หนูน้อยผู้นี้คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลซู - บทที่ 220 ซู่เป่า ทุ่มข้ามไหล่เลย!
บทที่ 220 ซู่เป่า ทุ่มข้ามไหล่เลย!
ผู้อำนวยการอวี๋โกรธจนทำอะไรไม่ถูก ตลอดเวลาที่ผ่านมามีผู้คนมากมายมาขอความช่วยเหลือให้เขาช่วยทำกายภาพบำบัด ตระกูลซูเองก็เคยลงทุนและบริจาคให้เขามาตลอดเพื่อให้เขารับทำการฟื้นฟู แต่ตอนนี้เพียงแค่คุณนายล้ม พวกเขากลับกล่าวโทษเขาทั้งหมด!
“บุญคุณที่ผ่านมาไม่นับเลยหรือไง? ช่างเป็นพวกไร้ความกตัญญูสิ้นดี! พวกพ่อค้าล้วนเห็นแก่ได้ หน้าไหว้หลังหลอกทั้งนั้น!” เขาพึมพำด้วยความแค้นเคืองในห้องทำงาน
เขาคิดว่าต้องมีใครสักคนที่ใหญ่กว่าตระกูลซูมาจัดการพวกนี้เสียบ้าง ไม่อย่างนั้นพวกตระกูลซูคงนึกว่าตัวเองเป็นเจ้าแผ่นดินจริง ๆ ผู้อำนวยการอวี๋พลิกดูรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิดเพื่อหาผู้มีอำนาจมาข่มตระกูลซู
ในตอนนั้นเอง ผู้ช่วยก็เปิดประตูเข้ามา “ผู้อำนวยการครับ คุณพ่อของคุณชายหาวจะออกจากโรงพยาบาลวันนี้ และฝากคนมาจองห้องพักฟื้นที่นี่ครับ”
ผู้อำนวยการอวี๋ดีใจจนเนื้อเต้น
สวรรค์ช่วยแท้ ๆ! ตระกูลหาวนั้นฐานะไม่ด้อยไปกว่าตระกูลซู แถมทรัพย์สินในต่างประเทศยังเหนือกว่าด้วยซ้ำ คุณพ่อของตระกูลหาวล้มป่วยด้วยอาการหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตครึ่งซีก เมื่อรักษาขั้นต้นเสร็จย่อมต้องหาสถานพักฟื้นที่ดีที่สุด ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่นี่
“พวกเขามาถึงหรือยัง?”
“กำลังจัดการเอกสารออกจากโรงพยาบาลเดิมครับ”
ผู้อำนวยการอวี๋พยักหน้าพึงพอใจ “เข้าใจแล้ว ฉันจะไปรับพวกเขาด้วยตัวเอง อีกเรื่อง… งานวิจัยเรื่องการกระตุ้นเซลล์ด้วยคลื่นเทราเฮิรตซ์สำหรับรักษาอัมพาตทางสมองเขียนเสร็จหรือยัง?”
“เอ่อ… ยังต้องค้นคว้าเอกสารอ้างอิงอีกนิดหน่อยครับ” ผู้ช่วยอึกอัก
“คนหนุ่มต้องกระตือรือร้นหน่อย งานวิจัยชิ้นนี้ฉันไว้ใจถึงได้มอบให้เธอ ลองคิดดูสิว่าถ้าชื่อเธออยู่ในผลงานนี้ อนาคตจะรุ่งเรืองขนาดไหน?” ผู้อำนวยการอวี๋ตบไหล่เขาเบา ๆ
ผู้ช่วยได้แต่รับคำด้วยความลำบากใจ เพราะเรื่องคลื่นเทราเฮิรตซ์รักษาอัมพาตนั้นไม่มีทฤษฎีรองรับเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้อำนวยการอวี๋กลับสั่งหน้าตาเฉย “หาเอกสารไม่ได้ก็ไม่ต้องหา บอกห้องแล็บให้สร้างตัวเลขข้อมูลขึ้นมานิดหน่อย สิ่งที่เราทำคือนวัตกรรมใหม่ ในอนาคตเมื่อคนอื่นเขียนงานวิจัยเรื่องนี้ พวกเขาต่างหากที่ต้องมาอ้างอิงงานของเรา!”
