ท่านบัณฑิตเจ้าขา... ข้ามาแต่งแทน พร้อมระบบสุดป่วน! - บทที่ 151 เรื่องถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง
- Home
- ท่านบัณฑิตเจ้าขา... ข้ามาแต่งแทน พร้อมระบบสุดป่วน!
- บทที่ 151 เรื่องถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง
บทที่ 151 เรื่องถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง
“จำเป็นต้องพูดจาแดกดันขนาดนั้นเลยหรือ? ผู้ใหญ่พูดมาตั้งนานก็แค่เป็นห่วงเรื่องที่พวกท่านจะซื้อบ้านเท่านั้น อีกอย่างก็ดูบ้านที่นายหญิงหลิ่วแนะนำมาหลายหลังแล้ว แต่ก็ไม่ถูกใจสักที ข้าว่านะ ยังไงก็ซื้อบ้านที่แม่ข้าแนะนำดีกว่า นี่เป็นคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แม่ข้าคงไม่หลอกพวกท่านหรอก”
จางซีเหยียนรู้สึกไม่พอใจหลี่เก๋อเฟยเป็นอย่างมาก หลังจากที่พบว่าตัวเองยังสู้กับคนอ้วน ๆ คนหนึ่งไม่ได้ จางซีเหยียนก็รู้สึกเสียใจมาก ซูจิ่งหยางพี่ชายที่หล่อเหลาขนาดนี้ ทำไมถึงได้แต่งงานกับผู้หญิงอัปลักษณ์คนนี้ไปได้
ตอนนี้แม่ของนางก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของหลี่เก๋อเฟยเช่นกัน แค่พูดอะไรไปสองสามประโยค หลี่เก๋อเฟยก็พูดจาไม่เคารพผู้ใหญ่แบบนี้ ไม่มีใครจัดการนางเลยหรือ ปล่อยให้ทำตัวตามใจชอบแบบนี้ ป้าจางในตอนนี้กลับรู้สึกสะใจ ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองนั้นดีกว่า ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ยังเข้าข้างตัวเองเสมอ
แม้ว่าจะยังคงก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ แต่ปากของป้าจางก็ยิ้มกว้างจนปิดไม่ลง ข้าวที่กินเข้าไปก็กระเด็นออกมาทีละเม็ด ๆ
หลินหวั่นเฉินที่อยู่ข้าง ๆ แทบจะทนดูไม่ไหวแล้ว ความโกรธในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาเรื่อย ๆ กำลังจะลุกขึ้นไปช่วยพูดแทนหลี่เก๋อเฟย แต่จู่ ๆ ก็ถูกผู้ดูแลหวังคว้าแขนไว้ก่อน พลางส่ายหัวเป็นเชิงบอกให้หลินหวั่นเฉินอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
หลินหวั่นเฉินมองดูผู้ดูแลหวังแล้วก็ได้แต่ก้มหน้าลงอย่างจนใจ แกล้งทำเป็นว่ายังคงกินข้าวอยู่ ค่อย ๆ ตักข้าวเข้าปากทีละคำ ๆ หลี่เก๋อเฟยได้ยินแล้วก็กลอกตาขึ้นบนก่อน จากนั้นก็จ้องจางซีเหยียนด้วยสายตาดุร้าย พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จางซีเหยียนทำกับสามีของนางในช่วงหลายวันนี้ นางคิดว่าตัวเองตาบอดไม่เห็นหรืออย่างไร
ในขณะที่หลี่เก๋อเฟยกำลังคิดจะเปิดโปงเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนขายหน้า
ท่านหญิงซูก็พูดขึ้นมาก่อน “เก๋อเฟย ข้าก็รู้สึกว่าบ้านที่ป้าจางแนะนำมานั้นไม่เลวเลย ลองคิดทบทวนดูอีกครั้งไหม”
ท่านหญิงซูที่ออกมาพูดก็เพราะจนปัญญาแล้ว จางซีเหยียนเด็กคนนี้ปกติดูสดใสและว่านอนสอนง่าย แต่ทำไมพอถึงเวลาแบบนี้กลับพูดจาเหลวไหล ราวกับต้องการยุให้สองครอบครัวทะเลาะกัน
