ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 159 ยอมรับผลที่ตามมาเอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 159 ยอมรับผลที่ตามมาเอง
บทที่ 159 ยอมรับผลที่ตามมาเอง
ฟางเจียวเหม่ยวิ่งออกไปทั้งน้ำตา มือหนึ่งปิดปากพยายามกลั้นสะอื้น ระหว่างทางมีชาวบ้านหลายคนมองเห็นเธอ แต่เธอไม่ได้พูดหรืออธิบายอะไรให้ใครฟัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายคนเห็นเธอวิ่งออกมาจากบ้านของอันจิ่วเม่ย ก็อดไม่ได้ที่จะเดาว่าเธอน่าจะถูกตี ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมถึงถูกตีนั้น ไม่มีใครรู้แน่ชัด
ด้วยความที่รายชื่อคนที่จะได้ทำงานในโรงงานเต้าหู้ยังไม่ได้ประกาศ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไม่พูดวิพากษ์วิจารณ์อะไรลับหลัง กลัวว่าหากคำพูดเหล่านั้นหลุดไปถึงหูคนอื่น อาจมีใครนำไปฟ้องและทำให้ตัวเองเสียโอกาสในครั้งนี้
อันจิ่วเม่ยเองไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้สักนิด หลังจากฟางเจียวเหม่ยวิ่งออกไป เธอก็เดินไปล็อกประตูบ้านทันที
เมื่อหันกลับมา เธอก็พบว่าคุณย่ากำลังมองเธออยู่ สายตาของคุณย่าทำให้เธอรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
อันจิ่วเม่ยหัวเราะกลบเกลื่อน พยายามเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ยังไม่ทันได้หลบพ้น ก็ถูกเสียงของคุณย่าเรียกเอาไว้
ย่าอันเดินเข้ามาพร้อมไม้เท้า ก่อนจะจับมือหลานสาวขึ้นมาดูอย่างห่วงใย สายตาของท่านกวาดมองทั่วมือของอันจิ่วเม่ย ราวกับกลัวว่าจะมีบาดแผลจากการลงมือเมื่อครู่
“ดูสิ ถลอกหมดแล้ว มาเถอะ ย่าจะช่วยทายาให้ พรุ่งนี้ก็จะหาย”
พูดจบ ย่าอันก็จูงมืออันจิ่วเม่ยพาเข้าบ้าน แม้ตัวอันจิ่วเม่ยจะคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เมื่อเห็นใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยของคุณย่า เธอก็ยอมเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย
เมื่อเข้ามาในบ้าน ย่าอันหยิบขวดยาออกมาและช่วยทายาให้อันจิ่วเม่ยอย่างเบามือ ขณะนั้นท่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่นปนหยอกล้อ
“หลานทำแบบนี้ต่อหน้าย่าก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ครั้งหน้า ถ้าเจียเฟิ่งอยู่ด้วย ต้องอ่อนโยนหน่อยนะ รู้ไหม? อย่าให้สามีที่ดีแบบนั้นตกใจจนหนีไปล่ะ”
“…” อันจิ่วเม่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมองคุณย่าอย่างหมดคำพูด
แม้จะรู้ว่าคุณย่าอันหวังดี แต่พูดแบบนี้ออกมา เธอในฐานะผู้หญิงยุคใหม่ก็ไม่ชอบฟังจริงๆ
อดทนแล้วอดทนอีก เธอก็พูดว่า “คุณย่าคะ หนูก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นยังไงก็เป็นแบบนั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อใคร หลี่เจียเฟิ่งเองก็รู้มาก่อนแล้วว่าหนูเป็นคนแบบนี้ ยอมรับได้ก็ต้องยอมรับ ยอมรับไม่ได้ก็ต้องทน ใครใช้ให้พวกเราแต่งงานกันแล้วล่ะคะ?”
ย่าอันตาโต ไม่คิดว่าหลานสาวที่รักจะพูดจาแบบนี้ได้
อะไรกันที่เรียกว่าแม้จะยอมรับไม่ได้ก็ต้องอดทน? มีลูกสะใภ้บ้านไหนกล้าพูดกับผู้ชายในบ้านแบบนี้?
