวของพี่สาวจะมีเรื่อง ท่าทางกระวนกระวายและอยากพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
อันจิ่วเม่ยจะมองไม่ออกความคิดของคนทั้งสองได้อย่างไร ในใจถอนหายใจ เธอดูเหมือนคนใจร้ายเหรอ?
หัวใจที่แข็งกร้าวของเธอมีไว้สำหรับซื่อหงและตระกูลหลี่เท่านั้น ส่วนญาติอย่างป้าอันหนิงเหอที่หวังดีกับพวกเธอจริง ๆ และสามารถคบหากันต่อไปได้ ถ้าช่วยได้เธอก็ควรช่วยสักหน่อย
คิดแบบนี้แล้ว เธอจึงเอ่ยปากพูดว่า “ป้าค่ะ ที่บ้านเจอเรื่องยากลำบากอะไรหรือเปล่าคะ?”
เมื่อเธอพูด เธอก็ยังคำนึงถึงความรู้สึกของป้าน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นมาก แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“จิ่วเม่ย ป้าหมดหนทางจริง ๆ ถึงได้มาขอความช่วยเหลือจากเธอ…”
อันหนิงเหอพูดพลางเช็ดน้ำตา เสียงสะอื้น แทบจะคุกเข่าให้หลานสาวแต่อันจิ่วเม่ยรีบพยุงเธอขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พูดว่า
“ป้าพูดอะไรอย่างนั้นคะ? พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ตั้งแต่เด็กคุณป้าช่วยเหลือฉันกับย่ามากกว่าใคร ฉันจำความดีนี้ได้เสมอ ตอนนี้หนูกับย่ามีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าครอบครัวมีปัญหา การช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ควรทำ”
เมื่อได้ยินว่าอันจิ่วเม่ยไม่ปฏิเสธที่จะช่วย อันหนิงเหอถอนหายใจด้วยความโล่งอก นั่งลงแล้วเช็ดน้ำตาพูดว่า “เมื่อวานซืนลูกพี่ลูกน้องของเธอไปล่าสัตว์บนภูเขา พลาดท่าหักขา ตอนนี้ยังนอนหมดสติอยู่ที่สถานีอนามัย หมอบอกให้ส่งไปโรงพยาบาลในเมืองรักษา ไม่งั้นขาจะพิการ… พวกเราอยากส่งเขาไปรักษาในเมือง แต่เงินในมือไม่พอ…”
หมู่บ้านไป๋หยุนห่างไกลกว่าหมู่บ้านหนานเทียนมาก อยู่ห่างไกลและอันตราย บนภูเขามักมีสัตว์ร้ายออกมา ชาวบ้านจึงไม่ออกจากหมู่บ้านถ้าไม่จำเป็น ไม่สะดวกในการเดินทาง บางครั้งต้องรวมกลุ่มกันหลายคนถึงจะกล้าออกไป
ด้วยเหตุนี้ อันจิ่วเม่ยจึงรู้สึกจากใจว่าหลายปีมานี้ ป้าหนิงเหอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่สามารถออกจากภูเขามาส่งอาหารให้ย่าหลานของพวกเขา แม้จะเป็นของเล็กน้อย แต่น้ำใจก็มากมาย
การคมนาคมไม่สะดวก จึงพัฒนาไม่ได้ ผู้คนที่นั่นแทบจะพึ่งพาตนเองทั้งหมด มีโอกาสหาเงินน้อยมาก การไปทำงานในทุ่งนาก็แลกได้แค่ธัญพืชเท่านั้น แทบไม่มีการจ่ายเป็นเงิน เพราะถึงให้เงินไปพวกเขาก็ซื้ออะไรไม่ได้ ยังไม่ดีเท่าธัญพืชที่ทำให้สบายใจกว่า
ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกชายป้าได้รับบาดเจ็บและต้องเข้าเมืองเพื่อรักษา ครอบครัวจึงไม่มีเงินพอ
อันจิ่วเม่ยคิดสักครู่ แม้ในเนื้อเรื่องเดิมจะไม่มีเหตุการณ์ที่ป้าหนิงเหอจะมาขอยืมเงิน แต่ในตอนหลังที่กล่าวถึง ลูกชายของป้าก็มีการเขียนว่าเขาเป็นคนขาเป๋ เดินกะเผลก ๆ ดูลำบากมาก แต่ยังสามารถอุ้มศพของเธอเดิมกลับไปฝังได้อย่างมั่นคง
คิดดูแล้ว ตามเส้นเวลาของเรื่องเดิม ตอนนี้เจ้าของร่างเดิมแต่งงานกับคนโง่แล้ว ถูกลี่เฟยกับชิวหรงรังแกทุกวัน แม้ว่าป้าหนิงเหอมาก็คงไม่กล้าไปยืมเงินที่บ้านตระกูลหลี่ ทำให้ลูกชายป้าหนิงเหอพลาดโอกาสรักษาที่ดีที่สุด จึงกลายเป็นคนขาเป๋
คิดถึงตรงนี้ อันจิ่วเม่ยถอนหายใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความยากจน
เห็นป้าหนิงเหอไห้จนหน้าเปื้อนน้ำตา อันจิ่วเม่ยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้เธอ แล้วพูดว่า “พี่ใหญ่เกิดเรื่องต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองแน่ ๆ ป้าน่าจะมาเร็วกว่านี้นะคะ”
อันจิ่วเม่ยลุกขึ้น เดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบธนบัตรสองใบกลับมา จากนั้นเธอส่งเงินให้ป้าหนิงเหอด้วยความนุ่มนวล พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
“ป้าคะ เงินนี้ป้ารับไปใช้ก่อนนะคะ พอกลับไปแล้ว บอกลุงให้พาพี่ใหญ่ไปโรงพยาบาลในเมืองแต่เช้าพรุ่งนี้เลยค่ะ หนูจะไปเมืองพอดี ตอนนั้นหนูจะไปช่วยเฝ้าที่โรงพยาบาลด้วย แล้วเราค่อยดูสถานการณ์กันอีกทีว่าจะหาทางช่วยยังไงต่อไป”