ท่านหญิงซูจึงได้แต่พูดเรื่องอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหลี่เก๋อเฟย
แน่นอนว่าความสนใจของหลีเก๋อเฟยถูกเบี่ยงเบนไปทันที เพราะตอนนี้หลีเก๋อเฟยถึงได้ตระหนักว่าคนที่สามารถพูดเรื่องการซื้อบ้านได้ก็มีแค่คนตระกูลซูเท่านั้น แต่ในบรรดาคนตระกูลซู ท่านหญิงซูและซูจิ่งหยางก็เข้าข้างป้าจางไปแล้ว
หลี่เก๋อเฟยเริ่มลำบากใจ นางรู้ว่าตอนนี้แค่นางพูดอะไรออกไป ก็จะมีสามสี่คนพูดคัดค้านนางทันที ถ้ายังพูดต่อไปแบบนี้ บางทีอาจจะตกลงซื้อบ้านที่ป้าจางแนะนำมาจริง ๆ ก็ได้ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด หลี่เก๋อเฟยจะไม่ยอมให้ตระกูลซูซื้อบ้านที่ป้าจางแนะนำมาเด็ดขาด ยังไงหลี่เก๋อเฟยก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ อดรู้สึกไม่ได้ว่าบ้านที่ป้าจางแนะนำมามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลยังไงสักอย่าง
“ท่านแม่ ทานผักสิเจ้าคะ วันนี้ทำอาหารได้อร่อยมาก ข้าไม่ได้บอกว่าบ้านที่ป้าจางแนะนำมาไม่ดีนะ แต่ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็ตาม ท่านก็ต้องเปรียบเทียบสามร้านก่อนเสมอ ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่อย่างการซื้อบ้านด้วยแล้ว พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร ค่อย ๆ พิจารณากันไปก่อนดีกว่า”
จากนั้นหลี่เก๋อเฟยก็แกล้งทำเป็นใจเย็น ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
ท่านหญิงซูมองดูท่าทางของหลี่เก๋อเฟย ก็ได้แต่ก้มหน้าลงอย่างหมดหนทาง พลางถอนหายใจอย่างหนักอึ้ง ลุงจางไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เอาแต่กินข้าวและคีบเนื้อใส่ปาก ยังไงช่วงฤดูร้อนนี้ก็ต้องซื้อบ้านอยู่แล้ว พอซื้อบ้านแล้วก็ต้องเข้าไปอยู่เอง จะสนใจอะไรล่ะ บ้านทั้งสามหลังนี้ก็ดีทั้งนั้น อยู่สบายทั้งนั้น ซื้อหลังไหนก็เหมือนกัน
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป แม้แต่จางซีเหยียนที่โง่เขลาก็รู้แล้วว่าหลี่เก๋อเฟยเป็นคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย แม้แต่ท่านหญิงซูออกมาพูดแล้ว หลี่เก๋อเฟยก็ยังสามารถหลบเลี่ยงไปได้ จางซีเหยียนก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถปะทะกับหลี่เก๋อเฟยได้โดยตรง ฮึ คอยดูเถอะหลี่เก๋อเฟย แค่คนอ้วนตายซากคนหนึ่ง นางกล้ามาแข่งกับข้าจางซีเหยียนหรือ
ทุกคนต่างกินข้าวด้วยความคิดของตัวเอง หลังจากกินเสร็จ หลี่เก๋อเฟยก็ไม่เก็บชามตะเกียบ กลับห้องของตัวเองไปเลย
ซูจิ่งหยางยังคงเก็บชามตะเกียบอย่างว่าง่าย ไปล้างจานในครัว ป้าจางก็ตามไปติด ๆ แท้จริงแล้ว หลินหวั่นเฉินก็อยากจะไปด้วยเหมือนกัน แต่ซูจิ่งหยางและป้าจางก็อยู่ในครัวแล้ว ถ้าตัวเองไปด้วยก็จะทำให้ครัวดูแออัดมาก หลังจากกลับมาที่ห้อง ผู้ดูแลหวังก็ได้พูดคุยกับหลินหวั่นเฉินอย่างจริงจัง