หลานสาวของเธอยังเด็กเกินไปจริง ๆ !
ที่จริงแล้ว อันจิ่วเม่ยต้องการจะบอกว่า หลี่เจียเฟิ่งรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหนตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ตอนนี้คิดจะเปลี่ยนแปลงก็สายเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร
การอธิบายอะไรมากมายกับคุณย่าคงไม่มีประโยชน์อะไร คนรุ่นเก่ามักมีความคิดที่ยึดติด และยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยวของแนวคิดจากระบบศักดินาในอดีตอยู่บ้าง แม้จะพยายามพูดหรืออธิบายอย่างไร ก็คงยากที่จะเปลี่ยนความคิดได้
อันจิ่วเม่ยจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรมาก ขอเพียงแค่เธอและหลี่เจียเฟิ่งเข้าใจกันก็เพียงพอแล้ว
ย่าอันมองหลานสาวอย่างเข้าใจ เมื่อได้ยินคำตอบของอันจิ่วเม่ย ท่านก็รู้ดีว่าคนรุ่นใหม่มีความคิดที่แตกต่างจากคนรุ่นตัวเอง จึงไม่ได้เซ้าซี้หรือบังคับอะไรอีก
หลังจากช่วยทายาให้เสร็จ ย่าอันก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนปล่อยให้หลานสาวกลับเข้าห้องไปพักผ่อนตามสบาย
แค่จัดการบ้านร้างของตระกูลที่ไร้ทายาทสืบทอด ในหมู่บ้านให้เรียบร้อย ก็จะเริ่มทำเต้าหู้ได้แล้ว ตอนนั้นอันจิ่วเม่ยต้องไปดูแลทุกวัน จึงควรพักผ่อนให้เต็มที่ในช่วงนี้
ฟางเจียวเหม่ยถูกตีจนหน้าบวมปูด กลับไปยังจุดรวมตัวของเหล่ายุวชนผู้มีการศึกษาชุดอื่น ๆ ซึ่งทยอยลงมาทำงานในชนบทเช่นกัน ปกติเธอก็ไม่ได้สนิทกับใครอยู่แล้ว ยิ่งคราวนี้เมื่อคนเห็นสภาพของเธอ ทุกคนกลับทำหน้าเหมือนกำลังดูละครเรื่องหนึ่ง ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยจริง ๆ
“อย่ามายุ่งกับฉัน! ฮือๆ…”
ฟางเจียวเหม่ยเพิ่งอ้าปากก็ร้องไห้ ทำเอาคนที่มองอยู่กลั้นหัวเราะไม่อยู่
“สมน้ำหน้า! เตือนเธอตั้งนานแล้วว่าอย่าไปฝันเฟื่อง เธอไม่ฟังเอง! โดนตีไปแล้วถึงจะมาร้องไห้ จะมีประโยชน์อะไรล่ะ!”
เหล่ายุวชนผู้มีการศึกษารุ่นเก่าที่อยู่ในจุดรวมตัวต่างพากันดูเรื่องสนุก ไม่มีใครคิดว่าฟางเจียวเหม่ยจะทำอะไรได้จริง ๆ เพราะในตอนนี้ อันจิ่วเม่ยเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้การพัฒนาของหมู่บ้านอย่างมากมาย ได้รับความไว้วางใจและความสำคัญจากผู้นำหมู่บ้าน ไม่มีทางที่พวกเขาจะเข้าข้างฟางเจียวเหม่ยเพื่อไปหาเรื่องอันจิ่วเม่ยแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น จากที่พวกเขารู้จักฟางเจียวเหม่ยในช่วงเวลาที่ผ่านมา การที่เธอถูกตีก็สมควรแล้ว คนคนนี้มีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง พูดจาน่าโมโห ไม่ต้องพูดถึงอันจิ่วเม่ย แต่หลายครั้งพวกเขาก็อยากจะลงมือ แต่เห็นว่าร่างกายเธอดูไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่กล้าลงมือง่าย ๆ กลัวว่าจะพลาดพลั้งทำให้เธอตายไป
ถ้าเกิดเรื่องถึงชีวิตคงไม่ดีแน่ ดังนั้นปกติพวกเขาจึงพยายามอดทนไว้ พยายามไม่ลงมือกับเธอ พูดได้ว่าการที่อันจิ่วเม่ยตีเธอคืนนี้ ถือเป็นการระบายแทนพวกเขาทุกคน
“พวกเธอ! พวกเธอดูถูกฉัน แบ่งพรรคแบ่งพวก! ระวังตัวไว้ให้ดี ฉันจะไปฟ้องเบื้องบนแน่!”
