ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 154 ปะทะคารมกลางโรงพยาบาล
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 154 ปะทะคารมกลางโรงพยาบาล
บทที่ 154 ปะทะคารมกลางโรงพยาบาล
อันจิ่วเม่ยไม่ใช่ว่าไม่สังเกตเห็นสายตาที่จับจ้องมาที่ตัวเอง แต่เห็นว่าอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงไม่อยากไปถือสาอะไร
อันหนิงเหอช่วยอันจิ่วเม่ยจัดวางอาหารลงอย่างเป็นระเบียบ อาหารยังคงร้อนอยู่ และดูออกได้ทันทีว่าเป็นอาหารที่ซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เธออดรู้สึกไม่ได้ว่าอันจิ่วเม่ยช่วยเหลือพวกเธอมากเกินไปแล้ว เมื่อวานก็พาไปกินที่ร้านอาหารของรัฐ วันนี้ยังซื้อมาให้อีก
ค่าใช้จ่ายแบบนี้ถือว่าสูงมากสำหรับยุคนี้ อันหนิงเหอรู้สึกเกรงใจและคิดว่าอันจิ่วเม่ยอาจเสียสละให้พวกเธอมากจนเกินไป
“จิ่วเม่ย อย่าสิ้นเปลืองเงินแบบนี้อีกเลยนะ พวกเราซื้ออาหารจากโรงอาหารในโรงพยาบาลมากินก็ได้เหมือนกัน เธอฟังคำป้าสิ ไม่งั้นป้าจะรู้สึกไม่สบายใจจริง ๆ ”
แต่เดิมเธอตั้งใจว่าจะรอให้คนเตียงข้าง ๆ ทะเลาะกันเสร็จแล้วค่อยไปซื้ออาหารที่โรงอาหาร ใครจะรู้ว่าพวกเขาทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นจนถึงตอนนี้
อันจิ่วเม่ยยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกป้า แค่กินสองมื้อเอง ฉันมีเงินนะ พี่ชายบาดเจ็บต้องบำรุงร่างกาย พวกเราก็ถือว่าได้รับความเมตตาจากพี่ชายด้วย”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แต่เดิมทั้งครอบครัวรู้สึกหดหู่เพราะลูกชายคนโตบาดเจ็บ แต่พออันจิ่วเม่ยพูดแบบนี้ กลับรู้สึกเหมือนเคราะห์ซ้ำกลายเป็นดีไปเสียอย่างนั้น
ขณะที่กำลังกินอาหารอร่อย ทุกคนในครอบครัวลืมเรื่องครอบครัวที่กำลังทะเลาะกันอยู่ข้าง ๆ ไปเลย ผู้หญิงครอบครัวข้าง ๆ ทนไม่ไหว จึงด่าพวกเขาตรง ๆ ว่า “เสียงเบาลงหน่อยไม่ได้หรือไง? มีเงินนิดหน่อยก็ทำตัวเหลิง! เมื่อวานก็กินดีอยู่แล้ว วันนี้ยังมาอวดรวยอีก พวกทุนนิยมอย่างพวกแก ฉันจะไปแจ้งตำรวจ!”
อันหนิงเหอโดนด่าทีก็ไม่พอใจ รีบพูดขึ้นมาก่อนว่า “สหาย คุณพูดแบบนี้ไม่ได้นะ พวกคุณทะเลาะกันมาตั้งแต่เช้า เสียงดังจนห้องพักข้าง ๆ ก็ได้ยินกันหมด พวกเราแค่คุยกันปกติ เสียงไม่ได้ดังเลย ทำไมคุณถึงบอกว่าพวกเราเสียงดังล่ะ?”
“แล้วอีกอย่าง หลานสาวฉันซื้อของอร่อยมาให้พวกเราก็เพราะเธอกตัญญู มีน้ำใจดี รู้ว่าพวกเราไม่เคยมาเมืองใหญ่ ไม่มีเงินด้วย ถึงได้ดูแลพวกเราเป็นพิเศษ ไม่ใช่ทำตัวเหมือนพวกทุนนิยมสักหน่อย! คุณคิดว่าทุกคนจะใจร้ายเหมือนคุณหรือไง ไม่เอาลูกตัวเองแล้วยังพูดจาแย่ ๆ ต่อหน้าลูกแบบนี้ เฮอะ จิตใจแย่จริง ๆ ”
อันหนิงเหอยืนบังอันจิ่วเม่ย และด่าผู้หญิงคนนั้นอย่างเต็มที่ เธออยากจะพูดแทนเด็กคนนั้นมานานแล้ว ใครจะเป็นแม่ที่ปกติแล้วพูดแบบนี้ต่อหน้าลูก
อย่างน้อยก็ควรปิดบังไว้บ้าง ให้เด็กจากไปอย่างสงบ แต่เธอกลับตะโกนด่าเสียงดัง ราวกับอยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอไม่ต้องการลูกของตัวเองแล้ว นี่ยังมีท่าทางเป็นแม่อยู่อีกเหรอ?