เมื่อผู้อำนวยการอวี๋เดินออกไปพร้อมเสียงเยินยอของผู้ช่วย ป้าแม่บ้านที่กวาดพื้นอยู่หน้าประตูก็พึมพำไล่หลัง “วาดฝันขายขนมปัง คนหนึ่งกล้าวาด อีกคนก็กล้ากิน…”
*
วันนี้ซู่เป่าไม่ได้ไปโรงเรียนอนุบาล เด็กน้อยอยู่เฝ้าและนวดขาให้คุณยายซูอยู่โรงพยาบาล
“พอแล้วจ้ะซู่เป่า พักบ้างเถอะลูก หนูเหนื่อยมากแล้วนะ” คุณนายซูเอ่ยเสียงแผ่วด้วยความเอ็นดู
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ! คุณยายต่างหากที่เหนื่อยกว่า” ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพร้อมรอยยิ้มใสซื่อ เธอประคองมือคุณยายขึ้นมา “คุณยายหลับพักผ่อนเถอะนะคะ”
คุณนายซูพยักหน้าและค่อย ๆ ปิดตาลง ซู่เป่าเริ่มร้องเพลงกล่อม “นอนเถอะ~ นอนเถอะ~ ที่รักของฉัน…”
พอเพลงจบลง ก็มีเสียงหัวเราะดังมาจากห้องโถงด้านนอก “เฮ้อ… คุณผู้หญิงคนนี้ช่างมีบุญจริง ๆ มีหลานสาวน่าเอ็นดูขนาดนี้!”
ซู่เป่าหันไปเห็นคุณยายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟาข้างนอก เมื่อเห็นว่าคุณยายซูหลับสนิทแล้ว เธอจึงเดินออกไปอย่างระมัดระวังแล้วพูดเสียงเบา “คุณยายคะ คุณยายไม่ควรอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวจะรบกวนคุณยายของหนูค่ะ”
คุณยายท่านนั้นมองซู่เป่าด้วยความทึ่ง แล้วยันกายลุกขึ้นโดยพิงไม้เท้า “เอ้อ… ยายรู้แล้วจ้ะ ยายเคยตายที่นี่แหละ แต่วันนี้ตาแก่ของยายห้องข้าง ๆ จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยายเลยแวะมาดูเขาสักหน่อยก่อนไปพร้อมกัน”
ซู่เป่ามองตามร่างของคุณยายลอยออกไป ประจวบเหมาะกับคนไข้ห้องข้าง ๆ ถูกเข็นสวนออกมาพอดี ชายชราบนรถเข็นมีอาการปากเบี้ยว น้ำลายไหลยืด มือและเท้าขวาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
พนักงานดูแลที่เข็นรถอยู่เหลือบมองน้ำลายเปื้อนเปรอะด้วยสายตาขยะแขยง ชายชราซึ่งมีผ้ากันเปื้อนคล้องคอ ได้แต่ทอดสายตาขุ่นมัวเอ่อคลอด้วยความเศร้าสร้อย
คุณยายที่ลอยอยู่ข้าง ๆ พยายามเช็ดน้ำลายให้สามีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มือของผีไม่สามารถสัมผัสคนได้ เธอจึงทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความเจ็บปวด “ตาแก่… อย่าเสียใจไปเลย พนักงานพวกนี้จะมีใครจริงใจกันล่ะ คุณอยากบอกลูกชายให้เปลี่ยนคนใหม่ แต่คุณก็พูดไม่ออก…”
ซู่เป่าเห็นแล้วรู้สึกสงสาร จึงเดินเข้าไปหา “คุณตาคะ หนูช่วยนะคะ” เธอยื่นมือไปรับผ้าขนหนูมาเช็ดน้ำลายให้คุณตาด้วยความอ่อนโยน
คุณตาพยายามส่งเสียง “อื้อ… อื้อ…” เหมือนอยากขอบใจ
ทันใดนั้น พนักงานดูแลเห็นคนเดินมาทางนี้จึงรีบคว้าผ้าขนหนูคืนไป ทำทีเป็นตั้งใจทำงานสุดชีวิต “มานี่ ๆ ฉันทำเอง น้องรีบกลับห้องไปเถอะ!”