เรื่องการซื้อบ้านนี้ ตระกูลซูก็วุ่นวายมานานแล้ว ผู้ดูแลหวังอยากจะคุยกับหลินหวั่นเฉินมานานแล้ว
“หวั่นเอ๋อร์ ข้าคิดว่าเจ้าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าหลี่เก๋อเฟยจะเป็นน้องสาวบุญธรรมของเจ้า และที่เราได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ก็เพราะนางเชิญเราเข้ามาอย่างแข็งขัน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เจ้าก็ควรจะรู้ว่าพอป้าจางมา ทุกอย่างก็ซับซ้อนขึ้น พวกเราก็เป็นคนนอกที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลซู การซื้อบ้านเป็นเรื่องใหญ่ พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งหรอก”
แม้ว่าหลินหวั่นเฉินจะรู้ว่าสิ่งที่ผู้ดูแลหวังพูดนั้นมีเหตุผล แต่หลินหวั่นเฉินก็ทนไม่ได้ที่ป้าจางคนนี้จองหองเหลือเกิน และยังคอยขัดแย้งกับน้องสาวของนางทุกเรื่อง หลินหวั่นเฉินโกรธจัด ใบหน้าทั้งหมดของนางพองออกเหมือนปลาตัวน้อยที่กำลังพ่นฟองอากาศ
“แล้วท่านจะให้ข้านั่งมองน้องสาวของข้าถูกรังแกอย่างนั้นหรือ? ท่านไม่คิดว่าป้าจางคนนั้นทำเกินไปหรือ”
ผู้ดูแลหวังรู้ว่าหลินหวั่นเฉินมีจิตใจที่ดีงาม นางแค่อยากช่วยเหลือน้องสาวของตัวเอง แต่นี่ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเขา พวกเขาทั้งสองคนเป็นคนนอก จะไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร
ผู้ดูแลหวังยังคงนั่งลงข้าง ๆ หลินหวั่นเฉินอย่างอ่อนโยน และใช้มือลูบมือทั้งสองข้างของหลินหวั่นเฉินอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนกำลังบอกให้หลินหวั่นเฉินใจเย็นลงบ้าง แผนนี้ได้ผลดีมาก ผู้ดูแลหวังไม่ได้พูดอะไรออกมา หลินหวั่นเฉินเกือบจะพ่นไฟออกมาจากปากแต่ก็กลืนกลับเข้าไป
จากนั้น ผู้ดูแลหวังก็ค่อย ๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและสายตาที่อ่อนโยน สนทนากับหลินหวั่นเฉินแล้วมองไปที่หลินหวั่นเฉิน
“ป้าจางทำเกินไปจริง แต่นั่นก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น พวกเราสองคนไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เป็นคนที่ไม่มีญาติไม่มีพี่น้อง จะไปยุ่งเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร อีกอย่างป้าจางก็ทุ่มเทความคิดไปกับเรื่องนี้ไม่น้อย บ้านที่แนะนำมาแม้จะไม่ดี แต่อย่างน้อยเขาก็ทำงานจริง ๆ ไม่เหมือนพวกเราที่อยู่ที่นี่กินแล้วดื่ม ดื่มแล้วนอนทุกวัน ถ้าเราไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วเกิดทะเลาะกันขึ้นมาจริง ๆ มองยังไงก็เป็นความผิดของพวกเรานะ”
คำพูดนี้มีเหตุผล แต่ประเด็นสำคัญของหลินหวั่นเฉินดูเหมือนจะเบี่ยงเบนไป เดิมทีตั้งใจจะฟังคำพูดของผู้ดูแลหวังแล้วทำตาม แต่พอได้ยินเรื่องแนะนำบ้าน หลินหวั่นเฉินก็นึกขึ้นได้ว่านายหญิงหลิ่วก็มาแนะนำบ้านเหมือนกัน และยังมี…