แต่เดิมเธอไม่อยากยุ่ง เพราะไม่ใช่เรื่องของครอบครัวตัวเอง อีกทั้งเธอเป็นแค่หญิงชาวบ้านจากในป่า ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ปกติไม่กล้าพูดมากกับคนในเมือง แต่อีกฝ่ายกลับบ้าถึงขนาดมาด่าอันจิ่วเม่ย นี่มันไม่ใช่มาหาเรื่องโดนด่าหรอกเหรอ กล้ามาด่าผู้มีพระคุณของเธอ คิดว่าเธอจะยอมงั้นเหรอ!
ปกติในหมู่บ้านก็เคยทะเลาะกับผู้หญิงในหมู่บ้านมาไม่น้อย ถ้าเธอโกรธขึ้นมา เธอก็ไม่ไหวหน้าใครเหมือนกัน
อันจิ่วเม่ยมองจนตะลึง ไม่คิดว่าป้าที่ดูเรียบร้อย พูดน้อย จะมีพลังต่อสู้รุนแรงขนาดนี้
เธอเดิมทีคิดจะออกหน้าเอง จริงๆ แล้วเธอก็รู้สึกไม่พอใจผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่คิดว่าป้าจะพุ่งเข้าไปก่อน ดังนั้นเธอจึงยืนดูเฉย ๆ อย่างสบายใจ
หญิงสาวไม่คิดว่าหญงิจากชนบทจะกล้าพูดกับเธอแบบนี้ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกอับอายและโกรธ ยกมือขึ้นจะตบ
ฉีเหวินหยางที่เห็นท่าทางอีกฝ่าย ก็เดินไปยืนข้างหน้าภรรยาตนเองอย่างเงียบ ๆ จ้องเขม็งไปยังผู้หญิงคนนั้น หญิงสาวก็ขี้ขลาดทันที จากนั้นเธอก็เริ่มร้องไห้
“พวกแกรุมแกล้งฉันแบบนี้ได้ยังไงกัน! ชีวิตฉันช่างน่าสงสารจริง ๆ พ่อแม่สามีก็ไม่เห็นใจฉัน ยังต้องเลี้ยงลูกชายที่ป่วยมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เข้าโรงพยาบาลยังต้องถูกรังแก ทุกคนดูสิ”
อันจิ่วเม่ยมองดูหญิงสาวอายุน้อยคนนี้ที่บทจะพูดก็พูด บทจะร้องก็ร้อง เสียงดังจนคนในห้องพักผู้ป่วยรอบ ๆ ต่างพากันมามุงดู
เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ อันหนิงเหอและสามี ไม่เคยเจอมาก่อน จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
อันจิ่วเม่ยปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรหรอกคุณป้า เมื่อเขาบอกว่าพวกเรารังแกเธอ ก็ให้รังแกให้สุด ๆ ไปเลย เธอใส่ร้ายฉันว่าประพฤติตัวไม่ดี ฉันจะไปแจ้งตำรวจ ตอนนั้นหวังว่าทุกคนจะช่วยเป็นพยานให้ฉันด้วย ดูซิว่าพี่สาวคนนี้ที่ยอมให้แต่ผู้มีอำนาจทำผิดแต่ไม่ยอมให้ประชาชนทำถูก แถมยังกลับมาตำหนิเราอีก ควรจะถูกตัดสินอย่างไร”
“พูดได้ดีมาก!” คุณลุงคนหนึ่งที่สวมชุดคนไข้ก้าวออกมาพูดว่า
“ครอบครัวนี้เข้ามาอยู่โรงพยาบาลวันเดียวกับผม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผู้หญิงคนนี้ก็ด่าลูกตลอด บ่นว่าทำไมลูกถึงป่วย ทำให้เธอลำบาก ด่าติดต่อกันหลายวัน วันนี้หมอบอกว่าต้องต่อค่ารักษา แม่สามีส่งเงินมาให้ แต่เธอกลับไม่ยอมใช้เงินกับลูก แล้วทะเลาะกับแม่สามีเลย! แม้แต่เสือยังไม่กินลูก แต่แม่คนนี้ช่างเป็นคนที่โหดร้ายจริง ๆ”