“พี่คะ ที่พี่ทำแบบนี้มันไม่ถูกนะ พี่แกล้งคุณตาตอนไม่มีใครเห็น” ซู่เป่าจ้องมองเธอ
พนักงานดูแลขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าแถวนี้ไม่มีผู้ใหญ่อยู่กับซู่เป่า เธอจึงถลึงตาใส่และขู่เสียงต่ำ “เรื่องของฉัน! อย่ามายุ่ง! กลับห้องไปเดี๋ยวนี้!”
ผีคุณยายรีบบอกซู่เป่า “หนูอย่าไปฟังคนเลวคนนี้นะ! ต่อหน้าคนอื่นแกล้งทำเป็นใจดี แต่ลับหลังร้ายกาจนัก แม้แต่ลูกชายยายยังดูไม่ออกเลย!”
คุณตาเริ่มมีอารมณ์โมโหจนน้ำลายยิ่งไหล พนักงานดูแลเห็นว่าซู่เป่าจะไปฟ้องลูกชายคุณตา ก็ทั้งตกใจทั้งโกรธ เธอพุ่งเข้าไปผลักซู่เป่าอย่างแรง “บอกให้เข้าไปไง! ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!”
พรึ่บ!
ซู่เป่าเบี่ยงตัวหลบก่อนคว้าแขนพนักงานคนนั้นแล้วทุ่มข้ามไหล่ลงกับพื้น จนเสียงดังไปทั่วทั้งระเบียง!
คุณยายผีและคุณตาพากันอึ้งจนน้ำลายค้าง
“เกิดอะไรขึ้น? ใครล้ม?!” พยาบาลและคนแถวนั้นต่างวิ่งกรูมาดูด้วยความตกใจ ในขณะที่พนักงานดูแลคนนั้นนอนจุกจนร้องไม่ออกอยู่บนพื้น
“ยัยเด็กนี่! เธอผลักฉัน!” พนักงานดูแลคนนั้นถูกทุ่มจนหัวหมุนติ้ว ความเจ็บปวดทำให้อารมณ์ปะทุถึงขีดสุด เธอชี้หน้าซู่เป่าด้วยความโมโหทันที
ทุกคนวิ่งเข้ามาต่างมองสลับไปมาระหว่างซู่เป่ากับพนักงานดูแลที่กระเด็นออกไปไกลถึงหนึ่งเมตรด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
“เอ่อ…”
‘นี่มันจะเป็นไปได้ยังไง?’
ผีคุณยายเห็นซู่เป่านิ่งเงียบไปก็รีบร้อนรนแทน “หนูเอ๊ย รีบบอกว่าไม่ใช่สิ ตอนนี้อย่าไปยึดติดกับความซื่อสัตย์ เข้าใจไหม?”
“มะ… ไม่ใช่หนูนะคะ…” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนทำใจดีสู้เสือพูดตะกุกตะกัก
“ก็เธอนั่นแหละ!” พนักงานดูแลตะโกนลั่น
พยาบาลคนหนึ่งทนดูไม่ได้จึงขัดขึ้น “เฮ้ พอเถอะพี่จวน พี่จำผิดหรือเปล่า? เด็กตัวแค่นี้จะไปมีแรงผลักพี่จนกระเด็นได้ยังไง!”
พนักงานดูแลที่ชื่อจวนชะงักกึก เธอรีบเก็บความขุ่นเคืองลงไป แล้วเปลี่ยนสีหน้าเกาหัวทำท่าทางเซ่อซ่าทันที “อุ๊ย… ขอโทษที ๆ เมื่อกี้พี่เห็นเงาคนแวบเข้ามา มองไม่ชัดเลยนึกว่าใครวิ่งมาชนจนพี่กระเด็น”
“พอมาดูชัด ๆ อ้าว… เป็นเด็กตัวเปี๊ยกนี่เอง โธ่ พี่นี่แย่จริง ๆ สงสัยเป็นเพราะเมื่อคืนเฝ้าคุณตาทั้งคืนไม่ได้นอนเลยเพลียจนตาฝาดไปหน่อย…”
เธอยังไม่วายสร้างภาพลักษณ์คนดีที่ตรากตรำทำงานหนักต่อหน้าทุกคนได้อย่างหน้าไม่อาย!