ฟางเจียวเหม่ยคิดว่าถ้าเธอร้องไห้ จะมีคนมาปลอบใจ แล้วเธอจะได้ฉวยโอกาสพูดเรื่องที่อันจิ่วเม่ยตีเธอ และเรื่องที่อีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ลับ ๆ กับเว่ยป๋อหลิน แต่ใครจะรู้ว่าคนพวกนี้ไม่ถามอะไรเลย กลับเริ่มหัวเราะเยาะเธอ ชัดเจนว่าพวกเขาอยู่ข้างอันจิ่วเม่ย
“พวกเธออยู่ข้างหล่อนแล้วได้อะไร? ถึงจะมีเรื่องดี ๆ ก็คงไม่ใช่คิวของพวกเราที่เป็นแค่ยุวชนจรจัดหรอก! คนในหมู่บ้านนี้ไม่เคยคิดว่าเราเป็นพวกเดียวกันเลยสักครั้ง พวกเธอไปทำตัวเป็นสุนัขรับใช้หล่อน ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก!”
เมื่อคนบ้าถึงขีดสุด พวกเขาจะกล้าพูดอะไรก็ได้ ตอนนี้ฟางเจียวเหม่ยก็เป็นแบบนั้น พูดประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนโกรธ ทันใดนั้นก็มีคนอารมณ์ร้อนพับแขนเสื้อเตรียมจะไปตีเธอ
โชคดีที่คนอื่นยังมีสติ รีบเข้าไปดึงตัวคนนั้นไว้
ตอนนั้นทุกคนเห็นหมิ่นเหลียนซินสะพายตะกร้าเล็ก ๆ เดินออกมา ไม่ได้สนใจฟางเจียวเหม่ย เพียงแค่ทักทายยุวชนคนอื่น ๆ อย่างเป็นมิตร แล้วก็เตรียมจะเดินออกไป
“หมิ่นเหลียนซิน เธอก็จะไปหาอันจิ่วเม่ยใช่ไหม?”
พวกเขารู้ว่าอันจิ่วเม่ยมีความรู้สึกพิเศษบางอย่างต่อหมิ่นเหลียนซิน หลายครั้งที่เห็นทั้งสองคนทักทายกันด้วยรอยยิ้มบนถนน แต่หากหมิ่นเหลียนซินคิดจะอาศัยความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยนั้นเข้าไปในโรงงานเต้าหู้ ก็ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
หมิ่นเหลียนซินพยักหน้าและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่แล้ว ที่บ้านส่งผักดองมาให้ฉัน ฉันเอามาให้เธอชิมบ้าง”
ความจริงแล้วไม่ใช่ผักดองอะไรเลย แต่เป็นนมผงหนึ่งกระป๋อง หมิ่นเหลียนซินแบ่งครึ่งหนึ่งเพื่อมอบให้อันจิ่วเม่ย
“ฟางเจียวเหม่ยเพิ่งถูกตีมา ตอนนี้สหายอันก็คงยังโกรธอยู่ เธอไม่ควรไปหรอก”
มีคนเตือนด้วยความหวังดี เพราะไปในเวลานี้คงไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีแน่
นี่ก็เพราะปกติหมิ่นเหลียนซินเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ยุวชนที่มาด้วยกัน พวกเขาถึงได้เตือนด้วยความเป็นมิตร
แต่หมิ่นเหลียนซินไม่ได้สนใจ เธอกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ฉันแค่เอาของไปให้เธอเท่านั้น”
เมื่อทุกคนเห็นว่าเธอยังดื้อรั้น พวกเขาก็ไม่อยากพูดอะไรอีก และหันไปดูเรื่องตลกของฟางเจียวเหม่ยต่อ