“ฉันยินดีเป็นพยานให้เธอ!” เมื่อคุณลุงเอ่ยปาก คนอื่น ๆ ก็พากันออกมา ทุกคนล้วนอยู่ฝ่ายอันจิ่วเม่ย
ผู้หญิงคนนั้นเริ่มตกใจ ร้องไห้ไม่ออกแล้ว มองแม่สามีอย่างไร้ทางออก หวังว่าแม่สามีจะช่วยตัวเอง
แม้แม่สามีจะรังเกียจ แต่อย่างไรเธอก็เป็นแม่ของหลานชายสองคน จึงก้าวออกมาขอโทษอันจิ่วเม่ยและครอบครัวแทนเธอ กล่าวว่า
“ฉันต้องขอโทษจริง ๆ ลูกอยู่โรงพยาบาลมาตลอด เธอไม่สามารถไปทำงานได้ ทุ่มเทความคิดทั้งหมดให้กับลูก ในใจคงรู้สึกไม่สบายใจบ้าง ขอให้พวกคุณเข้าใจด้วย”
“นี่เป็นผลไม้ที่ฉันเอามา หวังว่าพวกคุณจะไม่รังเกียจ”
เธอยื่นส้มสามสี่ลูกให้อันจิ่วเม่ย แต่เธอไม่รับ ถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่ต้องหรอก ให้เด็กกินเถอะ”
อันจิ่วเม่ยไม่ได้เลวถึงขนาดจะแย่งอาหารกับเด็ก เด็กน่าสงสารพออยู่แล้ว
แม่ของเด็กเห็นว่าเธอไม่ต้องการแม้แต่ผลไม้ จึงถามอย่างบ้าคลั่งว่า
“ไม่เอาแม้แต่ผลไม้ หรือว่าเธอคิดจะหลอกเอาเงินฉันอีก!”
อันจิ่วเม่ยไม่ได้คิดแบบนี้มาก่อน เธอแค่คิดว่าเรื่องนี้ควรจบลงแค่นี้ ทุกคนแยกย้ายกันไปก็พอแล้ว ใครจะรู้ว่าหญิงบ้าคนนี้ยังจะกัดคนไปทั่ว
ขณะที่อันจิ่วเม่ยกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แม่สามีของหญิงคนนั้นก็เข้ามาปิดปากเธอไว้ แล้วด่าเบาๆ ว่า “เธอเลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว! ไม่งั้นฉันจะให้ลูกชายฉันหย่ากับเธอ!”
แค่ประโยคเดียว หญิงคนนั้นก็เงียบสนิทไปเลย
หลังจากนั้นแม่สามีของเธอก็พูดจาดี ๆ อีกสองสามประโยค แล้วไปขอย้ายห้องพัก เรื่องนี้ถึงได้จบลง
“ไม่เลว ๆ เธอกล้าหาญมาก” คุณลุงที่ออกมา เอ่ยชมเชยอันจิ่วเม่ยตั้งแต่แรกมองเธอด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ไม่ร้อนไม่โมโห แต่คิดอย่างชัดเจนที่จะขอให้ตำรวจมาจัดการ คนทั่วไปไม่กล้าคิดไปในทางนั้น มักจะรู้สึกว่าพอติดต่อกับตำรวจก็ต้องเสียหายแน่ แต่จริง ๆ แล้วตำรวจสามารถทำอะไรเพื่อประชาชนได้มากมาย เพียงแต่ทุกคนไม่รู้ จึงพลาดโอกาสที่จะได้รับการคุ้มครองไปมากมาย
อันจิ่วเม่ยโค้งคำนับอย่างถ่อมตัว แล้วพูดว่า “คุณลุง ขอบคุณที่ช่วยพูดแทนฉันเมื่อกี้ และขอบคุณสหายทุกท่านด้วย”
“ไม่เป็นไร พวกเราก็ทนไม่ได้ที่คนนั้นด่าคนอื่นไปทั่ว”
คุณลุงโบกมือ แล้วชี้ไปที่ห้องพักข้างๆ พูดว่า “ฉันพักอยู่ห้องข้าง ๆ นี่เอง ถ้ามีเวลาก็มาคุยกับฉันนะ”